5 เหตุผลที่ควรทำเพจความรู้ ด้านสิ่งแวดล้อม สร้างตัวตนออนไลน์ เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล ตอนนี้หลายคนมากอยากออกมาทำเพจ อยากสร้างตัวตนออนไลน์ โดยเฉพาะคนที่มีความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว แต่ก็คิดแล้วคิดอีก ทั้งกลัวทั้งกังวลว่าคนจะคิดยังไงกับเรา คนจะหาว่าทำอะไรไปเรื่อยเปื่อยไหม หรืออะไรก็ตามแต่ อย่าเพิ่งถอดใจล้มเลิกความตั้งใจค่ะ เพราะบทความนี้จะทำให้ความคิดกลัวเหล่านั้นหายไปได้ และอ่านๆจบแล้วจะค่อยๆ มองภาพออกว่าทำไมเราควรทำเพจค่ะ เพราะจากที่ผู้เขียนได้มีประสบการณ์มานั้นมีหลายอย่างน่าสนใจมากค่ะ เพราะพบว่าเพจด้านสิ่งแวดล้อมโตได้ ไม่ต่างจากเพจการเงิน เพจการพัฒนาตัวเอง หรือเพจด้านสุขภาพ มีคนเคยบอกผู้เขียนว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม คนก็ยังมีปัญหาเรื่องสุขภาพ อันนี้ถูก แต่สิ่งที่ผู้เขียนคิดต่อได้คือ ยิ่งเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ปัญหาสิ่งแวดล้อมยิ่งหนักขึ้นและมันเชื่อมโยงกับความเป็นอยู่และสุขภาพของคนเรา ซึ่งสิ่งนี้น่าสนใจมากค่ะ เพราะอย่าลืมนะคะว่าสมมติผู้ชายคนหนึ่งไม่ได้มีปัญหาเรื่องสุขภาพเลย การเงินก็ดี ความสัมพันธ์ดี อะไรดีหมด แต่เขาไม่มีทางหนีเรื่องขยะหรือปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้ เพราะปัญหามลพิษเวลาเกิดขึ้นแล้วจะกลายเป็นปัญหาส่วนรวมทันที บ้านผู้ชายคนนั้นก็โดน และนั่นคือโอกาสและด้วยเหตุผลต่อไปนี้เราต้องออกมาทำเพจค่ะ 1. สินค้าความรู้ไม่มีวันเน่าเสีย สินค้าความรู้มีจุดเด่นที่แตกต่างจากสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป คือ ความไร้รูปธรรมแต่ยั่งยืนค่ะ เนื่องจากความรู้ถูกจัดเก็บในรูปแบบของเนื้อหาดิจิทัล หรือประสบการณ์ ซึ่งไม่ต้องเผชิญกับปัญหาการเสื่อมสภาพทางกายภาพเหมือนอาหารหรือเครื่องจักรที่ต้องมีวันหมดอายุหรือสึกหรอตามกาลเวลา ความรู้ที่ถูกรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบจะคงสภาพความสมบูรณ์ไว้ได้ตลอดกาล และสามารถส่งต่อหรือเข้าถึงกี่ครั้งก็ได้โดยที่คุณภาพของเนื้อหาดั้งเดิมไม่ลดน้อยถอยลงค่ะ นอกจากจะไม่เน่าเสียแล้ว สินค้าความรู้ยังมีคุณสมบัติในการงอกเงยและทันสมัยได้ตลอดเวลา เพราะคุณค่าของความรู้มักจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการนำไปประยุกต์ใช้หรือต่อยอดร่วมกับข้อมูลใหม่ๆ แม้ว่าบริบทของโลกจะเปลี่ยนไปจนทำให้ความรู้บางส่วนดูล้าสมัย แต่โครงสร้างหรือหลักการพื้นฐานที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้จริง จะยังคงเป็นสินทรัพย์ทางปัญญาที่ทรงพลัง ซึ่งสามารถนำมาปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยได้ง่ายกว่าการผลิตสินค้าใหม่ทั้งหมด ความรู้จึงเป็นสินค้าที่มีวงจรชีวิตยาวนานและสามารถสร้างมูลค่าซ้ำได้ไม่รู้จบค่ะ 2. ความรู้คนเรียนคือคนตัดสิน ในการทำเพจด้านสิ่งแวดล้อม หลายคนมักติดกับดักความกลัวที่ว่า "คนจะเชื่อเราไหม" หรือ "ถ้าเขาถามหาใบปริญญาหรือที่มาของความรู้เราจะทำอย่างไร" ความกังวลเหล่านี้มักทำให้เราไม่กล้านำเสนอวิธีการใหม่ๆ ผ่านการทำเพจความรู้ แต่ในความเป็นจริงแล้วคนเรียนคือคนตัดสินเองเสมอ ต่อให้เรามีวุฒิการศึกษาสูงส่งแค่ไหน หากสิ่งที่นำเสนอไม่สามารถตอบโจทย์หรือแก้ปัญหาให้เขาได้ เขาก็ไม่เลือกรับไปใช้อยู่ดี ในทางกลับกันหากความรู้นั้น ชุดข้อมูลนั้นช่วยให้ชีวิตและสิ่งแวดล้อมของเขาดีขึ้นจริง เขาก็จะเป็นผู้ใช้อำนาจคัดเลือกความรู้นั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเอง โดยไม่เกี่ยงว่าที่มานั้นจะมาจากตำราเล่มไหน ดังนั้นหัวใจสำคัญของการสื่อสารความรู้ จึงไม่ใช่การพยายามพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้ทุกคนยอมรับเรานะคะ แต่เราจะเป็นเพียงคนที่ทำหน้าที่นำเสนอทางเลือกที่มีคุณค่าและพิสูจน์ได้จริงด้วยผลลัพธ์ผ่านการให้ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ เพราะอำนาจในการตัดสินใจเชื่อนั้นไม่ได้อยู่ที่ผู้ให้ข้อมูล แต่อยู่ที่ตัวผู้เรียนที่จะเป็นคนประเมินเองว่า ความรู้นั้นมีค่าพอที่จะนำไปลงมือทำหรือไม่ เมื่อเราเข้าใจว่าผู้เรียนคือคนเลือกสรรความรู้ด้วยตัวเขาเอง ความกังวลเรื่องการถูกตั้งคำถามเรื่องใบปริญญาจะลดน้อยลง และเปลี่ยนเป็นการมุ่งเน้นสร้างเนื้อหาที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ผู้คนได้จริงๆ แทนค่ะ 3. ยิ่งใช้ยิ่งมีมากขึ้น สินค้าความรู้มีลักษณะพิเศษคือยิ่งใช้ยิ่งมีมากขึ้น เพราะในขณะที่ทรัพยากรทางกายภาพจะหมดเปลืองไปตามการใช้งาน แต่ความรู้กลับยิ่งงอกเงยและคมชัดขึ้นทุกครั้งที่มีการถ่ายทอดหรือนำไปปฏิบัติ เมื่อเรานำเนื้อหาด้านสิ่งแวดล้อมมาแบ่งปันผ่านเพจ ความรู้นั้นไม่ได้หายไปจากตัวเราค่ะ แต่กลับถูกขัดเกลาให้เป็นระบบและแตกฉานยิ่งขึ้นจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้คน ยิ่งมีการนำความรู้ไปใช้ในบริบทที่หลากหลายมากเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านั้นก็จะยิ่งถูกเติมเต็มด้วยประสบการณ์จริง จนกลายเป็นสินทรัพย์ทางปัญญาที่ทรงพลังและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนผู้ใช้ ในแง่ของการสร้างคุณค่า การที่ความรู้ไม่ลดน้อยลงเมื่อถูกแบ่งปันทำให้กลายเป็นสินค้าที่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้ไม่มีที่สิ้นสุด แม้ผู้สร้างอาจจะเคยมีความกังวลเรื่องการยอมรับหรือใบปริญญา แต่เมื่อความรู้ถูกส่งออกไปและคนเรียนที่เป็นคนตัดสินเลือกนำไปใช้จนเกิดผลลัพธ์ ชุดความรู้เดิมก็จะวิวัฒนาการไปสู่แนวทางใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ชีวิตได้ดียิ่งขึ้น ความรู้นั้นจึงไม่มีวันเน่าเสียหรือล้าสมัยตราบใดที่ยังมีการนำไปประยุกต์ใช้ เพราะทุกการลงมือทำคือการสร้างความรู้ชุดใหม่ที่ย้อนกลับมาหล่อเลี้ยงต้นทุนทางปัญญาเดิมให้เติบโตอย่างยั่งยืนค่ะ 4. มีต้นทุนเพิ่มขึ้นแทบจะเป็นศูนย์ เมื่อเราสร้างสินค้าความรู้สำเร็จแล้ว ไม่ว่าจะเป็น E-book คอร์สออนไลน์ หรือคู่มือเทคนิคการจัดการสิ่งแวดล้อม ต้นทุนส่วนใหญ่จะหนักอยู่ที่การผลิตครั้งแรกเท่านั้น ซึ่งใช้เวลาและความเชี่ยวชาญ แต่หลังจากนั้นเมื่อมีคนมาซื้อหรือเรียนเพิ่มเป็นคนที่ 100 หรือคนที่ 1,000 เราแทบไม่ต้องจ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง หรือค่าแรงในการผลิตซ้ำใหม่เลยค่ะ โดยความรู้นั้นสามารถถูกคัดลอกและส่งต่อผ่านระบบดิจิทัลได้ทันที ทำให้กำไรที่ได้จากผู้เรียนคนต่อๆ ไปนั้นเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ความได้เปรียบเรื่องต้นทุนที่ต่ำลงนี้ยังส่งผลดีต่อคนเรียนด้วย เพราะทำให้เราสามารถส่งมอบความรู้ที่มีคุณค่ามหาศาลได้ในราคาที่เข้าถึงง่าย หรือแม้แต่แบ่งปันฟรีผ่านเพจเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง แต่ต้นทุนการผลิตที่ต่ำช่วยให้เรามีอิสระในการทดลองนำเสนอไอเดียใหม่ๆ ได้อย่างไม่จำกัด ยิ่งมีคนนำไปใช้และเห็นผลจริงมากเท่าไหร่ มูลค่าของความรู้นั้นก็จะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยที่เราไม่ต้องลงทุนเพิ่มเป็นตัวเงิน แต่ได้ผลกำไรกลับมาเป็นความน่าเชื่อถือและนวัตกรรมใหม่ๆ แทนค่ะ 5. สร้างคุณค่าได้ลึกซึ้งและยั่งยืนกว่า ธุรกิจความรู้มีความสามารถในการสร้างคุณค่าที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกว่าสินค้าทั่วไปค่ะเพราะเป็นการหยิบยื่นการเปลี่ยนแปลงให้กับตัวบุคคล ไม่ใช่เพียงการตอบสนองความต้องการชั่วคราว สินค้าทางกายภาพอาจให้ความพึงพอใจเพียงแค่ตอนใช้งาน แต่ความรู้ที่ผู้เรียนเลือกรับไปนั้นจะเข้าไปปรับเปลี่ยนวิธีคิด พัฒนาทักษะ และติดตัวเขาไปตลอดชีวิต ธุรกิจความรู้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตผู้เรียนคือคำตอบที่ทรงพลังที่สุด เพราะคุณค่าที่ลึกซึ้งเกิดจากการที่เขาสามารถนำความรู้ไปสร้างชีวิตหรือรักษาสิ่งแวดล้อมได้ด้วยมือของเขาเอง ในระยะยาวธุรกิจความรู้ยังสร้างความยั่งยืน ผ่านการสร้างสินทรัพย์ทางปัญญาที่ไม่มีวันเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ยิ่งความรู้ถูกนำไปใช้และบอกต่อ คุณค่าของมันยิ่งเพิ่มพูนขึ้นผ่านความน่าเชื่อถือและสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างผู้ให้และผู้รับ ที่ต่างจากสินค้าทั่วไปที่มีวงจรชีวิตสั้นและถูกทดแทนได้ง่ายด้วยราคาที่ถูกกว่า เมื่อคนเรียนเป็นผู้ตัดสินใจเชื่อในแนวทางที่เรานำเสนอจนเกิดผลสัมฤทธิ์ ธุรกิจนี้จึงไม่ได้ดำเนินไปเพียงเพื่อผลกำไรเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่เป็นการสร้างมรดกทางความคิดที่ยังคงงอกเงยและสร้างประโยชน์ให้สังคมได้ไม่รู้จบ แม้ในวันที่เราไม่ได้เป็นผู้ขับเคลื่อนด้วยตัวเองแล้วก็ตามค่ะ ก็จบแล้วค่ะ พอมองเห็นภาพกันบ้างแล้วใช่ไหมคะ โดยบทความนี้เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลในเพจของผู้เขียนชื่อว่า สิ่งแวดล้อมดี by Pchalisa เองค่ะ ที่ทำให้มองเห็นว่าคนต้องการข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่เขานำไปแก้ปัญหาในชีวิต ไม่ใช่ข่าวด้านสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เขากลัว หนักใจและเครียด หรือข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นเรื่องเชิงนโยบาย เพราะเขามองไม่ออกว่าเขาจะเริ่มต้นแก้ปัญหายังไงจากสถานการณ์จริง พอคนเริ่มไม่ได้เขาก็แค่เสพสื่อไปเรื่อยๆ เหมือนดูข่าว โดยคนก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ว่าควบคุมอะไรไม่ได้ คนอยากมีอำนาจควบคุมอะไรในชีวิตเขาได้ค่ะ ดังนั้นสื่อเราต้องทำให้เขารู้สึกแบบนั้นเลย ไม่ใช่กลัวจนหัวหดอย่างเดียว และพอผู้เขียนมาทำเพจทำให้เห็นคอมเมนต์หลายอย่างมากค่ะ เช่น ทำไมผมไม่เคยรู้สิ่งนี้มาก่อน น่าจะมีคลิปแบบนี้มากกว่านี้ในสังคม ล่าสุดมีผู้ชายคนหนึ่งบอกว่าผมชอบคอนเทนต์ในเพจนี้ มีผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าเขาเคยไปคุยเรื่องขยะอาหารแบบออฟไลน์กับคนอื่นๆ ไม่มีใครสนใจเลยหาว่าบ้าอีกต่างหาก มีส่งข้อความมาบอกส่วนตัวว่า “ชอบเพจนี้มาก เข้ากับที่กำลังสนใจเลย” มีคนกดลิงค์เพจ กดแชร์ นำเสียงในคลิปไปใช้ กดบันทึก มีผู้คนมากมายมาบอกถึงความในใจ บางคนบอกรู้สึกผิดที่ทิ้งขยะอาหารไป แต่ไม่รู้จะทำไง มีคนบอกผมอยากช่วยคนทำงานเก็บขยะ ผมเห็นใจเขามาก มีคอมเมนต์ประมาณนี้มาเรื่อยๆ เหมือนกันค่ะ จนทำให้ผู้เขียนมองว่าจริงๆ แล้วคนอาจมีความรู้ความเข้าใจไม่เพียงพอ หากคนที่มีความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมมาช่วยกัน จะทำให้พื้นที่ตรงนี้ขยายกว้างออกได้มากขึ้น เรื่องสิ่งแวดล้อมคนจะให้ความร่วมมือได้มากขึ้น คนจะมองภาพออกได้ง่าย โดยขอใช้บทความนี้เป็นพื้นที่ให้คนอื่นๆ ที่กำลังคิดจะเพจได้มองเห็นว่ามีความสำคัญมากในยุคนี้ค่ะ เพราะการจะจับคน 10,000 คนที่มาเห็นเพจไปห้องเรียน คงเป็นไปได้ยากมาก การทำเพจจึงเป็นช่องทางที่ดีที่สุดแล้วในตอนนี้ ดังนั้นใครที่พอจะเรียนรู้ได้ขอเชิญค่ะ เพราะถ้าตอนนี้ให้อาจารย์ของผู้เขียนมาทำเพจ ทำไม่ได้แน่นอน ไม่ใช่ไม่มีความรู้แต่เทคโนโลยีคืออุปสรรค ผู้เขียนในฐานะที่รับไม้ต่อมาจากที่ได้ไปเรียนรู้และมีประสบการณ์มา จึงตัดสินใจทำเพจด้านสิ่งแวดล้อมค่ะ เพจด้านสิ่งแวดล้อมทำอีบุ๊กได้ค่ะ ขายสินค้าต่างๆ ได้ แนบลิงค์สินค้าอย่างเช่น ปุ๋ยคอก ช้อนส้อมพรวนดิน ถังแยกเศษอาหาร ถุงผ้าลดโลกร้อน ถุงเก็บใบไม้ ขี้ไก่อัดเม็ด ต้นผัก เมล็ดพันธุ์ผักได้หมดค่ะ ถุงมือทำสวน ปุ๋ยหมัก ก้อนดับกลิ่นส้วม อีเอ็ม ถังพลาสติกนำไปทำถังหมักปุ๋ย ฯลฯ แถมมีทักมาถามซื้อผักจากเราโดยตรงก็มีค่ะ ซึ่งก็หลากหลายค่ะ หากเราต่อยอดไปทำสินค้ารักษ์โลกของตัวเองยิ่งมีความเป็นไปได้ และจากที่ผู้เขียนได้ส่องหลายๆ เพจแนวๆ สิ่งแวดล้อมหรือประมาณว่าปลูกผักปลอดสารพิษ บางเพจไม่มีประเด็นเวลานำเสนอข้อมูล เช่น โพสต์ว่า “มาค่ะทุกคน มาเก็บผักกัน” ผู้เขียนมองว่าข้อมูลประมาณนี้ได้ยอดวิว แต่การเปลี่ยนแปลงในสังคมเกิดยากมาก เพราะมีหลายคนอยากปลูกผัก แต่เขาไม่รู้จะเริ่มยังไง ที่จะคล้ายด้านสิ่งแวดล้อม หากเราไปถ่ายถังขยะที่มีขยะล้นถัง แล้วบอกว่า “ทำไมพากันทิ้งขยะแบบนี้” อย่างมากคนก็พากันคอมเมนต์ด่าคนที่ทิ้งขยะ แต่เราต้องสร้างประเด็นขึ้นมาค่ะ เช่น รู้ไหมคะว่าการทิ้งขยะแบบนี้ส่งผลเสียยังไงบ้าง จากนั้นบอกเคล็ดลับนิดหน่อยในการจัดการขยะอย่างง่าย แล้วขายถังขยะ แบบนี้พอจะมองภาพออกไหมคะ ไปค่ะทุกคนไปทำเพจด้านสิ่งแวดล้อมกันเลยดีกว่า #ธุรกิจความรู้ #สร้างตัวตนออนไลน์ #เพจความรู้ #ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม #ทำงานออนไลน์ เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก ถ่ายภาพโดย Jannoon028 จาก FREEPIK และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา เฟชบุ๊กเพจ สิ่งแวดล้อมดี by Pchalisa จาก Facebook เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล ทริคทำเพจด้านสิ่งแวดล้อม บนเฟซบุ๊ก ให้ได้รับความนิยม+ทำเงิน 9 ทริคสร้างจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม ให้คนรักษ์โลก แบบไม่บังคับ 9 แนวทางการดูแลสุขภาพ ในยุควิกฤตสิ่งแวดล้อม ต้องทำอะไรบ้าง เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !