บอสน้ำมันคูเวตชี้ปิด “ฮอร์มุซ” สะเทือนทั้งโลก

“ชีค นาวาฟ อัล-ซาบาห์” CEO ของ “คูเวต ปิโตรเลียม คอร์ป” กล่าวผ่านออนไลน์ในการประชุมด้านพลังงานของ S&P โกลบอล ว่า การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นการขัดขวางทางเศรษฐกิจต่อประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวอาหรับ ซึ่งก่อผลกระทบรุนแรงและจะทำให้เกิดปฏิกิริยาแบบลูกโซ่สะเทือนทั้งโลก
เขากล่าวว่า นี่ไม่ใช่การโจมตีเฉพาะกลุ่มประเทศอ่าว แต่เป็นการโจมตีที่ทำให้เศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน เนื่องจากต้นทุนของสงครามไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในภูมิภาคนี้เท่านั้น แต่ขยายไปทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทาน
ปัจจุบัน คูเวตประกาศเหตุสุดวิสัยด้านน้ำมันที่อยู่เหนือการควบคุมทำให้ไม่สามารถส่งมอบตามสัญญาได้ และต้องปรับลดการผลิตน้ำมันลง เนื่องจากไม่สามารถส่งออกไปยังตลาดโลกได้ ขณะนี้ “คูเวต ปิโตรเลียม” ผลิตน้ำมันเพื่อการบริโภคภายในประเทศเท่านั้น
“อัล-ซาบาห์” กล่าวด้วยว่า การผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียจะต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะกลับมาเต็มกำลังการผลิต เนื่องจากคูเวตและประเทศเพื่อนบ้านได้ปิดบ่อน้ำมันไปแล้ว ขณะที่ก่อนเกิดสงคราม คูเวตผลิตน้ำมันราว 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้เป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 5 ในกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก (OPEC)
ขณะที่การระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินของสมาชิก 32 ประเทศในองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) รวมถึงสหรัฐฯ จะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันได้เพียงเล็กน้อย เพราะปริมาณน้ำมันสำรองฉุกเฉินที่เข้าสู่ตลาด 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไม่เพียงพอที่จะชดเชยกำลังการผลิตที่ลดลงในอิรัก และเทียบไม่ได้กับการลดกำลังการผลิตของซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ไม่มีสิ่งใดทดแทนช่องแคบฮอร์มุซได้
CEO ของคูเวต ปิโตรเลียม กล่าวอีกว่า ผลกระทบจากสงครามนั้นขยายวงไปไกลกว่าน้ำมันและก๊าซ โดยปิโตรเคมีที่ใช้ผลิตพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหารจะขาดแคลน ซึ่งจะทำให้การขนส่งอาหารไปทั่วโลกทำได้ยาก รวมถึงปุ๋ยที่ไม่สามารถส่งออกจากอ่าวเปอร์เซียจะกระทบการเพาะปลูกในหลายพื้นที่