ในโลกที่เต็มไปด้วยคำว่า “ต้องฝันให้ใหญ่” “ถ้าไม่ตั้งเป้าสูง ก็จะไม่ไปไหน” “ชีวิตต้องมีแพสชัน ต้องมีเป้าหมายที่ชัด” การไม่อยากฝันใหญ่ กลายเป็นเรื่องที่ดูเหมือน “ผิดปกติ” ไปโดยไม่รู้ตัว เหมือนกับว่าถ้าเราไม่ได้อยากเป็นอะไรสักอย่างที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้อยากประสบความสำเร็จในแบบที่ใคร ๆ ยกมือปรบมือให้ ชีวิตเราก็จะถูกมองว่า เฉยชา ไม่มีไฟ หรือ ไม่มีฝัน แต่ความจริงแล้ว การไม่อยากฝันใหญ่ ไม่ได้แปลว่าไม่มีความฝันเลย บางครั้ง มันแค่แปลว่า เราเริ่มซื่อสัตย์กับตัวเองมากขึ้น และไม่ยอมเอาความฝันของใคร มาใส่ไว้บนบ่าของตัวเองอีกต่อไป เราโตมาในโลกที่ยกย่อง “ความใหญ่” มากกว่า “ความพอดี” ตั้งแต่เด็ก เราถูกสอนให้ถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ โตขึ้นอยากเป็นอะไร ฝันอยากทำอะไร เป้าหมายชีวิตคืออะไร คำถามเหล่านี้ไม่ได้ผิด แต่ปัญหาคือ เราถูกสอนให้เชื่อว่า คำตอบที่ดี ต้องเป็นคำตอบที่ใหญ่ อยากเป็นหมอ วิศวกร นักธุรกิจ อยากมีเงินเยอะ ๆ อยากประสบความสำเร็จ อยากมีชื่อเสียง อยากไปให้ไกลกว่าคนอื่น จนวันหนึ่ง ถ้าเราเริ่มรู้สึกว่า เราไม่อยากวิ่ง ไม่อยากแข่งขัน ไม่อยากฝันถึงอะไรที่ต้องแลกด้วยความเหนื่อยล้าตลอดชีวิต เรากลับรู้สึก ผิด เหมือนเรากำลัง “ไม่พยายามมากพอ” เหมือนเรากำลัง “ปล่อยชีวิตทิ้ง” ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เราอาจแค่กำลังเลือก ชีวิตที่ไม่ทำร้ายตัวเอง ความฝันไม่จำเป็นต้องเสียงดัง ไม่ใช่ทุกความฝัน ต้องถูกประกาศ ต้องถูกเล่า ต้องถูกอัปเดตในโซเชียล บางความฝัน… เงียบมาก เล็กมาก จนไม่มีใครเห็น นอกจากตัวเราเอง ความฝันแบบ อยากตื่นเช้ามาโดยไม่รู้สึกเกลียดชีวิต อยากมีวันธรรมดาที่ไม่กดดัน อยากทำงานพอเลี้ยงตัวได้ และยังเหลือแรงใช้ชีวิต อยากกลับบ้านแล้วรู้สึกปลอดภัย อยากใช้ชีวิตโดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรกับใครอีก สิ่งเหล่านี้อาจไม่ดูยิ่งใหญ่ในสายตาโลก แต่มัน “ใหญ่พอ” สำหรับหัวใจของใครหลายคน และมันไม่ควรถูกเรียกว่า ความฝันที่เล็ก เพียงเพราะมันไม่เสียงดัง การไม่อยากฝันใหญ่ บางครั้งคือผลของการเคยฝันมาแล้ว มีคนจำนวนมาก ไม่ได้เลิกฝัน แต่ “ฝันมาแล้ว” และรู้ว่ามันแลกอะไรไปบ้าง บางคนเคยฝันใหญ่ เคยทุ่ม เคยเผาแรง เคยพยายามจนลืมดูแลตัวเอง จนวันหนึ่งร่างกายบอกไม่ไหว ใจบอกว่าเหนื่อย และชีวิตบอกว่า “พอแล้ว” การเลือกฝันเล็กลง ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการเรียนรู้ เรียนรู้ว่า เรามีพลังจำกัด เราไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่าง เราไม่ต้องเอาชีวิตไปแลกกับคำว่าประสบความสำเร็จเสมอไป โลกชอบบอกว่า “อย่าคิดเล็ก” แต่ไม่ค่อยมีใครบอกว่า “อย่าทำร้ายใจตัวเอง” คำว่า คิดใหญ่ ฟังดูสวย แต่ไม่มีใครบอกเราว่า มันต้องแลกด้วยอะไร แลกด้วยการพักผ่อน แลกด้วยความสงบ แลกด้วยความสัมพันธ์ แลกด้วยสุขภาพใจ และไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมจ่ายราคานั้น การไม่อยากฝันใหญ่ อาจเป็นสัญญาณว่า เรารู้แล้วว่าอะไรสำคัญกับเรา และอะไรไม่คุ้มที่จะเสีย ความฝันที่แท้จริง ไม่ได้วัดจากขนาด แต่วัดจากความจริงใจ ถ้าความฝันนั้น ทำให้เราต้องฝืนเป็นคนอื่น ต้องเกลียดตัวเอง ต้องกดความรู้สึก ต้องทนอยู่กับชีวิตที่ไม่อยากตื่นมาเจอ บางที…มันอาจไม่ใช่ความฝันของเรา แต่อาจเป็น ความคาดหวังที่เราเผลอรับมาจากคนอื่น ความฝันที่แท้จริง ไม่ควรทำให้เราห่างจากตัวเอง ชีวิตที่ไม่ฝันใหญ่ อาจเป็นชีวิตที่ “หายใจได้” มีบางช่วงของชีวิต เราไม่ได้ต้องการเป้าหมายที่ไกล แต่ต้องการวันที่ไม่หนัก ไม่ได้อยากไปถึงยอดเขา แต่อยากหยุดพักกลางทาง และรู้สึกว่า ไม่เป็นไร การเลือกใช้ชีวิตธรรมดา ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการเลือกอยู่กับความจริงของตัวเอง ถ้าคุณไม่อยากฝันใหญ่ นั่นอาจแปลว่าคุณกำลังโต โตพอที่จะรู้ว่า ไม่ใช่ทุกสนามต้องลงแข่ง ไม่ใช่ทุกฝันต้องเป็นของเรา และไม่ใช่ทุกความสำเร็จที่เหมาะกับชีวิตเรา คุณยังมีความฝัน แค่เป็นความฝันที่ ไม่ทำให้คุณต้องเสียตัวเองไป และนั่น…ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย ขอบคุณภาพประกอบจาก : pixabay ภาพปก โดย adege จาก pixabay ภาพที่ 1 โดย Pexels จาก pixabay ภาพที่ 2 โดย Pexels จาก pixabay ภาพที่ 3 โดย JillWellington จาก pixabay ภาพที่ 4 จาก pixabay