กทม. ยังเปราะบาง! คลองฝั่งตะวันออกน้ำปริ่ม เตรียมรับมือฝนเพิ่ม 10–13 ต.ค.

แม้สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่กรุงเทพมหานครจะเริ่มคลี่คลาย แต่ กทม. ยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออกที่ระดับน้ำในคลองยังอยู่ในภาวะ “น้ำปริ่ม” และมีน้ำเติมจากพื้นที่ลาดกระบังและจังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะที่ช่วงวันที่ 10–13 ตุลาคม มีแนวโน้มฝนเพิ่มขึ้น จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงยังไม่ควรนำสิ่งของที่ยกขึ้นที่สูงกลับลงมา พร้อมเร่งปรับระบบเตือนภัยให้ลงลึกถึงระดับชุมชน
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่เริ่มดีขึ้น แต่ภาพรวมยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออกที่ยังมีมวลน้ำสะสมและมีน้ำเติมเข้าระบบจากพื้นที่ลาดกระบัง รวมถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา
พื้นที่คลองประเวศบุรีรมย์ยังระบายน้ำได้ช้า เนื่องจากมีน้ำจากฝั่งตะวันออกไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พื้นที่บางกะปิและลาดพร้าวยังต้องจับตาระดับน้ำในระบบคลองที่อยู่ในระดับสูง โดยปกติกรุงเทพฯ สามารถรองรับฝนได้ประมาณ 60–70 มิลลิเมตร แต่ขณะนี้คลองและพื้นที่รับน้ำยังมีระดับน้ำสูง หากเกิดฝนตกหนักในปริมาณดังกล่าว อาจทำให้น้ำเอ่อและเกิดน้ำท่วมขังได้เร็วกว่าปกติ
กทม. จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง อย่าเพิ่งนำสิ่งของที่ยกขึ้นที่สูงกลับลงมา จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย พร้อมเร่งพร่องน้ำจากคลองและพื้นที่แก้มลิง ตรวจสอบและซ่อมแซมเครื่องสูบน้ำที่ใช้งานหนัก รวมถึงโยกย้ายเครื่องสูบน้ำจากพื้นที่ที่สถานการณ์ดีขึ้นไปช่วยพื้นที่ที่ยังมีปัญหา
ขณะเดียวกัน ช่วงวันที่ 10–13 ตุลาคม มีแนวโน้มฝนเพิ่มขึ้น กทม. จึงต้องเตรียมระบบระบายน้ำให้พร้อมรับมือ โดยเฉพาะในช่วงที่กรุงเทพฯ จะเป็นเจ้าภาพต้อนรับการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF-World Bank 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม
นายชัชชาติยังระบุว่า จากบทเรียนสถานการณ์ที่ผ่านมา กทม. จำเป็นต้องพัฒนาระบบเตือนภัยให้ละเอียดมากขึ้น เพราะการแจ้งเตือนในปัจจุบันยังเน้นพื้นที่ริมคลองและแหล่งน้ำ ขณะที่การประเมินความเสี่ยงระดับหมู่บ้านหรือชุมชนเฉพาะจุดยังไม่แม่นยำเพียงพอ
แนวทางใหม่จะเน้น “การเตือนภัยเชิงเหตุการณ์” เมื่อพบว่าระดับน้ำเริ่มสูงขึ้น เจ้าหน้าที่จะสามารถแจ้งเตือนประชาชนให้ยกของขึ้นที่สูงหรือเตรียมรับมือตามระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การแจ้งเตือนสอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากขึ้น และลดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น โดยประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลเมื่อพบเห็นน้ำเอ่อล้นท่อระบายน้ำหรือสถานการณ์ผิดปกติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์ได้ถึงระดับชุมชนและหมู่บ้าน
ด้านการเยียวยา นางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม. กำลังเร่งรวบรวมข้อมูลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกรณีบ้านถูกน้ำท่วมไม่ครบ 7 วัน ซึ่งตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือที่กำหนดโดยมติคณะรัฐมนตรี จะต้องมีระยะเวลาน้ำท่วมครบ 7 วัน และ กทม. ไม่สามารถปรับเกณฑ์ได้เอง จึงอยู่ระหว่างหารือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. เพื่อพิจารณาปลดล็อกเงื่อนไขดังกล่าว
สำหรับผู้ที่มีทรัพย์สินเสียหาย แม้น้ำท่วมไม่ครบ 7 วัน หากเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการดำรงชีพหรือเข้าข่ายหลักเกณฑ์ความช่วยเหลือในหมวดอื่น กทม. ยังสามารถพิจารณาช่วยเหลือเป็นรายกรณีได้
ขณะนี้มีข้อมูลผู้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ประมาณ 558,000 ราย และเว็บไซต์ “Claim Bangkok” มีการแจ้งความเสียหายประมาณ 57,000 ราย โดย กทม. จะนำข้อมูลจากหลายระบบมาประกอบการตรวจสอบ ทั้งข้อมูลจากสำนักงานเขต การลงพื้นที่ ภาพจากกล้อง CCTV และภาพถ่ายจากโดรน เพื่อให้สามารถรับรองความเสียหายได้รวดเร็วและแม่นยำ ก่อนส่งข้อมูลให้ ปภ. ดำเนินการตามขั้นตอน และธนาคารออมสินจะเป็นผู้จ่ายเงินช่วยเหลือให้ประชาชนตามระบบ
ส่วนภารกิจหลังน้ำลด กทม. เร่งเดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่และจัดการขยะจำนวนมากที่ตกค้าง โดยเฉพาะชุมชนเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ซึ่งมีขยะและสิ่งกีดขวางตามบ้านเรือนและทางเข้าออกจำนวนมาก
การฟื้นฟูดำเนินการร่วมกับ ปภ. กระทรวงมหาดไทย กองทัพไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกองทัพไทยสนับสนุนกำลังพลกว่า 2,700 นาย พร้อมยุทโธปกรณ์และทีมแพทย์ ขณะที่กองทัพเรือสนับสนุนเรือผลักดันน้ำ 21 ลำในพื้นที่ลาดกระบัง ส่วนกรมราชทัณฑ์ส่งกำลังจากเรือนจำกลางคลองเปรมและเรือนจำพิเศษมีนบุรีเข้าช่วยขนย้ายขยะ
อย่างไรก็ตาม ด้วยขนาดพื้นที่และปริมาณขยะที่มีจำนวนมาก คาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 4–5 วัน จึงจะสามารถทำความสะอาดและฟื้นฟูพื้นที่ได้ทั้งหมด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
