รีเซต

ส.อ.ท.ชี้เร่งแก้พลาสติกขาด ดันราคาสินค้าพุ่ง-เงินเฟ้อขึ้น

ส.อ.ท.ชี้เร่งแก้พลาสติกขาด ดันราคาสินค้าพุ่ง-เงินเฟ้อขึ้น
ทันหุ้น
19 มีนาคม 2569 ( 08:45 )

#ส.อ.ท. #ทันหุ้น - ส.อ.ท. ชี้ ราคาเม็ดพลาสติกเพิ่ม 40-50% ผลกระทบปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลโรงงานนำเข้าวัตถุดิบไม่ได้ต้องปิดชั่วคราวแล้ว ทำให้ซัพพลายหาย  ทำให้กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคไม่สามารถกำหนดระยะเวลาส่งมอบสินค้าได้  ดันสินค้าราคาขึ้นพุ่ง จากไม่มีบรรจุภัณฑ์ วอนทุกฝ่ายหาแนวทางเร่งแก้ปัญหา

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์สงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมี เนื่องจากโรงงานที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบหลักจากตะวันออกกลางประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ เพราะไม่มีเรือขนส่งสินค้าเข้ามา ซึ่งปัญหานี้รุนแรงจน ทำให้โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกขนาดใหญ่ในแถบระยองต้องประกาศ ปิดโรงงานชั่วคราว

@ราคาขึ้น 40-50%

ทั้งนี้เมื่อโรงงานหลักปิดตัวลง ส่งผลให้เม็ดพลาสติกในตลาดหายไปทันที ทำให้ลูกค้าขาประจำที่เคยซื้อจากโรงงานดังกล่าว ต้องพยายามไปหาซื้อจากแหล่งอื่น ส่งผลให้โรงงานอื่นที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ มีกำลังการผลิตไม่เพียงพอที่จะรองรับความต้องการที่ล้นเข้ามาได้

ดังนั้นการขาดแคลนเม็ดพลาสติกนำไปสู่การแย่งกันซื้อ และส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นถึง 40-50% ซึ่งส่งผลกระทบไปยังกลุ่มโรงงานที่ทำหน้าที่ฉีดหรือเป่าพลาสติกเพื่อทำบรรจุภัณฑ์ต่างๆ เช่น ถุงพลาสติก, ถุงขยะ, ถุงใส่แกง, บรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น โดยกำลังประสบภาวะขาดแคลนวัตถุดิบอย่างหนักและสต๊อกสินค้าเดิมใกล้จะหมดลง ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ และคลังอยู่ระหว่างการหาแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว

นายเกรียงไกร  กล่าวว่า แม้ว่าในช่วงสงคราม สินค้ากลุ่มอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคจะมีความต้องการสูงจากต่างประเทศ แต่ผู้ผลิตไทยไม่สามารถเสนอราคา หรือยืนยันกำหนดส่งมอบสินค้าได้ เนื่องจากผลิตตัวสินค้าเสร็จ แต่ไม่มีบรรจุภัณฑ์ใส่ ทำให้ไม่สามารถส่งออกได้ตามกำหนด อีกทั้งการขาดแคลนวัตถุดิบควบคู่ไปกับราคาที่พุ่งสูงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อตามมา

@หวั่นกระทบ GDP

ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมได้ประเมินผลกระทบต่อ GDP ตามระดับราคาน้ำมัน ซึ่งระดับราคาน้ำมันอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คาดการณ์ GDP อยู่ที่ประมาณ 1.6% ถ้าหากราคาน้ำมันอยู่ที่ 100-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล GDP จะลดลงเหลือประมาณ 1.3% แต่หากราคาน้ำมันสูงเกิน 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีโอกาสที่ GDP จะเหลือเพียง 1.0 - 1.1% แต่ยังต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตามระยะเวลาความยืดเยื้อ

สำหรับต้นทุนการผลิตคาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก, อะลูมิเนียม, ปูนซีเมนต์, เยื่อกระดาษ, แก้ว และเซรามิก ซึ่งจะรับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีสัดส่วนค่าพลังงานสูงถึง 35-50% ของต้นทุนทั้งหมด ในขณะที่อุตสาหกรรมทั่วไปจะมีสัดส่วนค่าพลังงานเฉลี่ยอยู่ที่ 12-20% และท้ายที่สุดต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะถูกส่งต่อไปยังราคาขายและผู้บริโภค ซึ่งความยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อทั้งกำลังซื้อ การส่งออก และการท่องเที่ยว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง