เคยเจอสถานการณ์ชวนปวดหัวแบบนี้ไหมครับ? สัปดาห์ก่อนเรายังกดอัปเดต macOS ให้เครื่องเพื่อนร่วมงานหรือเครื่องที่บ้านได้ตามปกติแท้ๆ แต่พอมาสัปดาห์นี้ มีเครื่องใหม่ที่ต้องติดตั้งหรือลงระบบใหม่ พอกดเข้าไปที่หน้าต่าง Software Update ของระบบ กลับพบว่า Apple ปิดช่องทางอัปเกรดเวอร์ชันเดิมไปดื้อๆ แล้วพยายามผลักดันให้เราข้ามกระโดดไปติดตั้งเวอร์ชันล่าสุดทันที ทั้งๆ ที่โปรแกรมสายงานเฉพาะทาง ปลั๊กอินตัดต่อ หรือซอฟต์แวร์ระบบที่เราใช้งานอยู่ประจำยังไม่พร้อมรองรับระบบใหม่เลยแม้แต่น้อย ในฐานะคนที่คลุกคลีกับการซัพพอร์ตระบบและการแก้ปัญหาหน้างานจริงมานับไม่ถ้วน บอกได้เลยครับว่าพฤติกรรมนี้เป็นเรื่องปกติของฝั่ง Apple เวลาที่ระบบปฏิบัติการตัวใหม่เริ่มเปิดตัว ระบบแคตตาล็อกส่วนกลางจะทำการตั้งค่าเริ่มต้นให้ชี้ไปยังเวอร์ชันใหม่ทันที เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้งานทั่วไปอัปเกรดระบบให้ทันสมัยที่สุด แต่สำหรับสายทำงาน ฝ่ายไอที หรือคนที่ต้องการความเสถียรของงาน การถูกบีบให้ข้ามเวอร์ชันอาจหมายถึงงานสะดุดได้เลย วันนี้ผมจะพาทุกคนมาเปิดฝากระโปรงเครื่อง เจาะลึกวิธีดึงตัวติดตั้งตัวเต็มเวอร์ชันเดิมที่เราต้องการกลับมาผ่านคำสั่ง Terminal ง่ายๆ จบในไม่กี่บรรทัดครับ สเต็ปที่ 1: ตรวจสอบสต็อกตัวติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ Apple ก่อนที่เราจะสั่งดาวน์โหลด เราต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนครับว่า บนเซิร์ฟเวอร์ของ Apple ยังมีตัวติดตั้งเวอร์ชันที่เราต้องการหลงเหลืออยู่หรือไม่ เพราะบางครั้งการกดดูหน้าบ้านอาจไม่เห็น แต่หลังบ้านยังมีแพ็กเกจให้เราดึงอยู่เต็มไปหมด ให้เราเปิดโปรแกรม Terminal บน Mac โดยกดปุ่ม Command + Spacebar แล้วพิมพ์คำว่า Terminal จากนั้นคัดลอกคำสั่งด้านล่างนี้ไปวางแล้วกด Enter ครับ: softwareupdate --list-full-installers รอระบบค้นหาข้อมูลสักครู่ บนหน้าจอจะแสดงรายชื่อตัวติดตั้งระบบปฏิบัติการทั้งหมดที่มีให้ดาวน์โหลดอย่างละเอียด ไล่ตั้งแต่ชื่อรุ่น เลขเวอร์ชันเต็ม ไปจนถึงขนาดไฟล์และเลข Build ประจำรุ่น จุดสังเกตสำคัญคือ ให้เรามองหาเลขเวอร์ชันที่เราต้องการติดตั้ง เช่น ตระกูลเวอร์ชัน 26.7.1 หรือรุ่นย่อยที่เราล็อกสเปกไว้ใช้งาน แล้วจดเลขเวอร์ชันนั้นเตรียมไว้ได้เลยครับ สเต็ปที่ 2: สั่งดึงตัวติดตั้งตัวเต็มแบบล็อกเวอร์ชัน เมื่อเราได้เลขเวอร์ชันที่ต้องการแน่นอนแล้ว แทนที่เราจะปล่อยให้ระบบสุ่มโหลดอัตโนมัติ ให้เราใช้คำสั่งระบุเจาะจงลงไปตรงๆ เพื่อบังคับให้ระบบดึงเฉพาะไฟล์ตัวเต็มรุ่นนั้นลงมาครับ โดยพิมพ์คำสั่งนี้ลงใน Terminal: softwareupdate --fetch-full-installer --full-installer-version 26.7.1 (หมายเหตุ: หากต้องการเวอร์ชันอื่น สามารถเปลี่ยนตัวเลข 26.7.1 เป็นเลขเวอร์ชันที่เช็กเจอจากสเต็ปแรกได้เลยครับ) หลังจากกด Enter ระบบจะเริ่มเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์และดาวน์โหลดตัวติดตั้งตัวเต็มที่มีขนาดราวๆ 12 ถึง 18 GB ลงมาที่เครื่องของเราทันที ในขั้นตอนนี้จะมีแถบเปอร์เซ็นต์วิ่งบอกสถานะความคืบหน้า ให้เราเปิดเครื่องต่อสายชาร์จและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียรทิ้งไว้จนกว่าจะขึ้นข้อความว่าดาวน์โหลดสำเร็จครบ 100% ครับ สเต็ปที่ 3: เช็กพิกัดไฟล์และคำแนะนำจากช่างไอที เมื่อการดาวน์โหลดเสร็จสมบูรณ์ ตัวติดตั้งจะไม่เด้งเปิดขึ้นมาอัตโนมัติให้ตกใจนะครับ แต่ตัวไฟล์จะถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยในโฟลเดอร์ระบบ โดยเราสามารถเปิด Finder เข้าไปดูที่โฟลเดอร์ Applications จะพบกับไฟล์แอปพลิเคชันตัวติดตั้งวางอยู่อย่างเรียบร้อย หรือจะพิมพ์คำสั่งเช็กผ่าน Terminal ด้วยคำสั่งนี้ก็ได้เช่นกันครับ: ls -la /Applications | grep -i "Install macOS" ทริกเสริมฉบับช่างไอที: เมื่อได้ตัวติดตั้งมาแล้ว คำแนะนำจากผมคือ อย่าเพิ่งกดติดตั้งแล้วปล่อยให้ไฟล์หายไปเฉยๆ นะครับ แนะนำให้หา Flash Drive ขนาด 32GB ขึ้นไป แล้วสั่งรันคำสั่ง createinstallmedia เพื่อทำตัวติดตั้งแบบ USB Bootable Installer เก็บติดตัวไว้สักตัว หรือจะก๊อปปี้ไฟล์ตัวติดตั้งนี้สำรองเก็บไว้ใน External Hard Drive แยกต่างหากก็ได้ เพราะในอนาคต หาก Apple ทำการถอดไฟล์รุ่นนี้ออกจากระบบเซิร์ฟเวอร์แบบถาวร เราจะยังคงมีตัวติดตั้งรุ่นเสถียรไว้ชุบชีวิตเครื่องและดูแลงานได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องง้ออินเทอร์เน็ตครับ เจาะลึกส่งท้าย: อาการนี้เป็นกับชิปทุกรุ่นหรือไม่? มีคำถามที่หลายคนมักสงสัยกันเข้ามาเยอะครับว่า ปัญหาการถูกบังคับข้ามเวอร์ชันแบบนี้ เกิดขึ้นกับ Mac ทุกรุ่นและทุกชิปประมวลผลเหมือนกันหมดเลยหรือไม่? คำตอบจากประสบการณ์หน้างานจริงคือ อาการที่หน้าต่างอัปเดตปกติถูกซ่อน แล้วต้องมาเปิด Terminal ล็อกเลขดึงตัวเต็ม จะเกิดขึ้นกับตระกูลชิป Apple Silicon หรือตระกูล M-Series แทบทุกรุ่นเหมือนกันหมดครับ เนื่องจากระบบความปลอดภัยของชิปกลุ่มนี้จะผูกกับระบบส่วนกลางอย่างเข้มงวด เมื่อมีเวอร์ชันใหม่ออกมา Apple จะสั่งให้หน้า System Settings ผลักดันเฉพาะเวอร์ชันล่าสุดทันที แต่จุดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนของแต่ละรุ่นชิป มีดังนี้ครับ: กลุ่ม Mac ชิป Intel: เครื่องกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเจอปัญหานี้ เพราะฮาร์ดแวร์มักจะตันอยู่ที่เวอร์ชันเก่าตามรอบการหยุดซัพพอร์ตของ Apple อยู่แล้ว ระบบจึงไม่พยายามผลักให้ข้ามไปเวอร์ชันใหม่ที่สเปกไม่รองรับ กลุ่ม Apple Silicon รุ่นใหม่: จะมีกฎเหล็กสำคัญคือ ห้ามติดตั้ง macOS ต่ำกว่าเวอร์ชันที่ติดกล่องมาตั้งแต่วันเปิดตัวเครื่อง ดังนั้นต่อให้ใช้คำสั่ง Terminal เจาะจงดึงเวอร์ชันเก่ามากๆ ระบบก็จะฟ้องว่าไม่รองรับฮาร์ดแวร์ครับ จุดได้เปรียบของชิป M1: สำหรับใครที่ใช้ชิป M1 ถือเป็นรุ่นที่มีความยืดหยุ่นสูงที่สุดในตระกูล Apple Silicon เลยครับ เพราะเป็นชิปรุ่นแรกเริ่ม ทำให้คำสั่งใน Terminal สามารถมองเห็นและดึงตัวติดตั้งย้อนหลังได้กว้างที่สุด ตั้งแต่ยุคบุกเบิกมาจนถึงเวอร์ชันปัจจุบัน ใครที่ดูแลเครื่องชิป M1 อยู่ จึงสามารถใช้วิธีนี้ดึงตัวติดตั้งมาทำ USB Boot เก็บเป็นคลังแสงประจำโต๊ะช่างได้อย่างคุ้มค่าที่สุดครับ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนทุกคนนะคับ ฝากติดตามผลงานกันต่อไปนะครับ ภาพประกอบบทความทั้งหมด โดย rtwentyrus ติดตามรายละเอียดช่องทางอื่นๆ https://linktr.ee/rtwentyrus เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !