รีเซต

"ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านฯ” รับได้แก้กฎหมายลดวาระเหลือ 5 ปี

"ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านฯ” รับได้แก้กฎหมายลดวาระเหลือ 5 ปี
TNN ช่อง16
7 สิงหาคม 2569 ( 13:45 )
7

เมื่อเวลา 10.20 น.วันที่ 7 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานมอบรางวัลแหนบทองคำและประกาศเกียรติคุณให้แก่ "กำนันผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม" ที่ได้รับรางวัลครั้งที่ 2 จำนวน 10 ราย พร้อมกล่าวชื่นชม ให้โอวาทและมอบนโยบายแก่กำนันผู้ใหญ่บ้าน โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้แสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับเข็มเชิดชูเกียรติและประกาศเกียรติคุณในวันนี้ อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อมั่นว่ายังมีกำนันผู้ใหญ่บ้านอีกมากมายที่มีความทุ่มเท เสียสละ ถึงแม้ว่าวันนี้จะไม่ได้มาร่วมงาน ณ ที่นี้ จึงขออนุญาตส่งความปรารถนาดี ความเคารพ ความเชื่อมั่น ความศรัทธาไปยังพี่น้องกำนันผู้ใหญ่บ้าน ทุก ๆ ท่านด้วย ทั้งนี้ วันที่ 10 สิงหาคมของทุกปีสำหรับทุกท่านก็คือวันกำนันผู้ใหญ่บ้านที่มีความสำคัญ แต่สำหรับพวกผมในฐานะฝ่ายการเมืองและเป็นผู้ที่มาจากการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนซึ่งส่วนใหญ่ก็คือพี่น้องประชาชนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล อำนวยความสะดวกของกำนันผู้ใหญ่บ้านทุกคน ซึ่งในวันที่ 10 สิงหาคม 2569 นี้ คณะรัฐมนตรี รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต่างมีภารกิจในพื้นที่ของตนเองทั่วทั้งประเทศ นี่คือความสำคัญของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ตนได้ขอให้ทุกท่านที่อยู่ในพื้นที่ไปรับฟังปัญหาอุปสรรคตลอดจนคำแนะนำจากพี่น้องกำนันผู้ใหญ่บ้าน และกลับมาบอกว่า รัฐบาลจะทำอย่างไรเพื่อให้ภารกิจของท่านทั้งหลายได้เกิดประสิทธิภาพอันสูงสุด

นายยงยศ แก้วเขียว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย กล่าวถึงข้อเสนอลดวาระกำนันผู้ใหญ่บ้านให้เหลือ 5 ปี ว่า ไม่ว่าจะมีการเสนอกฎหมายอย่างไรเราต้องยอมรับและปฏิบัติตามข้อกฎหมาย ซึ่งผลกระทบของการแก้กฎหมายจะไม่กระทบต่อผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่แล้ว แต่ผู้ที่เข้ามาเป็นใหม่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนคนเดิมจะเกษียณอายุ 60 ปี แต่ขณะนี้การทำงานของกำนันผู้ใหญ่บ้านมีการประเมินเข้มอยู่แล้ว เมื่อถามถึงข้อดีข้อเสียระหว่างอยู่ครบวาระ 60 ปีกับเลือกตั้งวาระละ 5 ปี นายยงยศ กล่าวว่า ความต้องการส่วนใหญ่ของประชาชนต้องการให้เปลี่ยนวาระ 5 ปี เท่าที่ตนเห็นในโซเชียล แต่ข้อดีของการปฏิบัติหน้าที่จนครบ 60 ปี ส่งผลดีต่อการปราบปรามยาเสพติด แต่ขณะเดียวกัน ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดผลดีในวันข้างหน้า แต่ยืนยันว่าจะไม่กระทบกับกำนันและผู้ใหญ่บ้านที่ดำรงตำแหน่งอยู่ปัจจุบัน หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทและหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ซ้ำซ้อนกับอบต. หรือเทศบาลที่มีอยู่ในท้องถิ่น ถึงขั้นมีข้อเสนอว่าอาจจะต้องยุบท้องถิ่น นายยงยศ กล่าวว่า การบริหารราชการแผ่นดิน ถ้าระดับประเทศจะมีทั้งสภาสูงและสภาล่างคือ สส.และสว. ไว้ถ่วงดุลอำนาจกัน แต่ในระดับพื้นที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คอยดูแลประชาชนให้ปฏิบัติตามกฎหมาย และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ดูแลปัญหาเรื่องยาเสพติดและความมั่นคง และความเป็นชาติก็เกี่ยวข้องกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน เรื่องท้องถิ่นเป็นการพัฒนาในระดับพื้นที่ แต่กำนันผู้ใหญ่บ้านนอกเหนือจากรักษาความสงบเรียบร้อยก็มีหน้าที่ต้องทำตามนโยบายของรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมามีการมองว่า กำนันและผู้ใหญ่บ้านเป็นหัวคะแนนให้กับพรรคการเมือง นายยงยศ กล่าวว่า ทุกคนในประเทศไทยมีสิทธิ์รักและชอบพรรคการเมืองตามนโยบายของแต่ละพรรค เรามีพรรคการเมืองที่บอกว่าไม่มีหัวคะแนนก็ได้ สส.เช่นกัน การมีหัวคะแนนก็เหมือนการมีพรรคมีพวก แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่นำคนไปซื้อเสียง ไม่ล้อมกรอบประชาชนในการยัดเยียดความคิดตามที่อยากได้ และตนในฐานะที่เป็นข้าราชการสามารถเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ แต่ห้ามนำตำแหน่งไปดำเนินการชักนำ หรือบังคับประชาชนในการเลือกตั้ง

นายยงยศ ยังกล่าวถึงความเหมาะสมค่าตอบแทนของกำนันผู้ใหญ่บ้านว่า ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งจิตอาสา ต้องการเข้ามาทำความดี ค่าตอบแทนปัจจุบันก็ไปได้ นอกจากจะเพิ่มงาน เช่น ยกตัวอย่างเช่น กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยให้งบประมาณปีละ 300 ล้านบาท เงินส่วนนี้ขณะนี้ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทยได้ตั้งชมรมสตรีระดับอำเภอ พร้อมรับนโยบายผลักดันช่วยเหลือตนเองในการเสริมรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจในนามสตรี ขณะเดียวกัน กำนันผู้ใหญ่บ้านก็มีรายได้จากช่องทางอื่น เช่น การไกล่เกลี่ยตามกรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรม ถ้ากำนันผู้ใหญ่บ้านผ่านการอบรมขึ้นทะเบียนจะทำให้การไกล่เกลี่ยหนึ่ง 1 คดีได้ค่าตอบแทน 1,000 บาท ขณะที่ค่าตอบแทนในปัจจุบันอัตราเงินเดือนกำนันจะได้ 15,000 บาท ผู้ใหญ่บ้าน 10,000 บาทและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 8,000 บาท

นายยงยศ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลอุดหนุนงบประมาณให้กลุ่มชมรมผู้ใหญ่บ้านสตรีเพื่อไปพัฒนาอาชีพสร้างรายได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องการเพิ่มค่าตอบแทน โดยผ่านกองทุนพัฒนาสตรีแต่ละอำเภอ อำเภอละ 1 ล้านบาท ใช้งบประมาณ 878 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจหยั่งรากในการปฏิบัติหน้าที่ ตามแนวคิดผู้นำต้องทำก่อน ให้ผู้นำไปประกอบอาชีพ เพื่อสร้างรายได้และเป็นตัวอย่างให้กับประชาชน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม