หากพูดถึงดัชนีดาวโจนส์ก็แน่นอนว่าแทบทุกคนน่าจะรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อของมันมาบ้างไม่มากก็น้อย แม้แต่คนที่อาจจะไม่ได้สนใจเรื่องของเศรษฐกิจ การลงทุนก็น่าจะเคยได้ยินจากข่าวผ่านสื่อต่าง ๆ กันมาบ้าง เพราะดัชนีตลาดหุ้นตัวนี้ถือได้ว่าเป็นดัชนีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะได้ยินผ่านหูกันอยู่เรื่อย ๆ แต่หลายคนก็อาจจะนึกสงสัยว่าแท้จริงแล้วดัชนีตลาดหุ้นตัวนี้มันคืออะไร มันบ่งบอกอะไรในโลกเศรษฐกิจและการลงทุน และเพราะอะไรมันถึงถูกพูดถึงบนหน้าข่าวเศรษฐกิจอยู่เสมอ ? ในวันนี้เราจึงจะชวนกันมาทำความรู้จักกับดัชนีตัวนี้กันให้มากขึ้น ดัชนีดาวโจนส์คือ ? ดัชนีชี้วัดความเคลื่อนไหว สภาพของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาผ่านบริษัทยักษ์ใญ่ TOP30 ในตลาดหุ้นอเมริกา พูดง่าย ๆ ก็คือดัชนีตัวนี้จะคำนวณมาจากหุ้นของบริษัทระดับบิ๊กของอเมริกา 30 ตัว เท่านั้น อารมณ์คล้าย ๆ กับ SET50 ของบ้านเราที่คำนวณจากหุ้นของบริษัทใหญ่ 50 บริษัทในตลาดหุ้นบ้านเรานั่นเอง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรที่มันจะถูกหยิบยกมาพูดถึงบนหน้าข่าวเศรษฐกิจอยู่เสมอ เพราะมันสามารถสะท้อนความเป็นไปของเศรษฐกิจโลกได้ดีมากนั่นเอง โดยผู้ริเริ่มการคำนวณดัชนีดาวโจนส์ก็คือ ชาร์ลส์ ดาว ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เศษฐกิจเจ้าดังของอเมริกา "The Wall Street Journal" และเอ็ดเวิร์ด โจนส์ ชื่อของดัชนีจึงเป็นการนำนามสกุลของทั้งคู่มารวมกันเป็น ดาวโจนส์ นั่นเอง ความพิเศษของดัชนีดาวโจนส์ สำหรับใครที่ติดตามโลกของการลงทุนอยู่บ้าง ติดตามการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นต่าง ๆ กันมาบ้างน่าจะพอทราบหลักในการคำนวณดัชนีคร่าว ๆ ว่าตัวเลขของดัชนีที่เราเห็นนั้นมันมาจากการเอามูลค่าหุ้นตามราคาตลาดมาคำนวณแบบถ่วงน้ำหนัก ประมาณว่าหุ้นตัวไหนมีมูลค่าการซื้อเยอะ มีมูลค่าบริษัทสูงก็จะมีผลต่อการขึ้นลงของดัชนีสูงตามไปด้วย แต่สำหรับดัชนีดาวโจนส์นั้นต้องบอกว่าแตกต่างออกไป เพราะดาวโจนส์นั้นจะใช้ราคาหุ้นของบริษัท Top30 ของอเมริกามาคำนวณแบบถ่วงน้ำหนัก ไม่ใช่มูลค่าบริษัท ซึ่งหมายความว่าบริษัทใดก็ตามที่มีราคาหุ้นสูงจะมีผลต่อดัชนีได้มากกว่า แม้ว่ามูลค่าโดยรวมของบริษัทจะต่ำกว่าหุ้นตัวที่ราคาต่ำกว่าก็ตาม เรียกว่าเป็นสูตรคำนวณที่สะท้อนความเชื่อมั่นในราคาหุ้นว่าได้สะท้อนคุณค่าของบริษัทไว้แล้วนั่นเอง บริษัทที่น่าสนใจในดาวโจนส์ อย่างที่กล่าวข้างต้นว่าหุ้นที่ถูกนำมาคำนวณในดาวโจนส์นั้นเป็นบริษัทระดับบิ๊ก 30 บริษัทแรกในตลาดหุ้นอเมริกา ดังนั้นชื่อเสียงเรียงนามก็แทบไม่ต้องอธิบายกันเยอะ บริษัทที่น่าสนใจล้วนเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักลงทุนอยู่แล้ว - Apple ผู้นำในการผลิตและจำนวนสินค้าไอที แล็ปท็อป แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน - Coca-Cola บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มชื่อดังที่มีฐานลูกค้าจำนวนมากทั่วโลกมาหลายทศวรรษแล้ว - Microsoft บริษัเจ้าของระดับปฏิบัติคอมพิวเตอร์ยอดนิยม "Windows" ที่เป็นตัวขับเคลื่อนโลกการทำงานและไลฟ์สไตล์ทั่วโลกในปัจจุบัน - MacDonald's บริษัทเจ้าของแบรนด์ร้านฟ้าดฟู้ดชื่อดังที่มีสาขา แฟรนไชส์ และฐานลูกค้าจำนวนมากทั่วโลก ดาวโจนส์ กับ S&P500 ต่างกันอย่างไร ? มากันที่คำถามที่หลายคนน่าจะต้องการคำตอบกันมากที่สุดกันบ้าง ซึ่งก็คือคำถามที่ว่าแล้วดาวโจนส์ กับ S&P500 แตกต่างกันอย่างไร ? เพราะทุกวันนี้ดัชนีที่เรามักจะได้ยินกันตามข่าวเศรษฐกิจต่าง ๆ บ่อยไม่แพ้ดาวโจนส์ก็คือเจ้า เอสแอนด์พี 500 นี่แหละ ก็ต้องอธิบายแบบนี้ว่าโดยพื้นฐานแล้วทั้งดาวโจนส์และเอสแอนด์พี ต่างเป็นดัชนีชี้วัดสภาพตลาดหุ้นอเมริกาด้วยกันทั้งคู่ ถ้าอยากจะรับรู้ความเป็นไปของตลาดหุ้นอเมริกาก็สามารถดูได้จากดัชนีทั้งสองตัว แต่ความต่างก็คือหุ้นที่ถูกเลือกนำมาคำนวณในดัชนีนั่นเอง โดยดัชนี S&P500 จะเป็นการนำเอาหุ้นของบริษัท TOP500 ในตลาดหุ้นอเมริกามาคำนวณ ซึ่งก็กินจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดไปเกินกว่า 75% เลยนั่นเอง พูดง่าย ๆ ก็คือมันเป็นดัชนีที่สะท้อนภาพใหญ่ของตลาดหุ้นอเมริกานั่นเอง ขณะที่ดาวโจนส์เป็นเสมือนดัชนีที่สะท้อนภาพความเป็นไปของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีพื้นฐานกิจการที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ณัฐ ณัฐนันท์ ภาพปก/ภาพประกอบ โดยผู้เขียน (Tools Design Canva, ChatGPT) เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !