ความโชคดีที่คนเราประสบความสำเร็จ มีอยู่อย่างหนึ่งที่ทุกคนทำได้ง่ายๆ แต่เราอาจมองข้ามไปจนคิดว่ามันได้สำคัญหรือส่งผลกับชีวิตขนาดนั้น แต่ลองตรองดูก่อนว่ามันอาจจะเป็นสิ่งจำเป็นก็ได้ เพราะมันมีส่วนเอื้อให้ชีวิตคนเราดีขึ้นจริงๆ ซาชิน เชาดรี ชายชาวอินเดียที่อาศัยในญี่ปุ่นจะมาเผยเคล็ดไม่ลับที่เราไม่ตระหนักว่ามันช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้ และ How to จากชีวิตส่วนตัวเล็กๆน้อยๆในฐานะผู้นำคนทำงานด้านบริหาร ซึ่งหลักการง่ายๆช่วยให้คำตอบกับโจทย์ที่ยากให้สำเร็จลุล่วงได้ ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.“หลักจุกาด (Jugaad)” ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ถ่ายทอดกันมาในอินเดียตั้งแต่สมัยโบราณ ถ้าให้อธิบายอย่างง่ายๆ หลักจุกาดก็คือวิธีคิดที่ใช้ในการแก้ปัญหาตรงหน้า ที่ญี่ปุ่นวิธีคิดแบบนี้อาจไม่ได้แพร่หลายนัก แต่มันได้รับความสนใจจากผู้บริหารระดับโลกมาเป็นเวลานาน 2.หลักจุการคือสิ่งที่ไหลเวียนอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจคนอินเดีย และไม่สามารถอธิบายด้วยคำพูดสั้นๆ ได้เช่นเดียวกับ“หลักเซ็น” ของญี่ปุ่น แต่ถ้าอิงตามการตีความ หลักจุกาดจะสรุปได้เป็น 7 ข้อดังนี้ • ลงแรงน้อยแต่ได้ผลตอบแทนมาก • คิดนอกกรอบของตัวเองแล้วลงมือทำ • พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสด้วยความคิดที่ยืดหยุ่น • คิดอย่างเรียบง่าย • ไม่ยอมถอดใจเด็ดขาด • ไม่ปิดกั้นตัวเอง • บ่มเพาะความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง 3.ในสมัยโบราณคนอินเดียเชื่อกันว่าสิ่งที่พูดออกมาจะเกิดขึ้นจริง ญี่ปุ่นเองก็มีคำที่สื่อถึงแนวคิดแบบเดียวกัน นั่นคือ“โคโตดามะ” ซึ่งหมายถึงพลังที่สถิตอยู่ในคำพูด อย่าคิดอยู่ในหัวอย่างเดียว คุณต้องพูดออกมา แล้วพลังจะสถิตอยู่ในคำพูดของคุณ นี่แหละคือพลังของโคโตดามะ 4.นี่ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติแต่หลักการของมันมีอยู่ว่า เมื่อเราถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นคำพูด ความคิดนั้นก็จะติดแน่นอยู่ในจิตสำนึกของเราส่งผลให้เราพยายามทำให้สิ่งที่พูดออกมาเป็นความจริง แทนที่จะคิดอยู่ในหัวอย่างเดียวว่า “ต้องผอมลง...”การพูดออกมาหลายๆ ครั้งว่า “ต้องผอมให้ได้!” จะทำให้คุณกระตือรือร้นที่จะลงมือไดเอตจริงๆ มากกว่า และยิ่งกำหนดตัวเลขให้ชัดเจนอย่าง “ใน 1 เดือนต้องลดลง 3 กิโล” ก็จะยิ่งได้ผลมากขึ้น นี่แหละคือพลังของคำพูด 5.“ปรากฏการณ์ความคาดหวังสร้างความจริง (Pygmalion effect)” ที่นำเสนอโดยนักจิตวิทยาชาวอเมริกันนามว่าโรเบิร์ต โรเซนทัล ก็แสดงให้เห็นถึงพลังของคำพูด เพราะจากการทดลองของโรเซนทัล พบว่านักเรียนที่ครูให้ความคาดหวังมีผลการเรียนดีกว่านักเรียนที่ครูไม่ได้ให้ความคาดหวังอย่างชัดเจน...ปรากฏการณ์นี้ใช้ได้ผลกับตัวเราเองเช่นกัน กล่าวคือ เมื่อเรากล่าวคำพูดในเชิงคาดหวังกับตัวเองประสิทธิภาพของเราก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย 6.พวกเราเองควรจะเอ่ยคำพูดแง่บวกทำนองนี้อยู่เสมอ เช่น“ฉันเป็นคนดวงดี”“ฉันทำได้”“ต้องราบรื่นแน่นอน”สิ่งที่ต้องทำมีแค่พูดออกมาเท่านั้น อย่าว่าแต่ 1 นาทีเลย แค่ 3 วินาทีก็พูดจบแล้ว ดังนั้นลองเอ่ยคำพูดเหล่านี้ออกมาอย่างต่ำวันละ 5 ครั้งในตอนที่นึกได้ 7.คนเราแค่พูดเรื่องแง่บวกก็ทำให้มองโลกในแง่ดีได้แล้ว และเมื่อพูดเป้าหมายออกมา เราก็จะคิดหาหนทางไปสู่เป้าหมายนั้น เรียกได้ว่าการเอ่ยคำพูดแง่บวกคือการเปิดประตูสู่การคิดว่าทุกสิ่งเป็นไปได้ นอกจากนี้ การฝึกนิสัยเอ่ยคำพูดแง่บวกซ้ำไปซ้ำมายังทำให้เรารับรู้ถึงความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวันได้ชัดเจนขึ้นด้วย 8.“กฎของการรวมกลุ่ม” กฎนี้บอกว่าคนที่ “รวมกลุ่มกัน” เป็นประจำมีแนวโน้มที่จะส่งอิทธิพลต่อศักยภาพของกันและกัน สิ่งนี้ใกล้เคียงกับคำกล่าวที่ว่า “คนประเภทเดียวกันมักจะดึงดูดเข้าหากัน”พูดให้ชัดเจนคือ รายได้เฉลี่ยของคน 5 คนที่อยู่รอบตัว คุณจะกลายเป็นมาตรฐานรายได้ของคุณ 9.ถ้าเหล่าคนที่คุณพบปะพูดคุยกันเป็นประจำมีรายได้ต่อปีประมาณ 5-6 ล้าน คุณก็จะเติบโตเป็นคนที่มีรายได้ในระดับเดียวกับพวกเขา นั่นหมายความว่าใครที่คบหาสมาคมกับเหล่านักธุรกิจระดับร้อยล้านอยู่เป็นประจำจะมีโอกาสหาเงินได้ในระดับใกล้เคียงกัน นี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแต่อย่างใด เพราะคนที่ได้สัมผัสกับการเจรจาธุรกิจของนักธุรกิจเก่งๆ เป็นประจำจะไวต่อข้อมูลข่าวสารมากขึ้น และพบเจอโอกาสทางธุรกิจเต็มไปหมด 10.สิ่งที่ต้องระวังก็คือ “กฎของการรวมกลุ่ม” สามารถส่งผลแง่ลบได้เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็นหนุ่มสาวที่ยังโสดอยู่ก็มักจะรวมกลุ่มกับคนที่โสดเหมือนกัน ต่อให้คุณปรารถนาจากใจจริงว่า “อยากแต่งงาน” แต่ถ้ารอบตัวคุณมีแต่คนโสดที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันเต็มไปหมดก็เป็นธรรมดาที่คุณจะแอบโล่งใจว่าคนอื่นก็ยังโสดเหมือนกัน ทำให้ไม่ค่อยตระหนักถึงวิกฤติในเรื่องการแต่งงาน เมื่อเป็นเช่นนี้คุณก็จะไม่พยายามทำตัวดูดีเพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม หรือคร้านที่จะขวนขวายไปเจอคนใหม่ๆ ถ้าคุณอยากแต่งงานจริงๆ แทนที่จะรวมกลุ่มกับคนโสดด้วยกัน คุณควรกระตือรือร้นในการรวมกลุ่มกับเพื่อนที่แต่งงานแล้วมากกว่า 11.หากเลื่อนการทําสิ่งที่สามารถทําได้ทันทีออกไป เราก็ อาจจะเผลอลืมเรื่องนั้นได้ เมื่อเทียบกันแล้วถ้าคุณทําให้เสร็จ เดี๋ยวนั้นเลย ก็จะช่วยขจัดความเสี่ยงเช่นนั้นให้หมดไป นอกจากนี้ ในทางจิตวิทยาแล้ว การเลื่อนงานที่ต้องทํา ออกไปก่อนจะทําให้เรารู้สึกค้างคาใจ ดังนั้นในทุกๆ เรื่องเราควรลงมือทําทันที 12.สิ่งที่ได้เรียนรู้จากผู้ประสบความสำเร็จรอบตัวนั้นมีประโยชน์กับธุรกิจในหลายๆด้าน ถ้าถามว่าได้เรียนรู้อะไร คำตอบก็คือ หากตั้งเป้าหมายว่าอยากประสบความสำเร็จก็ต้องคบหากับคนที่ประสบความสำเร็จ และหากอยากพัฒนามากขึ้น ทางที่ดีที่สุดให้พาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มคนที่มีความสามารถสูงกว่าตัวเองหนึ่งขั้นเสมอ 13.คนที่อยากรวยอย่างจริงจังหรือก็คือคนที่มีแพชชั่นในการหาเงินนั้น จะคิดหาทุกวิถีทางในการสร้างทรัพย์สินและลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน คนที่คิดแค่ว่า “ถ้าสักวันรวยกับเขาบ้างก็ดีสิ” จะติดความสบายและไม่กล้าเสี่ยง ในแต่ละปีคนประเภทนี้จะฝันหวานว่าอยากถูกลอตเตอรี่ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง 14.สรุปแล้วความแตกต่างของคน 2 ประเภทนี้ก็คือ คนที่อยากรวยอย่างจริงจังจะคิดถึง “การทำให้เงินเพิ่มขึ้น” ส่วนคนที่แค่เพ้อฝันว่าอยากรวยไปวันๆ จะคิดถึง “การมีเงินเพิ่มขึ้น” 15.สภาพแวดล้อมที่ดีจะทำให้เกิดการค้นพบและการตระหนักรู้ เพื่อที่จะมุ่งไปสู่ความสำเร็จที่หวังไว้ เราต้องพาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ช่วยเสริมโชคนอกจากความสัมพันธ์กับคนรอบตัวแล้ว สถานที่ที่คุณต้องใช้เวลาอยู่เป็นเวลานานๆ อย่างออฟฟิศหรือบ้านก็ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของสภาพแวดล้อม ทั้งนี้ขอเรียกสภาพแวดล้อมที่ช่วยเสริมโชคว่า“สภาพแวดล้อมแห่งความสำเร็จ” 16.แน่นอนว่าถ้าคุณยอมลำบากเพื่อผู้อื่นได้ก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง แต่เวลาที่ทำกิจกรรมจิตอาสาคุณอาจจะเหน็ดเหนื่อยเกินไปได้ ดังนั้นสิ่งที่คุณควรคำนึงถึงเป็นอย่างแรกคืองาน ชีวิตและครอบครัวของตัวเอง ทางที่ดีคุณไม่ควรฝืนตัวเอง แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่าจะทำประโยชน์เพื่อสังคมอย่างยิ่งใหญ่ คุณควรทำประโยชน์เพื่อสังคมไปทีละน้อยอย่างต่อเนื่องมากกว่า หลังจากที่ทำประโยชน์เพื่อสังคมและผู้คนแล้ว เราจะรู้สึกสดชื่นแจ่มใส พูดง่ายๆ ว่ามีอารมณ์ดี .. เราจะดูถูกผลลัพธ์นี้ไม่ได้ เพราะเมื่อเรามีอารมณ์ดี ประสิทธิภาพในการทำงานของเราก็จะเพิ่มสูงขึ้นทำให้ดึงดูดเรื่องดีๆ เข้ามาหาตัวได้ง่าย 17.ในทฤษฎีการตลาดมีแนวคิดที่ว่า “ทำให้ลูกค้ากลายเป็นแฟนคลับของบริษัท” นี่เป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการทำให้ลูกค้าชอบตัวบริษัทด้วย ไม่ใช่ว่าโฆษณาขายสินค้าหรือบริการอย่างเดียว เหตุผลก็เพราะถ้าลูกค้ารู้สึกดีกับบริษัทไหน พวกเขาก็จะสนับสนุนสินค้าของบริษัทนั้นไปตลอด นี่เป็นเรื่องที่สามารถนำมาใช้กับตัวเราเองได้เหมือนกันครับ กุญแจที่สำคัญที่สุดในการพลิกชีวิตของเราให้ดีขึ้นคือ“คน” เพราะโอกาสเป็นสิ่งที่คนอื่นจะนำพามาให้เรา 18.การสอบเอาคุณวุฒิหรือการเรียนภาษาต่างประเทศก็สำคัญเช่นกัน แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการเพิ่มจำนวนคนรอบตัวให้ได้มากที่สุด ในยุคที่เอ่อล้นไปด้วยข้อมูล อีกทั้งมีสินค้าและบริการประเภทเดียวกันให้ลูกค้าเลือกเต็มไปหมด สิ่งที่บริษัทจำเป็นต้องทำคือการสร้างแฟนคลับ 19.การที่เรารู้สึกดีกับคนที่ชอบเรานั้นเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Reciprocal liking” นี่เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของความรัก แต่ในการทำงานหรือความสัมพันธ์ทั่วไปก็สามารถนำปรากฏการณ์นี้ไปใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน สำหรับก้าวแรกของการสร้างแฟนคลับ คุณต้องให้ความสนใจในตัวอีกฝ่ายและพยายามมองหาข้อดีของเขาก่อน อย่าเพิ่งคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกดีกับคุณ จะเห็นได้ว่าหลักการของหนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งที่ทำตามได้ง่ายๆ แต่บางอย่างก็ตะขิดตะขวงใจที่จะทำ เช่น ทักทายคนที่ไม่ค่อยสนิท โดยแสดงความยินดีเมื่อสบโอกาสเมื่อจังหวะเหมาะสม แต่ก็เหมือนเป็นการพูดคุยกับคุณซาชินว่าเขาเอาชนะอคติของเชื้อชาติมาได้อย่างไร ทั้งที่เขาเป็นคนอินเดียท่ามกลางถิ่นของคนญี่ปุ่น ทั้งนี้เขาประสบความสำเร็จและเป็นวิทยากรการพัฒนาตัวเองได้โดยอิงกับสิ่งที่เขาปฏิบัติที่พูดถึงในเล่มนี้ ถ้าลองอ่านเนื้อหาแบบสมบูรณ์จะเข้าใจถึงที่มาครับว่าทำไมเขาถึงทำสิ่งนี้แล้วมันได้ผล บางประเด็นก็ไม่ได้ว้าวมาก เพราะเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่จำเพาะมากกว่า เครดิตภาพ ภาพปก โดย Chris F จาก pexels.com ภาพที่ 1 และ 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 และ 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ The Concise Art of SEDUCTION รีวิวหนังสือ BRAIN TRACY ON GOALS ! รีวิวหนังสือ Suddenly Talent วิชาเก่งปุบปับ เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !