รีเซต

เช็กกฎใหม่ “ท่องเที่ยว-การบิน” ปี 2027

เช็กกฎใหม่ “ท่องเที่ยว-การบิน” ปี 2027
TNN ช่อง16
27 ตุลาคม 2569 ( 09:01 )

ทิศทางอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการบินของประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการขับเคลื่อนนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นสร้างสมดุลระหว่างการยกระดับรายได้เข้าสู่ประเทศ การรักษากำลังซื้อของผู้โดยสารภายในประเทศ ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางการบินให้ทัดเทียมระดับสากล 







ท่ามกลางบรรยากาศการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการปรับตัวของพฤติกรรมการเดินทางทั่วโลก รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง จึงได้เร่งปรับปรุงหลักเกณฑ์ทางกฎหมายใหม่ 


ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองหลักที่จะกำหนดทิศทางโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางและการท่องเที่ยวไทยตั้งแต่ช่วงปลายปี 2026 ต่อเนื่องไปตลอดปี 2027


ปัจจุบันถ้าถามถึงตัวเลขท่องเที่ยวของไทย ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 17 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 24.42 ล้านคน ลดลงร้อยละ 4.12 


จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือลดลงประมาณ 1 ล้านคน ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังคงเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีไว้ที่ประมาณ 33 ล้านคน ทำให้ช่วงปลายปียังเป็นช่วงสำคัญของภาคท่องเที่ยวไทยที่จะเร่งเดินหน้าแผนต่างๆ 


ส่วนนักท่องเที่ยวในประเทศตั้งเป้าไว้ 200.4 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้รวม 2.65 ล้านล้านบาท


ซึ่งในเรื่องแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงปลายปี 2569 ททท. เตรียมด้อัดฉีดมาตรการเร่งด่วนเพื่อปลุกกระแส "ไทยเที่ยวไทย" ผ่านโครงการสนับสนุนแพ็กเกจท่องเที่ยวและอุดหนุนค่าเดินทาง เช่น โครงการ "เที่ยวทั่วไทยไปกับทัวร์" ที่อุดหนุนค่ารถโดยสารนำเที่ยว (รถบัสสูงสุด 40,000 บาทต่อทริป และรถตู้สูงสุด 10,000 บาทต่อทริป) 


สำหรับการเดินทางข้ามจังหวัดแบบพักค้างคืน ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2026 ถึง 31 มกราคม 2027 คาดว่ากิจกรรมนี้จะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 208.8 ล้านบาท


ควบคู่กับการจัดกิจกรรมบิ๊กอีเวนต์ส่งท้ายปี ทั้งงานเทศกาลดนตรี กีฬา การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและไลฟ์สไตล์ริมทะเล เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) 


ส่วนในปี 2027 ททท.ตั้งปักหมุดเป้าหมายดันรายได้รวมจากการท่องเที่ยวพุ่งแตะ 2.8 - 2.9 ล้านล้านบาท หรือเติบโตที่ร้อยละ 5-7 โดยตั้งเป้ารักษานักท่องเที่ยวต่างชาติคุณภาพสูงไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 33 ล้านคน และเร่งกระตุ้นความถี่การเดินทางของคนไทยในประเทศจากเฉลี่ย 2 ครั้งต่อปี เป็น 3 ครั้งต่อปี 


เพื่อสร้างจำนวนการเดินทางในประเทศให้ได้ถึง 200 ล้านคน-ครั้ง ภายใต้กลยุทธ์ชูไทยเป็นศูนย์กลางอีเวนต์ระดับโลก (Event & Festival Hub) นำเทคโนโลยี AI มาช่วยเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง 


และมุ่งเน้นการยกระดับสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism) เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ไปยังเมืองน่าเที่ยวทั่วประเทศ


โดยททท.ได้วางเป้าหมายที่จะบุกตลาดเอเชีย ใน 5 ประเทศที่มีศักยภาพสูงจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ทั้งไต้หวัน ที่มีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตที่ร้อยละ 10.7 เวียดนาม ร้อยละ 8.4 มาเลเซีย ร้อยละ 5.2 อินโดนีเซีย ร้อยละ  5.1 และสิงคโปร์ ร้อยละ  5 


โดยทั้ง 5 ประเทศเป็นตลาดที่มีความเชื่อมโยงกับไทย ทั้งด้านการเดินทาง การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ซึ่งได้วางกลยุทธ์ที่แตกต่างเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพ


ตลาดไต้หวัน จะเน้นการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางด้วยตนเอง ที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 90 ด้วยการสร้างเหตุผลใหม่ในการกลับมาเที่ยวไทย ผ่านแกสตรอนามี, มิชลิน, โลคอล ฟู้ด, เวลเนส, อาร์ต แอนด์ ดีไซน์ และ เอาต์ดอร์แอดเวนเจอร์ รวมถึงการใช้ครีเอเตอร์ ด้านอาหาร และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ 


ขณะที่นักท่องเที่ยวเวียดนาม จะขยายฐานนักท่องเที่ยวแบบครอบครัว กลุ่มเจนวาย เจนแซด รวมถึงกลุ่มลักชัวรี โดยจะเชื่อมโยงเมืองท่องเที่ยวใหม่จากกรุงเทพฯ และพัทยา สู่เชียงใหม่ เชียงราย และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจท่องเที่ยวและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่าย


ส่วนนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 ที่เดินทางมาเที่ยวไทย จะเน้นต่อยอดผ่านการเดินทางทางบกและทางอากาศ ส่งเสริม การชอปปิง แฟมิลี่แอนด์ ฟู้ด รวมถึงกิจกรรมคาราวานท่องเที่ยว เชื่อมโยงสงขลา พัทลุง และเมืองท่องเที่ยวภาคใต้ 


ขณะที่นักท่องเที่ยวอินโดนีเซีย จะเน้นการยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวมุสลิมและครอบครัว โดยให้ความสำคัญกับอาหารฮาลาล สิ่งอำนวยความสะดวก ความชัดเจนของข้อมูล


โดยหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทยปี 2027 คือ การเปลี่ยนจากการทำตลาดแบบเดียวกันทุกประเทศ ไปสู่การเข้าใจความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่มนักท่องเที่ยว 


โดยใช้จุดแข็งของประเทศไทย ทั้งวัฒนธรรม อาหาร สุขภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และเสน่ห์ความเป็นไทย มาพัฒนาเป็นประสบการณ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม



ส่วนประเด็นที่ได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิดจากวงการการท่องเที่ยว คือ แผนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ"หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ภาษีค่าเหยียบแผ่นดิน" 


ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เตรียมสรุปแนวนโยบายเสนอบอร์ดนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประกาศใช้อัตราใหม่ที่ 450 บาทต่อคน


สำหรับผู้เดินทางชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางทางอากาศ จะมีการปักหมุดเริ่มต้นจัดเก็บอย่างเป็นทางการตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ของปี 2570 เป็นต้นไป หลังจากผลการรับฟังความคิดเห็นออนไลน์ พบว่าประชาชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกว่าร้อยละ 80 ให้ความเห็นชอบ


 ขณะเดียวกัน การจัดเก็บผ่านช่องทางทางบก และทางน้ำจะยังคงถูกชะลอออกไปก่อนประมาณ 1 ปี เพื่อประเมินและพัฒนาระบบการจัดเก็บทางอากาศให้มีความเสถียรสูงสุด


สำหรับ เงินรายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวนั้น คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาทต่อปี จะถูกนำเข้าสู่ "กองทุนเพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย"เพื่อบริหารจัดการในวัตถุประสงค์เฉพาะ โดยเงินส่วนหนึ่งจะถูกนำไปจัดหาประกันภัยคุ้มครองนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชำระค่าธรรมเนียม ครอบคลุมกรณีบาดเจ็บ สุขภาพ และเสียชีวิต 


ซึ่งช่วยลดภาระงบประมาณการรักษาพยาบาลของภาครัฐในโรงพยาบาลรัฐ ส่วนเงินที่เหลือจะนำไปใช้ฟื้นฟูพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว บำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน 


ตลอดจนสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ความปลอดภัยให้แก่ตำรวจท่องเที่ยว เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในการเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก


ซึ่งเรื่องนี้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยสาหตุที่แท้จริงของการชะลอการเก็บภาษีเที่ยวนอก โดยระบุว่า ตอนนี้จังหวะเวลายังไม่เหมาะสม 


เนื่องจากรัฐบาลต้องการรักษาบรรยากาศการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวให้เติบโตต่อเนื่อง และใช้โอกาสจากกระแสตอบรับที่ดีหลังไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF-World Bank 2026


ทั้งนี้ การจัดประชุม World Bank–IMF ทำให้เห็นชัดว่าภาพลักษณ์ของไทยในสายตานานาชาติดีขึ้นมาก การท่องเที่ยวคึกคัก และนักท่องเที่ยวจำนวนมากอยากกลับมาเมืองไทย 


ขณะเดียวกัน สงครามในตะวันออกกลางทำให้สายการบินจากหลายประเทศเข้ามาพบหารือกับรัฐบาล และเห็นว่ารัฐควรเสริมแรงขับเคลื่อนนี้ มากกว่าการเพิ่มต้นทุน


ส่วนเหตุผลด้านภาระของผู้เดินทาง หากเก็บภาษีตอนนี้ ภาระจะสูงเกินไป และจะกระทบสายการบิน รวมถึงนักท่องเที่ยวที่บินเข้าไทยอาจต้องจ่ายทั้งขาเข้าและขาออก กลายเป็นภาระสองขาที่ซ้ำเติมผู้เดินทาง


ส่วนจะเลื่อนไปถึงเมื่อใดยังไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจน ต้องขอประเมินสถานการณ์ก่อน และย้ำว่ามาตรการที่ชะลอเป็นภาษีขาออกในความรับผิดชอบของกรมสรรพากรเท่านั้น 


สำหรับการจัดเก็บฝั่งขาเข้า อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หมายความว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้ครอบคลุมมาตรการขาเข้าแต่อย่างใด


นอกจากนี้เพื่อรักษาโมเมนตัมการเดินทาง และพยุงบรรยากาศการท่องเที่ยวของคนไทย กระทรวงการคลัง และกรมสรรพากร ได้ตัดสินใจชะลอการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร หรือ "ภาษีเที่ยวนอก" ออกไปอย่างไม่มีกำหนด 


ซึ่งแต่เดิมเคยมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายในการจัดเก็บภาษีขาออกระหว่างในอัตราระหว่าง 500- 5,000 บาทต่อคนสำหรับคนไทย และผู้มีถิ่นที่อยู่ต่างชาติที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลเผยว่าอาจจะเก็บในอัตรา 1,000 ต่อคน 

 

โดย การเบรกมาตรการดังกล่าวนี้ มีขึ้นหลังจากภาครัฐประเมินว่า การเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายขาออกในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว อาจกลายเป็นปัจจัยลบที่บั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน และส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจสายการบิน 


ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นจากสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) ที่ค้านการเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ 1,000 บาท เนื่องจากมองว่าเป็นการซ้ำเติมแผลเก่า โดยเฉพาะโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่มธุรกิจทัวร์ขาออก (VAT Outbound) ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข 


นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทย อาจต้องแบกภาระภาษีซ้ำซ้อนจากต้นทุนโรงแรม-ร้านอาหารในต่างประเทศที่ใช้เครดิตภาษีซื้อไม่ได้ หวั่นฉุดผู้โดยสารขาออกวูบ กระทบลูกโซ่สายการบินลดเที่ยวบิน-ทุบท่องเที่ยวขาเข้า สวนทางนโยบายนโยบายศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) อีกด้วย 


และนายโชติช่วง ศูรางกูร ที่ปรึกษาสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด กล่าวว่า  การพิจารณาภาษีหรือค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางควรตอบคำถาม 3 ข้อให้ชัด คือ 


“เก็บทำไม เก็บเมื่อไร และเก็บอย่างไร” ตั้งแต่วัตถุประสงค์ ช่วงเวลาที่เหมาะสม รูปแบบการจัดเก็บ ไปจนถึงการนำรายได้ไปใช้และตัวชี้วัดผลที่ตรวจสอบได้


เพราะผู้เดินทางออกนอกประเทศไม่ได้มีเฉพาะนักท่องเที่ยว แต่รวถึงผู้ที่เดินทางเพื่อทำงาน ศึกษาต่อ ติดต่อธุรกิจ หรือเยี่ยมครอบครัว ซึ่งมีความจำเป็นและกำลังจ่ายแตกต่างกัน 

นอกจากมาตรการด้านภาษี และการท่องเที่ยว ที่มีการยกระดับแล้ว มาตรฐานความปลอดภัยทางการบินก็ถูกยกระดับเช่นดียวกัน  โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ยกระดับเกณฑ์ปฏิบัติการตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียน (กระเป๋าเดินทางโหลดใต้เครื่อง) 


โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตระเวนตรวจ และเปิดค้นสัมภาระได้ โดยไม่ต้องมีผู้โดยสารอยู่ต่อหน้า หากผลการเอกซเรย์สแกนพบวัตถุต้องสงสัย วัตถุต้องห้าม หรือมีสิ่งของบดบังภาพสแกนจนไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยได้


โดย CAAT ชี้แจงเน้นย้ำว่า มาตรการนี้ ไม่ได้เป็นการเปิดสุ่มตรวจกระเป๋าทุกใบ แต่จะทำเฉพาะกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยเท่านั้น

 

ซึ่งสิ่งของต้องห้ามที่มักตรวจพบใต้ท้องเครื่อง ได้แก่ แบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีแบตเตอรี่ลิเธียม ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการลัดวงจรหรือเพลิงไหม้ในห้องเก็บสัมภาระใต้ท้องเครื่องบิน 


และการเปิดตรวจจะดำเนินการในพื้นที่เฉพาะ (Security Area) ที่มีการบันทึกภาพวิดีโอวงจรปิด (CCTV) ไว้อย่างเข้มงวดเป็นหลักฐานย้อนหลัง และเมื่อเจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้นเสร็จสิ้นแล้ว จะแนบเอกสารแจ้งการตรวจค้นไว้ภายในกระเป๋าเพื่อให้ผู้โดยสารรับทราบเมื่อเดินทางถึงปลายทาง


ขั้นตอนปฏิบัติใหม่นี้เป็นไปตามมาตรฐานสากลขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เช่นเดียวกับที่ใช้ในสหรัฐอเมริกา (TSA) สหภาพยุโรป และสิงคโปร์ เพื่อลดความล่าช้าของเที่ยวบินที่ต้องตามหาผู้โดยสารมาเปิดกระเป๋า 


พร้อมแนะข้อปฏิบัติให้ผู้เดินทางควรใช้อุปกรณ์ล็อกกระเป๋าที่เป็นมาตรฐาน TSA Lock เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้ Master Key เปิดตรวจได้โดยไม่เกิดความเสียหาย 


หากใช้กุญแจล็อกทั่วไปและเกิดเหตุต้องสงสัย เจ้าหน้ารัฐมีอำนาจตามกฎหมายในการตัดหรือทำลายตัวล็อกเพื่อความปลอดภัยของการบินโดยไม่มีการชดเชยความเสียหาย



ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง