ถ้าวันหนึ่ง AI จะกลายเป็นปัจจัยที่ 7 สำหรับคนยุคดิจิทัลที่ขาดไม่ได้อีกต่อไป แล้วจะเป็นอย่างไรล่ะ? เราคงจะเคยได้ยินนิยามปัจจัย 4 กันมาบ้างแล้ว คือรากฐานของการเอาชีวิตรอด ปัจจัยที่ 5 คือ เงิน และปัจจัยที่ 6 คือ " Smart Phone และ อินเทอร์เน็ต" ที่เราต้องพกติดตัวราวกับอวัยวะที่ 33 ที่ขาดไปเมื่อไหร่ก็เหมือนจะใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันยากยิ่งเท่านั้น ในโลกยุคปัจจุบัน สำหรับคนทำงานและคนยุคดิจิทัล แค่นั้นอาจจะไม่พออีกต่อไป เพราะเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่วิถีชีวิตถูกหล่อหลอมให้ต้องพึ่งพา "ปัจจัยที่ 7" ที่มีชื่อว่า "AI – (Artificial Intelligence) " อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากภัยคุกคามสู่กระบวนการยอมรับเทคโนโลยี เรามักจะชอบสังเกตพฤติกรรมของคนในสังคมเวลาที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา ย้อนกลับไปช่วงที่ Generative AI เป็นกระแสแรกๆ นั้น ปฏิกิริยาที่เราเห็นไม่ใช่การต้อนรับ แต่เป็นการตั้งป้อมปฏิเสธ เราเห็นข่าวหรือองค์กรแบนการใช้ AI และองค์กรต่างๆ ออกกฎเหล็กห้ามพนักงานใช้งาน ในตอนนั้น AI ถูกมองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามาทำลายล้างความมั่นคง และเป็นเทคโนโลยีที่จะมาแย่งงานเรา แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่นาน กำแพงความกลัวเหล่านั้นก็พังทลายลง ท่าทีของสังคมก็เปลี่ยนไป เราเปลี่ยนผ่านจากความกลัวมาสู่ความเคยชิน การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เราเรียกว่า 'กระบวนการยอมรับเทคโนโลยี' ที่ซึ่งกลมกลืนกับการใช้ชีวิตของพวกเรามาก โดยมีกระบวนการที่อธิบายได้ 5 ขั้นตอน คือ ตระหนักรับรู้ (Awareness) สนใจ (Interest) ประเมินผล (Evaluation) ทดลอง (Trial) ยอมรับ (Adoption) จากที่เกริ่นมาข้างต้น ทำไม AI จึงจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต เพราะเรามีทฤษฏีการยอมรับเทคโนโลยี หากใครนึกไม่ออก เราจะมาเล่าให้ฟังแบบเห็นภาพ เราเริ่มจากการที่กระแสของ AI เกิดขึ้น ตื่นตัวกันทั่วโลก จากนั้น เราเริ่มมีความสนใจ เพราะใครๆ ต่างก็พูดถึงเทคโนโลยีนี้ เนื่องจากไม่เพียงแต่แชทได้ แต่มีฟังก์ชั่นที่น่าสนใจ อาทิ สร้างภาพ, คิดงาน, Research ฯลฯ จนเราเริ่มเกิดการประเมินว่า จะใช้งานดีไหม? จากนั้นก็เริ่มทดลองใช้ ถ้าใครจำได้ ช่วงหนึ่งเราเคยมี Chatbot ที่ชื่อ "Simsimi" เป็น AI Chatbot จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งในตอนนั้นเราแทบจะไม่รู้จักคำว่า AI ด้วยซ้ำ ปัจจุบัน Ai พัฒนาขึ้นมากกว่าเดิม เพียงเราลองพิมพ์ป้อนคำสั่ง (Prompt) ง่ายๆ ให้มันช่วยคิดงาน สร้างรูปภาพ, สร้าง Slide สำหรับ Presentation , Research, Coding หรือแม่แต่ช่วยจัดการงานแทนเรา (AI Agents) หลายคนมองว่า นี่คือความฉลาดของปัญญาประดิษฐ์ จนเกิดการยอมรับในเทคโนโลยีนั่นเอง ทำไมเราจึงยอมรับ? เหตุผลที่ทำให้คนทำงานส่วนใหญ่เปลี่ยนจาก "ภัยคุกคาม" มาสู่ "การขาด AI ไม่ได้" คือ มีประโยชน์ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเรา ช่วยลดเวลาการทำงานจากหลายวันให้จบได้ในไม่กี่นาที ใช้งานง่าย เราไม่จำเป็นต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ ไม่ต้องเขียนโค้ดภาษาต่างดาว แค่พิมพ์สั่งงานด้วยภาษาคนปกติ ก็ได้งานแบบที่เราต้องการ และเมื่อเราเห็นเพื่อนร่วมงานใช้ หรือ สังคมเริ่มขับเคลื่อนเทคโนโลยี AI กันอย่างแพร่หลาย จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน จึงไม่แปลกที่เราจะต้องบียอมรับเทคโนโลยีนี้ไปโดยปริยาย AI อาจจะไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน การยอมรับและใช้ AI ในชีวิตประจำวันไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกคน (แน่นอนว่าตาสีตาสาที่ไม่มีสมาร์ทโฟนย่อมไม่ได้รับผลกระทบ) แต่ในโลกการทำงานล่ะ? เรากำลังถูกกลืนโดยเทคโนโลยีอย่างเลือกไม่ได้ แค่เปิดหน้าจอ เราก็สามารถจัดการงานที่เคยต้องใช้เวลาหลายวันให้เสร็จภายในไม่กี่นาที ความเปลี่ยนแปลงนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอาชีพเดิม ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น อย่าง Junior Programmer หรืองานบางสาย มีความจำเป็นน้อยลง อาชีพบางอาชีพกำลังถูกคุกคามไปโดยปริยาย ในขณะเดียวกัน บริษัทองค์กรที่เคยแบน AI ในวันนั้น วันนี้กลับหันมาลงทุนและใช้ AI ในองค์กรอย่างเต็มรูปแบบ เพราะระบบกำลังบีบให้ตระหนักแล้วว่า ใครที่ปฏิเสธเทคโนโลยีนี้ คือคนที่กำลังจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เทคโนโลยีไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอด เราต้องปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่ออยู่รอด เทคโนโลยีจะยังคงวิวัฒนาการและเก่งกาจขึ้นต่อไป สิ่งเดียวที่เราทำได้ไม่ใช่การวิ่งหนี แต่คือการเรียนรู้ที่จะปรับตัวและตั้งคำถามว่าเราจะดึงศักยภาพของปัจจัยที่ 7 นี้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เปลี่ยนมุมมองจากการมองว่าเป็นความเสี่ยง มาเป็นการเรียนรู้ที่จะควบคุมและใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ในโลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี AI อาจจะไม่ได้มาแทนที่เรา 100% แต่เป็นคนที่ใช้งาน AI ได้เก่งกว่าเราต่างหาก บทความโดย Mananya S. | HappyNowJournal Credit : รูปภาพประกอบ GPT | ภาพหน้าปก Canva เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !