9 วิธีทำให้น้ำมีออกซิเจน เพื่อป้องกันปลาตาย และน้ำเน่าเสีย เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า น้ำในบ่อที่ดูนิ่งและใสนั้น จริงๆ แล้ว อาจซ่อนปัญหาที่กำลังก่อตัวอยู่ภายใน เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดของระบบน้ำไม่ใช่แค่ความใสที่มองเห็นได้ด้วยตาเท่านั้นค่ะ แต่คือออกซิเจนที่หล่อเลี้ยงปลาและสิ่งมีชีวิตทั้งหมด เพราะว่าถ้าน้ำเริ่มขาดอากาศเมื่อใดก็ตาม กระบวนการย่อยสลายของของเสียจะดึงออกซิเจนไปใช้มากขึ้นทันที แล้วน้ำจะค่อยๆ เสื่อมคุณภาพโดยที่เราไม่ทันสังเกต จนทำให้วันหนึ่งปลาลอยหัว กินอาหารน้อยลง หรือเกิดกลิ่นเหม็นขึ้นมาโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า โดยปัญหาเหล่านี้มักเกิดจากการสะสมของพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนไม่ร้ายแรง แต่ส่งผลต่อระบบน้ำในระยะยาวค่ะ เพราะหลายคนยังไม่รู้ว่าหัวใจของน้ำดีคือสมดุลของออกซิเจน ดังนั้นการดูแลบ่อปลาต้องมองทั้งระบบ ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียวค่ะ โดยต้องเริ่มตั้งแต่การให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสม การไม่เลี้ยงปลาแน่นเกินไป การทำให้น้ำเคลื่อนไหว และการจัดการของเสียอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกวิธีล้วนเชื่อมโยงกันและช่วยให้น้ำกลับมามีสภาพที่ดีได้ตามธรรมชาติ ซึ่งในบทความนี้เราจะมารู้กันว่าหากเราต้องการทำให้น้ำมีออกซิเจนมากขึ้น เพื่อป้องกันปลาและสิ่งมีชีวิตในน้ำตาย ที่ในที่สุดแล้วทำให้เกิดน้ำเน่าเสียนั้น ต้องทำยังไงค่ะ โดยแนวทางที่ผู้เขียนรวบรวมมาให้ในบทความนี้เป็นแนวทางง่ายๆ ที่ทำได้จริง เพื่อป้องกันน้ำเน่า ลดความเสี่ยงปลาตาย และทำให้บ่อปลากลายเป็นระบบที่แข็งแรงและดูแลตัวเองได้ในระยะยาวนะคะ กับเนื้อหาที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. ติดตั้งเครื่องเติมอากาศ การติดตั้งเครื่องเติมอากาศคือวิธีตรงที่สุดในการเพิ่มออกซิเจนให้กับน้ำค่ะ โดยฟองอากาศเล็กๆ ที่ลอยขึ้นจากก้นบ่อ ไม่ได้มีไว้แค่ให้ดูสวยงามนะคะ แต่เป็นแหล่งออกซิเจนสำคัญที่ปลาใช้หายใจตลอดเวลา เมื่อน้ำมีออกซิเจนเพียงพอ ปลาจะเคลื่อนไหวดี กินอาหารได้ตามปกติ และไม่ลอยหัวขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ นอกจากนี้เครื่องเติมอากาศยังช่วยให้น้ำไม่อับอากาศ ไม่มีกลิ่น และลดโอกาสที่น้ำจะเน่าเสีย โดยเฉพาะในบ่อที่มีปลาหลายตัวหรือให้อาหารเป็นประจำ หากบ่อไหนขาดออกซิเจน ปลาจะเป็นกลุ่มแรกที่แสดงอาการให้เห็นค่ะ และสิ่งที่ควรทำคือให้เลือกเครื่องเติมอากาศให้เหมาะกับขนาดบ่อ ก็ไม่จำเป็นต้องแรงหรือแพงที่สุดค่ะ แต่ต้องกระจายฟองอากาศได้ทั่วบ่อ ให้ควรวางหัวจ่ายลมไว้ในตำแหน่งที่น้ำลึก เพื่อให้ฟองอากาศลอยผ่านน้ำได้นานขึ้น เปิดเครื่องอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงกลางคืนและเช้ามืดซึ่งเป็นช่วงที่น้ำมีออกซิเจนน้อยที่สุด หมั่นตรวจสอบว่าฟองอากาศยังขึ้นดี ไม่มีท่ออุดตัน ซึ่งการดูแลเครื่องเล็กๆ นี้อย่างต่อเนื่องนี้ คือพื้นฐานสำคัญที่ช่วยรักษาน้ำให้ใส และทำให้ปลาอยู่รอดอย่างแข็งแรงในระยะยาวค่ะ 2. เพิ่มน้ำตกหรือระบบน้ำไหลเวียน การเพิ่มน้ำตกหรือระบบน้ำไหลเวียน คือการช่วยให้น้ำมีชีวิตมากขึ้นค่ะ เพราะตามปกติแล้วน้ำที่นิ่งนานๆ จะค่อยๆ ขาดออกซิเจนและสะสมของเสีย แต่เมื่อน้ำถูกพาให้ไหล ตก กระทบ หรือหมุนเวียน อากาศจากรอบๆ จะถูกดึงลงไปผสมกับน้ำตามธรรมชาติ น้ำจึงมีออกซิเจนเพิ่มขึ้น กลิ่นเหม็นลดลง และปลามีออกซิเจนใช้ตลอดเวลา นอกจากนี้น้ำตกเล็กๆ หรือการไหลวนเบาๆ ยังช่วยกระจายความเย็น และทำให้น้ำทั้งบ่อมีคุณภาพใกล้เคียงกัน ไม่ทำให้เกิดจุดน้ำเสียเฉพาะบางมุมของบ่อค่ะ โดยสิ่งที่เราควรทำคือออกแบบการไหลของน้ำให้พอดี ไม่แรงจนปลาต้องว่ายฝืนตลอดเวลา ซึ่งน้ำตกไม่จำเป็นต้องสูงก็ได้นะคะ แค่ให้น้ำตกกระทบผิวน้ำก็เพียงพอแล้ว และควรปล่อยให้น้ำไหลต่อเนื่องวันละหลายชั่วโมง หรือทั้งวันถ้าเป็นไปได้ หมั่นดูว่าทางน้ำไม่อุดตัน และไม่มีตะไคร่สะสมมากเกินไป โดยระบบน้ำไหลที่ดูแลง่ายและสม่ำเสมอ จะช่วยรักษาความใสของน้ำ และลดปัญหาปลาตายโดยไม่รู้สาเหตุได้อย่างชัดเจนค่ะ 3. ใช้น้ำพุหรือหัวน้ำพ่น หลายคนยังมองไม่ออกว่า การใช้น้ำพุหรือหัวน้ำพ่น เป็นวิธีเพิ่มออกซิเจนให้กับน้ำที่เห็นผลเร็วและเข้าใจง่ายที่สุด จากที่เมื่อน้ำถูกพ่นขึ้นไปในอากาศแล้วตกกลับลงมา น้ำจะรับอากาศเข้าไปพร้อมกันทันที ทำให้ออกซิเจนละลายในน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องค่ะ นอกจากนี้การที่ผิวน้ำที่เคลื่อนไหวตลอดเวลายังช่วยลดจุดอับอากาศ ลดกลิ่นเหม็น และทำให้น้ำไม่หยุดนิ่ง และน้ำพุยังช่วยให้บ่อดูมีชีวิต เห็นการเคลื่อนไหวของน้ำชัดเจน ซึ่งมักเป็นสัญญาณของบ่อที่มีคุณภาพน้ำดีค่ะ ซึ่งสิ่งที่คุณผู้อ่านควรทำคือเลือกหัวน้ำพ่นให้เหมาะกับขนาดบ่อ โดยไม่จำเป็นต้องพ่นสูงหรือแรงเกินไป ควรให้น้ำแตกตัวเป็นฝอยและกระจายทั่วผิวน้ำ วางตำแหน่งน้ำพุในจุดกลางบ่อหรือจุดที่น้ำเคยนิ่ง เปิดใช้งานสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อนหรือหลังให้อาหารจำนวนมาก หากดูแลหัวพ่นไม่ให้ตัน และรักษาการไหลของน้ำให้ต่อเนื่อง น้ำพุเล็กๆ จะกลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่รักษาน้ำใสและปลอดภัยสำหรับปลาในระยะยาวค่ะ 4. ใช้จุลินทรีย์บำบัดน้ำ การใช้จุลินทรีย์บำบัดน้ำที่หลายคนอาจเคยได้ยินมาบ้างแล้วนั้น จริงๆ แล้วคือการให้ตัวช่วยธรรมชาติไปทำงานแทนเราค่ะ โดยจุลินทรีย์จะช่วยย่อยเศษอาหาร มูลปลา และของเสียที่มองไม่เห็นในน้ำ จึงทำให้น้ำไม่เน่า ไม่มีกลิ่นเหม็น เมื่อน้ำสะอาดขึ้น ออกซิเจนในน้ำก็ถูกใช้ไปกับปลามากกว่าการย่อยของเสีย น้ำจึงใสขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับบ่อที่ให้อาหารเป็นประจำ หรือบ่อที่เริ่มมีตะกอนสะสมแต่ยังไม่รุนแรงนะคะ และสิ่งที่ควรทำคือให้เลือกจุลินทรีย์ที่ออกแบบมาสำหรับบ่อปลาโดยเฉพาะ ใช้ในปริมาณที่พอดีและใส่อย่างสม่ำเสมอ ควรใส่ในช่วงเช้าหรือเย็นที่แดดไม่แรง เพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดี หลีกเลี่ยงการใส่ร่วมกับสารเคมีที่มีฤทธิ์ทำลายจุลินทรีย์ ที่โดยสรุปแล้วการใช้จุลินทรีย์ควรทำควบคู่กับการดูแลบ่อพื้นฐานค่ะ เมื่อทำต่อเนื่อง น้ำจะค่อยๆ ฟื้นตัวและกลับมามีความสมดุลตามธรรมชาติได้อีกครั้ง 5. ปลูกพืชน้ำในปริมาณที่เหมาะสม รู้ไหมคะว่าการปลูกพืชน้ำในปริมาณที่เหมาะสม มีส่วนช่วยให้น้ำมีตัวช่วยตามธรรมชาติในการรักษาคุณภาพค่ะ เพราะพืชน้ำจะช่วยดูดซับของเสียบางส่วน และปล่อยออกซิเจนลงสู่น้ำในช่วงกลางวันจากการสังเคราะห์แสง ทำให้น้ำอากาศเพิ่มขึ้นและลดความเสี่ยงที่จะมีน้ำเน่า นอกจากนี้พืชยังช่วยบังแสงแดด ลดความร้อนของน้ำ และเป็นที่หลบซ่อนของปลา บ่อที่มีพืชน้ำพอดีจะดูมีชีวิต ระบบในน้ำทำงานสมดุล และปลามักแข็งแรงกว่าในบ่อโล่งที่ไม่มีพืชเลยนะคะ โดยสิ่งที่คุณผู้อ่านควรทำคือเลือกพืชน้ำที่ดูแลง่าย และควบคุมจำนวนไม่ให้ปกคลุมผิวน้ำทั้งหมด ควรเหลือพื้นที่ให้น้ำเปิดรับอากาศอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของพื้นที่บ่อ หมั่นตัดแต่งพืชที่โตเร็วหรือเริ่มแน่นเกินไป เพราะพืชมากเกินจะกลายเป็นภาระของน้ำแทนนะคะ เพราะการเน่าเสียของพืชคือสารอินทรีย์ที่สะสมภายในบ่อได้ ดังนั้นการปลูกพืชน้ำไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี แต่คือการจัดวางให้พอดี เมื่อดูแลสมดุลนี้ได้ น้ำจะใส ปลาจะอยู่ได้สบาย และบ่อจะดูเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริงค่ะ 6. เปลี่ยนน้ำบางส่วนอย่างสม่ำเสมอ การเปลี่ยนน้ำบางส่วนอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีพื้นฐานที่ช่วยฟื้นคุณภาพน้ำได้ดีที่สุดค่ะ เพราะน้ำเก่าที่อยู่ในบ่อนานๆ จะสะสมของเสียและใช้ออกซิเจนมากขึ้น การถ่ายน้ำออกเพียงบางส่วน แล้วเติมน้ำใหม่เข้าไป จะช่วยเติมออกซิเจนเพิ่มออกซิเจนที่ละลายน้ำในได้ ลดของเสีย และทำให้น้ำกลับมามีชีวิตอีกครั้ง วิธีนี้ช่วยลดกลิ่น ลดความขุ่น และลดความเครียดของปลาได้ โดยไม่กระทบระบบในบ่อเหมือนการถ่ายน้ำออกทั้งหมดนะคะ ซึ่งสิ่งที่เราควรทำคือเปลี่ยนน้ำครั้งละเล็กน้อย แต่ทำอย่างต่อเนื่อง เช่น ครั้งละประมาณหนึ่งในสี่ของบ่อ หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนน้ำรวดเดียวหมดทั้งบ่อ ควรใช้น้ำที่สะอาดและอุณหภูมิใกล้เคียงกับน้ำเดิม เพื่อไม่ให้ปลาช็อก หมั่นสังเกตสี กลิ่น และพฤติกรรมของปลา หากทำเป็นนิสัยการเปลี่ยนน้ำจากจุดเล็กๆ นี้ จะช่วยให้น้ำใสและปลอดภัยได้ในระยะยาวค่ะ 7. หลีกเลี่ยงการเลี้ยงปลาแน่นเกินไป การหลีกเลี่ยงการเลี้ยงปลาแน่นเกินไป คือการลดภาระของน้ำตั้งแต่ต้นค่ะ เพราะอย่าลืมว่าปลาแต่ละตัวต้องใช้ออกซิเจนในการหายใจ และยิ่งมีปลามากเท่าไร น้ำก็ยิ่งถูกใช้ออกซิเจนมากขึ้นเท่านั้น โดยบ่อที่แน่นเกินไปจะเสื่อมสภาพเร็ว น้ำขุ่นง่าย และปลามักลอยหัวหรืออ่อนแรง แม้จะมีเครื่องช่วยต่างๆ และถ้าจำนวนปลาเกินกำลังของบ่อ ปัญหาปลาตายก็มักเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัวค่ะ ดังนั้นสิ่งที่คุณผู้อ่านควรทำคือเลี้ยงปลาให้เหมาะกับขนาดและความลึกของบ่อ ไม่ควรปล่อยปลาเต็มพื้นที่จนแทบไม่มีที่ว่าย ควรเผื่อพื้นที่ให้น้ำหมุนเวียนและรับอากาศได้ดี หากปลาโตขึ้นควรทยอยจับออกหรือลดจำนวนลง หมั่นสังเกตพฤติกรรมปลา หากปลาว่ายช้า กินอาหารน้อย หรือขึ้นมาฮุบอากาศ แสดงว่าน้ำเริ่มรับภาระไม่ไหวแล้ว ที่สรุปแล้วการจัดจำนวนปลาให้พอดี คือวิธีง่ายที่สุดที่ช่วยรักษาน้ำและชีวิตปลาไปพร้อมกันค่ะ 8. ลดเศษอาหารและของเสียสะสม การลดเศษอาหารและของเสียสะสม คือการตัดปัญหาน้ำเสียตั้งแต่ต้นทางค่ะ เพราะอาหารปลาที่เหลือจมอยู่ก้นบ่อ จะค่อยๆ เน่าเสียและดึงออกซิเจนในน้ำไปใช้ในการย่อยสลาย ทำให้น้ำขาดอากาศโดยไม่รู้ตัว และของเสียเหล่านี้ยังเป็นแหล่งกลิ่นเหม็นและทำให้น้ำขุ่นอีกด้วย ดังนั้นบ่อที่ให้อาหารมากเกินไป แม้น้ำจะดูนิ่ง แต่ภายในกลับเสื่อมคุณภาพเร็ว และปลาจะเป็นฝ่ายรับผลกระทบก่อนเสมอค่ะ และสิ่งที่เราควรหันมาทำคือให้อาหารปลาในปริมาณที่กินหมดภายในเวลาไม่นาน ไม่ควรหว่านเผื่อหรือเทอาหารลงไปครั้งเดียวมากๆ หลังให้อาหารควรสังเกตว่ามีอาหารเหลือลอยหรือจมอยู่หรือไม่ หากพบเศษอาหารสะสมควรตักออกทันที ควบคู่กับการดูแลก้นบ่อไม่ให้มีตะกอนมากเกินไป เมื่อของเสียลดลงออกซิเจนในน้ำจะถูกใช้กับปลามากขึ้น น้ำจะใสขึ้น และระบบในบ่อจะทำงานได้อย่างสมดุลนะคะ 9. อย่าให้อาหารปลามากเกินความจำเป็น สำหรับข้อนี้ขอขยายความเพิ่มจากข้อ 8 ค่ะ ซึ่งการให้อาหารปลามากเกินความจำเป็น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้น้ำเสียโดยไม่ตั้งใจ จากที่อาหารที่ปลาไม่กินจะตกค้างและเริ่มเน่าในน้ำ ใช้ออกซิเจนไปกับการย่อยสลาย จนน้ำขาดอากาศทั้งที่ดูเหมือนยังปกติ โดยปลาอาจโตช้า อ่อนแรง หรือขึ้นมาฮุบอากาศบนผิวน้ำ บ่อที่ให้อาหารมากเกินไปจึงมักมีปัญหาน้ำขุ่น มีกลิ่น และปลาตายแบบไม่ทราบสาเหตุค่ะ โดยสิ่งที่ควรทำคือให้อาหารปลาแต่พอดี สังเกตว่าปลากินหมดภายในเวลาไม่นาน ไม่ควรให้อาหารเพราะความสงสารหรือคิดว่ายิ่งให้มากปลาจะยิ่งโต ควรแบ่งให้อาหารเป็นมื้อเล็กๆ และปรับปริมาณตามขนาดและจำนวนปลา หากวันไหนปลากินน้อยหรืออากาศร้อนจัด ควรลดอาหารลง ซึ่งการให้อาหารอย่างพอดี คือวิธีง่ายที่สุดที่ช่วยรักษาออกซิเจนในน้ำ และทำให้น้ำไม่เสียในระยะยาวค่ะทุกคน จากข้อมูลข้างต้นเมื่อมองในภาพรวมทั้งหมดแล้ว จะเห็นว่าปัญหาน้ำเสียและปลาตาย ไม่ได้เกิดจากเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่เกิดจากสมดุลของน้ำที่ค่อยๆ เสียไป ออกซิเจนในน้ำลดลงจากของเสีย อาหารตกค้าง น้ำที่นิ่ง และจำนวนปลาที่มากเกินกำลังบ่อ โดยทุกวิธีที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้นั้น ไม่ว่าจะเป็นการเติมอากาศ การทำให้น้ำเคลื่อนไหว การใช้จุลินทรีย์ หรือการดูแลพืชน้ำก็ตาม ล้วนทำงานไปในทิศทางเดียวกันนะคะ นั่นคือช่วยให้น้ำกลับมาหายใจได้ตามธรรมชาติ เพราะเมื่อออกซิเจนเพียงพอ น้ำจะใส ปลาจะแข็งแรง และระบบในบ่อจะค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างยั่งยืนค่ะ ซึ่งการนำแนวต่างๆ ในบทความนี้ไปใช้จริงก็ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างพร้อมกันค่ะ แต่ควรเริ่มจากการดูแลพื้นฐานให้ถูกต้องก่อน เช่น ลดอาหารที่เกินความจำเป็น ไม่เลี้ยงปลาแน่น และหมั่นสังเกตสภาพน้ำ จากนั้นค่อยเสริมด้วยเครื่องมือหรือวิธีธรรมชาติที่เหมาะกับบ่อของตัวเอง จึงจะทำให้การดูแลบ่อปลาไม่ใช่เรื่องซับซ้อน ถ้าหากเราเข้าใจหลักของออกซิเจนและของเสีย เมื่อจัดสมดุลน้ำได้ดี ปัญหาน้ำเน่าและปลาตายก็จะลดลงอย่างเห็นผล และบ่อปลาจะกลายเป็นระบบธรรมชาติที่ดูแลตัวเองได้ในระยะยาวค่ะ สำหรับใครที่จะนำแนวทางในนี้ไปใช้ในระบบบำบัดน้ำเสีย ถ้าเป็นถังปฏิกิริยาจะใช้ได้บ้างวิธีเท่านั้น โดยระบบบำบัดน้ำเสียแบบสระพักน้ำผันสภาพ ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบึงประดิษฐ์ และสระรับน้ำทิ้งที่เป็นสระผิวดินจากระบบเลี้ยงตะกอน แบบนี้ใช้แนวทางในนี้ได้ อย่างไรก็ตามเรื่องของการเติมออกซิเจนในน้ำสำหรับน้ำเสียนั้นค่อนข้างซับซ้อนกว่านี้มากค่ะ เอาไว้ว่างๆ ผู้เขียนจะมาลงบทความในประเด็นนี้แบบละเอียดอีกทีจะดีกว่า เพราะการนำแนวทางในนี้ไปใช้แบบงงๆ อาจจะไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นก็ได้นะคะ และในส่วนของบ่อดินเลี้ยงปลานั้น จริงๆ เรื่องนี้ผู้เขียนมีประสบการณ์เลยตอนนี้ ซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าของบ่อค่ะ แต่พ่อของผู้เขียนเจ้าของบ่อเลี้ยงปลาที่ว่านี้ โดยผู้เขียนทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ คือได้แนะนำพ่อไปหลายอย่าง ทั้งในส่วนของพืชน้ำ วัชพืชลอยน้ำที่สามารถนำมาให้ปลาได้ การทำน้ำพุซึ่งตอนนี้พ่ออยากได้หัวน้ำพุแบบสวยงาม แต่ยังไม่ได้สั่งให้เพราะมองว่าเป็นเรื่องความเพลิดเพลินมากกว่า ที่ไม่ใช่เรื่องการจัดการคุณภาพน้ำจริงๆ ในการเลี้ยงปลา โดยล่าสุดผู้เขียนได้ลงคลิปเกี่ยวกับเรื่องนี้ไป แต่หลายคนสงสัยว่าทำไมน้ำไม่เสีย โดยในคลิปไม่สามารถพูดยาวได้เหมือนบทความนี้ค่ะ จึงหวังว่าเนื้อหาที่ผู้เขียนได้อธิบายไว้ในนี้นั้น จะช่วยตอบข้อสงสัยและทำให้คนที่สนใจเรื่องนี้ได้มองเห็นแนวทางแก้ปัญหามากขึ้นนะคะ #ออกซิเจนละลายน้ำ #การย่อยสลายสารอินทรีย์แบบใช้อากาศ #การบำบัดน้ำเสีย #เพิ่มค่าDO #วิธีเพิ่มออกซิเจนในน้ำ เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก AI Generated และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา: ภาพที่ 1-3 ถ่ายภาพโดยผู้เขียน และภาพที่ 4 AI Generated โดยผู้เขียน เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 7 พืชที่สามารถบำบัดน้ำเสียได้ พืชที่ดูดซับสารพิษในน้ำได้ ทำไมต้องเติมอากาศให้กับน้ำ การเติมอากาศด้วยเครื่องเติมอากาศ ใช้น้ำประปา เลี้ยงปลาได้ไหม ทำยังไงดี เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !