"1 พฤษภาคม" ขึ้นต้นเดือนมาแบบนี้ ทุกคนล้วนรู้อยู่แล้วใช่ไหมครับว่าวันนี้คือ วันแรงงาน เป็นวันหยุดตามปีปฏิทินเพื่อระลึกถึงชนชั้นสำคัญที่คอยขับเคลื่อนสังคม หากไม่มีแรงงานก็ไม่มีประเทศ ไม่มีตึกสวย ๆ ไม่มีทุ่งนาที่มีข้าวอร่อย ๆ ไม่มีหอยไม่มีปูไม่มีไข่ไก่ ไม่มีคนกวาดถนน ไม่มีคนขนขยะ ฯลฯ ประเทศของเราจะเป็นอัมพาตไปเลยหากไม่มีแรงงาน แต่ในความเป็นจริงเราไม่ควรใช้คำว่า "ชนชั้น" นำหน้าแรงงานด้วยซ้ำ เพราะไม่ว่าใครจะรวยหรือจนเราทุกคนก็ต้องใช้แรงในการหาเงินกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าจะมาในรูปแบบไหนก็เท่านั้นเอง บทความนี้ผมก็เลยอยากจะเจาะลึกลงไปครับว่า แก่นแท้ของงานคืออะไร เราทำงานไปทำไม เหนื่อยก็เหนี่อยตังค์ก็ได้น้อยแต่ทำไมเราถึงยังทำ คุณผู้อ่าน ๆ แล้วก็ลองนึกย้อนถึงจุดเริ่มต้นของตัวเองดูนะครับ ว่าตกลงเราทำงานเพื่อชีวิต หรือมีชีวิตอยู่เพื่อทำงานกันแน่! 1. จุดเริ่มต้นของการทำงาน ล้วนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ในช่วงแรกของชีวิตการทำงาน พวกเราทุกคนล้วนมีเหตุผลคล้าย ๆ กัน ก็คืออยากมีเงิน , มีความมั่นคง , แล้วก็อยากดูแลตัวเองและคนที่รัก การทำงานในตอนนั้นถือว่าเป็นเครื่องมือที่จะพาเราไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น ตอนเป็นเด็กนักเรียนเราไม่รู้หรอกครับว่าจะเรียนไปทำไม บางคนก็เรียนให้มันจบ ๆ ไปงั้น ๆ เอาให้จบตามเพื่อนเขาให้ทัน พ่อแม่จะได้ไม่รู้สึกว่าเสียค่าเทอมไปเปล่า ๆ แต่พอมาถึงวัยทำงานความคิดก็จะเปลี่ยน เราเคยเห็นงานเป็นแสงสว่างของชีวิตด้วยซ้ำ สู้กับมัน อดทนไปกับมัน สักวันต้องถึงเป้าหมาย สำหรับผม "งาน" เคยเป็นแบบนั้นจริง ๆ ครับ อย่างน้อยก็ในช่วงเริ่มต้น 2. เมื่อเวลาผ่านไป งานเริ่มกลืนกินชีวิตโดยไม่รู้ตัว ทว่าเมื่อวันเวลาผ่านไปจากการทำงานเพื่อมีชีวิต กลับค่อย ๆ กลายเป็นมีชีวิตเพื่อทำงาน คุณผู้อ่านลองนึกภาพตามนะครับ ตื่นเช้าไปทำงานปุ๊บต้องต่อสู้กับความ Toxic มากมาย พอเลิกงานก็หมดเรี่ยวหมดแรง กว่าจะเดินทางกลับถึงบ้านบางคนต้องสู้กับรถติดอีก เหนื่อยกับมารยาทคนในที่ทำงานยังต้องมาเหนื่อยกับมารยาทคนบนท้องถนน พอถึงวันหยุดตัวก็ได้พักอยู่หรอก แต่สมองกลับมีแต่งานอยู่ในหัว เห็นภาพไหมครับว่าชีวิตเริ่มถูกจัดตารางโดย “งาน” ไม่ใช่ “ความสุข” และที่น่ากลัวคือหลายคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ว่าตัวเองโดนเขมือบตัวตนจนฝ่าเท้าแทบจะลอยไม่แตะพื้นอยู่แล้ว 3. ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ว่าเราหนีงานไม่ได้ "อนิจจา วะตะสังขารา" ต้องยืมคำคมมาจากหลวงพ่อเลย ว่าในโลกแห่งความจริงเราไม่สามารถ “ไม่ทำงาน” ได้ ขนาดหลวงพ่อยังต้องรับจ๊อบสวดบังสุกุลเลยคุณผู้อ่านก็คิดดูเถอะ ค่าใช้จ่ายเอย , ความรับผิดชอบเอย , ภาระทางสังคมต่าง ๆ นา ๆ ทุกอย่างล้วนเป็นแรงผลักให้เราต้องเดินต่อไป ไม่ทำงานจะเอาตังค์ที่ไหนใช้ นี่คือความจริงที่ขัดแย้งในตัวเอง เรารู้ว่างานกำลังกลืนชีวิตแต่เราก็ยังต้องทำมันต่อไป อยากจะร้องเพลงดังของวงซาซ่าครับ แต่กลัวโดนจับลิขสิทธิ์ เอาเป็นว่าถ้าคุณผู้อ่านเดาได้ว่าเป็นเพลงอะไร คุณก็ร้องออกมาดัง ๆ แล้วกัน ร้องเผื่อผมหน่อยร้องให้กับโลกที่บิดเบี้ยวใบนี้! 4. ทางออกที่อาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นไปได้ คุณผู้อ่านครับบางทีคำตอบอาจไม่ใช่การหนีงาน แต่อาจคือการจัดตำแหน่งของงานในชีวิตใหม่ก็ได้ เช่น ทำงานให้ดีแต่ไม่ลืมใช้ชีวิต , หาเวลาของตัวเองบ้างแม้จะเล็กน้อย หรือรู้ว่าอะไรสำคัญจริง ๆ สำหรับเราแล้วก็ลงมือทำเลยอย่ามัวแต่ลังเล มันอาจจะไม่สมบูรณ์แบบหรอกครับ มันไม่มีทางได้ดั่งใจเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์แน่ ๆ แต่มันจะทำให้เรายังเป็นตัวของตัวเองอยู่ โดนงานเขมือบส่วนหัวเหลือส่วนขาไว้ให้เดินไปไหนต่อไหนบ้างก็ยังดี อย่าลืมนะครับว่าเราเดินไปที่ ๆ เราชอบได้ หรือเดินไปที่ ๆ อากาศดี ๆ หายใจสบาย ๆ ก็พอไหว สรุปสุดท้าย คุณผู้อ่านครับเราอาจไม่สามารถเลือกได้ว่าจะไม่ทำงาน แต่เราสามารถเลือกได้ว่างานจะมีอิทธิพลกับชีวิตเรามากแค่ไหน ซึ่งสุดท้ายแล้ว ชีวิตก็ไม่ควรถูกใช้ไปเพื่อแลกกับงานเพียงอย่างเดียวอยู่ดี เพราะในวันที่เราหยุดทำงานสิ่งที่เหลืออยู่จริง ๆ อาจไม่ใช่ตำแหน่งหรือเงินเดือนหรอกนะครับ แต่มันคือ "พนักงานใหม่ , เจ้าหน้าที่คนใหม่ , บุคลากรรุ่นใหม่" ที่ถูกจ้างเข้ามาทำงานแทนคุณ เขาไม่ได้ง้อเราขนาดนั้นหรอก เราเองต่างหากที่จะต้องคานอำนาจระหว่างงานกับชีวิตให้ดี โชคดี 1 พฤษภาคม! คนทำงานจริงไม่เคยมีใครได้หยุดวันนี้กันหรอกบัดโถ่! เครดิตรูปภาพ ภาพหน้าปก จาก : pixabay ภาพ : ชาวนาเกลือตักเกลือ โดย : TruongDinhAnh รูปที่ 1 จาก : pixabay ภาพ : คนงานสร้างถนน โดย abuabua รูปที่ 2 จาก pixabay ภาพ : ชาวประมงถักตาข่าย โดย chulmin1700 รูปที่ 3 จาก pixabay ภาพ : คนงานแบกชิ้นส่วนหลังคา โดย JonasOgrefoln รูปที่ 4 จาก pixabay ภาพ : ชาวนาเกลือตักเกลือ โดย : TruongDinhAnh เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !