รีเซต

“โลกร้อน” น่ากลัวกว่าสงคราม? COP31 จี้ชาติร่ำรวย ทุ่มงบประมาณรับมือด่วน!

“โลกร้อน”  น่ากลัวกว่าสงคราม?  COP31 จี้ชาติร่ำรวย  ทุ่มงบประมาณรับมือด่วน!
TNN ช่อง16
12 ตุลาคม 2569 ( 13:00 )
3

เจ้าภาพการประชุม COP31 เรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยเพิ่มงบประมาณรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศให้มากกว่างบประมาณด้านกลาโหม ชี้ภาวะโลกร้อนเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของโลก ขณะที่การประชุมเตรียมความพร้อม COP31 ในฟิจิยังเผชิญความเห็นต่างเกี่ยวกับการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

“มูรัต คูรุม” รัฐมนตรีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของตุรกี และว่าที่ประธานการประชุม COP31 เรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยทั่วโลกเพิ่มการลงทุนเพื่อรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยระบุว่าควรจัดสรรงบประมาณด้านนี้ให้มากกว่างบประมาณด้านกลาโหม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงโดยตรง

ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการประชุมเตรียมความพร้อม COP31 หรือ Pre-COP31 ที่เมืองนาดี ประเทศฟิจิ ก่อนการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2026 ที่เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี

“คูรุม” ระบุว่า ประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO ได้ให้คำมั่นว่าจะเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเป็นร้อยละ 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ภายในปี 2035 เพื่อรับมือกับความกังวลด้านความมั่นคง แต่กลับให้คำมั่นด้านงบประมาณรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศน้อยกว่ามาก ทั้งที่ปัญหานี้อาจสร้างความเสี่ยงรุนแรงยิ่งกว่า

เขาย้ำว่า หากประเทศต่าง ๆ ไม่ลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติตั้งแต่ต้น อาจต้องใช้งบประมาณฟื้นฟูความเสียหายภายหลังสูงกว่าถึง 10 เท่า ดังนั้น การลงทุนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงมีความคุ้มค่ามากกว่าการรอแก้ไขปัญหาหลังเกิดภัยพิบัติ

สำหรับการประชุม Pre-COP31 ที่ฟิจิ มีผู้นำประเทศเข้าร่วม 13 คน พร้อมด้วยรัฐมนตรีจากประเทศต่าง ๆ ประมาณ 30 คน และผู้เข้าร่วมอีกประมาณ 4,000 คน โดยออสเตรเลีย ซึ่งรับหน้าที่เป็นประธานการเจรจา COP31 ผลักดันให้จัดการประชุมในภูมิภาคแปซิฟิก เพื่อสะท้อนปัญหาของประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กที่กำลังเผชิญผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอย่างรุนแรง

หนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจคือ “ตูวาลู” ซึ่งมีประชากรประมาณ 10,000 คน และมีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 2 เมตร ทำให้เสี่ยงต่อระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น คลื่นพายุซัดฝั่ง และสภาพอากาศสุดขั้ว โดยคณะผู้แทนได้เดินทางไปเยี่ยมชมโครงการถมทะเลขนาดประมาณ 125 ไร่ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว

ขณะเดียวกัน รายงานล่าสุดของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP เตือนว่า แม้โลกจะดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศภายใต้สถานการณ์ที่เป็นไปในทางบวกมากที่สุด อุณหภูมิโลกก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1.8 องศาเซลเซียส ซึ่งเกินกว่าเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสตามความตกลงปารีส

ด้าน คริส โบเวน รัฐมนตรีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของออสเตรเลีย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลกเพียงร้อยละ 0.2 ที่ถูกนำไปช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหมู่เกาะขนาดเล็กในการปรับตัว ทั้งที่ประเทศเหล่านี้เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด จึงจำเป็นต้องเพิ่มการสนับสนุนทางการเงินอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังเป็นข้อถกเถียงสำคัญคือการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แม้ตุรกีและออสเตรเลียจะสนับสนุนแถลงการณ์เรียกร้องให้ทั่วโลกเปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ทั้งสองประเทศกลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังคงสนับสนุนโครงการพัฒนาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่

โบเวนเสนอว่า แนวทางลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลควรมุ่งเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนให้เพียงพอ จนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะที่คูรุมมองว่า โลกกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอยู่แล้ว และการถกเถียงเรื่องถ้อยคำในข้อตกลงอาจไม่ช่วยสร้างความคืบหน้าเพิ่มเติม

สำหรับการประชุม COP31 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ตุรกีและออสเตรเลียเตรียมผลักดันเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือน ธุรกิจ อุตสาหกรรม และการขนส่งทั่วโลก จากปัจจุบันประมาณร้อยละ 21 เป็นร้อยละ 35 ภายในปี 2035

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การสร้างข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และการเพิ่มเงินทุนช่วยเหลือประเทศเปราะบาง ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญว่าประชาคมโลกสามารถเปลี่ยนคำมั่นด้านสภาพภูมิอากาศให้กลายเป็นการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมได้มากน้อยเพียงใด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง