ส่องเงินเดือนข้าราชการ 2569 สตาร์ทที่เท่าไหร่ ? มีเกณฑ์ปรับขึ้นอย่างไร ? หากพูดถึงอาชีพในฝันของคนไทยเราก็แน่นอนว่าหนึ่งในอาชีพที่ต้องติดลิสต์อันดับต้น ๆ ในทุกยุคสมัยก็คืออาชีพรับราชการนั่นเอง เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าการรับราชการในหน่วยงานรัฐต่าง ๆ ในบ้านเรานั้นค่อนข้างจะมีหลักประกันอนาคตที่มั่นคง มั่นใจได้ว่าเราจะไม่ตกงานกะทันหัน แถมยังมีสวัสดิการรัฐดี ๆ มอบให้อีกมากมาย อย่างไรก็ตามในอีกมุมนึงอาชีพข้าราชการก็มักจะมีข้อวิจารณ์เล็ก ๆ ตามมาเสมอในทุกยุคสมัยเช่นกัน ซึ่งข้อวิจารณ์นั้นก็คือเรื่องของเงินเดือนข้าราชการที่มักจะถูกมองว่าน้อย เมื่อเทียบกับสายงานเอกชน จึงหวังที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวหรือร่ำรวยขึ้นมาจากการรับราชการได้ยากนั่นเอง ในวันนี้เราจึงจะพากันมาไขข้อข้องใจให้ได้ทราบกันว่าแท้จริงแล้วเงินเดือนข้าราชการ ในปี 2569 นี้ มันยังน้อยนิดจริง ๆ เหมือนในอดีตที่ผ่านมา หรือมีการเปลี่ยนแปลงปรับขึ้นไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว อัตราเงินเดือนเริ่มต้นของข้าราชการพลเรือนในปี 2569 (ตามวุฒิการศึกษา) ก่อนอื่นก็ต้องอธิายกันก่อนว่าอาชีพข้าราชการนั้นเขาจะมีหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเดือนเริ่มต้น หรือช่วงเงินเดือนสตาร์ทที่ตายตัวตามวุฒิการศึกษาที่ใช้ในการสมัครเข้ารับราชการ คือไม่ได้มีการพิจารณาโดย HR เป็นรายบุคคลเหมือนกับบริษัทเอกชน ซึ่งอาจจะได้มากน้อยต่างกันไป พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเป็นข้าราชการเงินเดือนสตาร์ทจะอยู่ในมาตรฐานเดียวกันทั้งหมดเลย เพียงแต่ตัวเลขอาจจะคลาดเคลื่อนมากน้อยต่างกันนิดหน่อยตามความเหมาะสมของตำแหน่งงาน ดังนี้ - ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือวุฒิ ปวช. สตาร์ทที่ 11,380-12,520 บาท - ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือวุฒิ ปวส. สตาร์ทที่ 13,920-15,320 บาท - ระดับปริญญาตรี สตาร์ทที่ 18,150-19,970 บาท - ระดับปริญญาโท สตาร์ทที่ 21,180-23,300 บาท - ระดับปริญญาเอก สตาร์ทที่ 25,410-27,960 บาท เห็นตัวเลขกันชัด ๆ แบบนี้หลายคนก็น่าจะพอทราบกันแล้วว่าแท้จริงแล้วเงินเดือนข้าราชการที่ลือกันว่าน้อยนิดนั้น ความเป็นจริงในปี 2569 นี้ก็ต้องบอกว่าไม่น้อยซะทีเดียว อาจจะดูมากกว่าสายงานเอกชนในหลาย ๆ สายงานด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราใช้เกณฑ์วุฒิปริญญาตรีเป็นตัวเปรียบเทียบ เพราะการเข้ารับราชการด้วยวุฒิ ป.ตรี นั้นมีโอกาสได้รับเงินเดือนสตาร์ทสูงถึงเกือบ ๆ สองหมื่นบาทเลยทีเดียว และต่ำสุดที่ 18,150 บาท ขณะที่บริษัทเอกชนหลายที่อาจเสนอตัวเลขเริ่มต้นเพียง 15,000 บาท เท่านั้น อย่างไรก็ตามต้องย้ำกันว่านี่เป็นเพียงตัวเลขเริ่มต้น หรือเงินเดือนสตาร์ทเท่านั้นนะ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการปรับเพิ่มเงินเดือนในอนาคต ในหลายกรณีสายงานเอกชนอาจมีโอกาสปรับเพิ่มในอนาคตที่สูงและรวดเร็วกว่า เพราะมักจะอิงผลงานเป็นหลัก ขณะที่อาชีพข้าราชการนั้นต้องปรับขึ้นเงินเดือนโดยอิงตามหลักเกณฑ์ของรัฐ ฐานเงินเดือนข้าราชการตามระดับตำแหน่ง มากันที่ฐานเงินเดือนแบบแบ่งตามระดับตำแหน่งกันบ้าง เพื่อให้หลายคนได้เห็นภาพว่าถ้าเราเข้ารับราชการในระดับตำแหน่งต่าง ๆ อนาคตเราจะมีโอกาสได้ปรับเงินเดือนขึ้นสูงสุดเท่าไหร่ ซึ่งก่อนอื่นก็ต้องอธิบายกันเพิ่มเติมก่อนด้วยว่า ในอาชีพข้าราชการพลเรือนนั้นจะมีการแบ่งระดับตำแหน่งงานออกเป็น 3 ระดับหลัก ๆ ด้วยกัน สำหรับคุณวุฒิที่ต่ำกว่าระดับป.ตรี ซึ่งก็คือ ระดับปฏิบัติงาน ระดับชำนาญงาน และระดับอาวุโส และ 5 ระดับ สำหรับคุณวุฒิตั้งแต่ระดับป.ตรี ขึ้นไป ประกอบด้วย ระดับปฏิบัติการ ระดับชำนาญการ ระดับชำนาญการพิเศษ ระดับเชี่ยวชาญ และระดับทรงคุณวุฒิ ซึ่งก็แน่นอนว่าฐานเงินเดือนก็จะไล่เรียงขึ้นไปตามระดับดังกล่าวนั่นเอง ประเภทวุฒิต่ำกว่าระดับปริญญาตรี - ฐานเงินเดือนสูงสุดสำหรับ ระดับปฏิบัติงาน อยู่ที่ 21,000 บาท - ฐานเงินเดือนสูงสุดสำหรับ ระดับชำนาญงาน อยู่ที่ 38,750 บาท - ฐานเงินเดือนสูงสุดสำหรับ ระดับอาวุโส อยู่ที่ 54,820 บาท ประเภทวุฒิระดับปริญญาตรีขึ้นไป - ฐานเงินเดือนสูงสุดสำหรับ ระดับปฏิบัติการ อยู่ที่ 26,900 บาท - ฐานเงินเดือนสูงสุดสำหรับ ระดับชำนาญการ อยู่ที่ 43,600 บาท - ฐานเงินเดือนสูงสุดสำหรับ ระดับชำนาญการพิเศษ อยู่ที่ 58,390 บาท - ฐานเงินเดือนสูงสุดสำหรับ ระดับเชี่ยวชาญ อยู่ที่ 69,040 บาท - ฐานเงินเดือนสูงสุดสำหรับ ระดับทรงคุณวุฒิ อยู่ที่ 76,800 บาท สวัสดิการที่น่าสนใจของข้าราชการ อย่างที่ทราบกันดีว่าสำหรับอาชีพข้าราชการแล้ว ข้อดีจริง ๆ นั้นไม่ได้อยู่ที่แค่เงินเดือน หรือค่าตอบแทนที่ได้รับจากการทำงานเท่านั้น อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ข้าราชการเป็นอาชีพในฝันของคนไทยจำนวนมากก็คือสวัสดิการที่รัฐมอบให้เฉพาะข้าราชการนั่นเอง - สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับข้าราชการ บิดา มารดา บุตร และคู่สมรส สวัสดิการตัวแรกที่ต้องบอกว่าวิเศษสุด ๆ และเป็นหลักประกันสำหรับทั้งครอบครัวของผู้ที่รับราชการเลยก็คือ สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ซึ่งไม่ได้มอบให้แค่เฉพาะตัวข้าราชการเท่านั้น แต่ยังมอบให้กับบิดา มารดา คู่สมรส รวมถึงบุตร(ตามกฎหมาย) ของข้าราชการคนนั้น ๆ อีกด้วย โดยสวัสดิการตัวนี้จะแยกกันกับสวัสดิการหลักประกับสุขภาพถ้วนหน้า หรือสปสช. และประกันสังคม ทำให้ผู้ที่รับราชการไม่ต้องไปแย่งใช้สิทธิ์หลักประกันสุขภาพ หรือประกันสังคมรวมกับประชาชนในกลุ่มอาชีพอื่น ๆ นั่นเอง - สวัสดิการเงินบำนาญเมื่อเกษียณอายุงาน สวัสดิการอีกหนึ่งตัวที่นับเป็นอีกเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้หลายคนเลือกอาชีพรับราชการก็คือ สวัสดิการเงินบำนาญนั่นเอง คือถ้าเป็นสายงานเอกชนก็แน่นอนว่าเมื่อเกษียณอายุงาน หรือเลิกทำงานไปแล้ว ช่วงเวลาที่เหลืออยู่เราก็ต้องดูแลตัวเอง อาจจะด้วยเงินที่เก็บออมมาระหว่างการทำงาน หรือดอกผลจากการลงทุน แต่สำหรับอาชีพข้าราชการแล้ว หากเรารับราชการมาเกินกว่า 25 ปีขึ้นไป เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ(อายุ 60) ปี เราก็จะได้รับบำนาญจากรัฐไปตลอดชีพเลย หรือในกรณีที่รับราชการมาเกินกว่า 10 ปี แต่ไม่ถึง 25 ปี แม้ว่าภายหลังจะลาออกไปประกอบอาชีพอื่นก็ตาม ก็ยังมีโอกาสได้รับเงินบำเหน็จ(เงินก้อน) สำหรับนำไปตั้งตัว ลงทุนสร้างธุรกิจ หรือเก็บไว้บริหารเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันช่วงเกษียณก็ได้ ณัฐ ณัฐนันท์ ภาพปก/ภาพประกอบ โดยผู้เขียน (Tools Design Canva, ChatGPT) เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !