รีเซต

ยุโรปร้อนเดือด! หายนะครั้งใหญ่ 3 เดือนคร่ากว่า 5 หมื่นชีวิต

ยุโรปร้อนเดือด!  หายนะครั้งใหญ่ 3 เดือนคร่ากว่า 5 หมื่นชีวิต
TNN ช่อง16
26 ตุลาคม 2569 ( 11:30 )
8

ฤดูร้อนปี 2569 กลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของยุโรป หลังคลื่นความร้อนรุนแรงคร่าชีวิตประชาชนไปมากกว่า 50,000 คน ภายในเวลาเพียง 3 เดือน นับเป็นสถิติการเสียชีวิตจากความร้อนสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2543 โดยนักวิทยาศาสตร์พบว่า เกือบ 2 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลการศึกษาครั้งใหม่จากนักวิจัยของอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน และวิทยาลัยสุขอนามัยและเวชศาสตร์เขตร้อนแห่งลอนดอน ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 พบว่า คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นทั่วยุโรประหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนประมาณ 50,391 คน ในพื้นที่เมือง 854 แห่ง ครอบคลุม 30 ประเทศในยุโรป ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด


นักวิจัยประเมินว่ามีถึง 32,619 คน หรือประมาณร้อยละ 65 ที่เสียชีวิตจากความร้อนส่วนเพิ่มอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ

ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าสถิติการเสียชีวิตจากความร้อนในฤดูร้อนปี 2565 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตประมาณ 29,480 คน ถึงร้อยละ 71 สะท้อนให้เห็นว่าคลื่นความร้อนในยุโรปไม่ได้เพียงทวีความรุนแรงขึ้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล

ช่วงเวลาที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 17 มิถุนายน ถึง 1 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงเป็นพิเศษ โดยอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 5.3 องศาเซลเซียส และมีผู้เสียชีวิตจากความร้อนประมาณ 1 ใน 3 ของยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมดในฤดูร้อนปีนี้

แคลร์ บาร์นส์ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน และหัวหน้าทีมวิจัย อธิบายว่า หลายพื้นที่ของยุโรปตะวันตกและยุโรปเหนือยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับอุณหภูมิสูงผิดปกติในระดับที่กำลังเกิดขึ้นได้ เนื่องจากภูมิภาคเหล่านี้เคยมีสภาพภูมิอากาศค่อนข้างเย็น โดยในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา บางเมืองของยุโรปมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติถึง 12 องศาเซลเซียส

ประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากความร้อนสูงที่สุด ได้แก่ อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และเยอรมนี ขณะที่กลุ่มประชากรที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือผู้สูงอายุ โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตมีอายุตั้งแต่ 85 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ความร้อนจัดไม่ได้เป็นภัยคุกคามเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น เพราะยังพบผู้เสียชีวิตมากกว่า 800 คนในกลุ่มวัยหนุ่มสาวอายุระหว่าง 20–44 ปี

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า ยุโรปเป็นทวีปที่กำลังเผชิญภาวะโลกร้อนอย่างรวดเร็ว โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของทวีปเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นที่อาจดูไม่มากนัก แต่สามารถเปลี่ยนสภาพอากาศจากระดับที่ทำให้มนุษย์รู้สึกไม่สบายตัว ให้กลายเป็นความร้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ผลการศึกษายังพบว่า สัดส่วนการเสียชีวิตจากความร้อนที่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากประมาณร้อยละ 45 ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 มาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 65 ในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังมีบทบาทต่อการเสียชีวิตจากความร้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับวิธีการศึกษา นักวิจัยใช้แบบจำลองทางสถิติเพื่อประเมินจำนวนผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิสูง พร้อมจำลองสถานการณ์เปรียบเทียบระหว่างโลกปัจจุบันกับโลกที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากภาวะโลกร้อนที่มนุษย์ก่อขึ้น จากนั้นนำผลลัพธ์มาเปรียบเทียบเพื่อประเมินจำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่า จำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่า 50,000 คน อาจยังต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากการศึกษาครอบคลุมประชากรเพียงประมาณร้อยละ 40 ของประเทศที่อยู่ในการศึกษา และยังไม่นับรวมคลื่นความร้อนรุนแรงที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ การเสียชีวิตจากความร้อนจำนวนมากมักไม่ได้ถูกระบุว่าเกิดจากความร้อนโดยตรงในใบมรณบัตร ทำให้ภัยคุกคามดังกล่าวอาจถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงมาโดยตลอด

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ เร่งปรับตัวรับมือกับความร้อนที่รุนแรงขึ้น ทั้งการพัฒนาระบบเตือนภัยคลื่นความร้อน การจัดหาพื้นที่คลายร้อนที่ประชาชนเข้าถึงได้ การดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว ตลอดจนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองให้สามารถรองรับสภาพอากาศสุดขั้วได้ดีขึ้น

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการปรับตัวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขวิกฤตนี้ได้ หากโลกยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูงต่อไป การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจึงเป็นมาตรการสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กับการปกป้องประชาชนจากความร้อน

ผลการศึกษาครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนว่า ภาวะโลกร้อนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือภัยคุกคามในอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุโรปที่อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การเสียชีวิตจากความร้อนมากกว่า 50,000 คนภายในฤดูร้อนเพียงครั้งเดียว สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกประเทศต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้ว พร้อมเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ก่อนที่ฤดูร้อนในอนาคตจะกลายเป็นภัยพิบัติที่คร่าชีวิตผู้คนมากยิ่งขึ้น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง