UN ชี้ โลกเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต ย้ำต้องร่วมมือจริงจังและลงมือทันที

สำนักงานบริการโครงการแห่งสหประชาชาติ หรือ UNOPS ภายใต้สหประชาชาติ เตือนโลกเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต จี้สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์ุมซ หวั่นคน 45 ล้านเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารขั้นรุนแรง
ทีมข่าว TNN World สัมภาษณ์พิเศษ Jorge Moreira da Silva ผู้อำนวยการ UNOPS และรองเลขาธิการสหประชาชาติ ในโอกาสเดินทางมาเข้าร่วมประชุม IMF-World Bank Annual Meetings ประจำปี 2026 ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
Jorge Moreira da Silva ชี้ว่าโลกกำลังเผชิญวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่สงคราม ความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร ไปจนถึงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเผยกลไกสหประชาชาติอำนวยความสะดวกให้เรือขนส่งสินค้าจำเป็นผ่านช่องแคบฮอร์มุซพร้อมดำเนินการภายใน 7-10 วัน แต่ยังรอความเห็นชอบจากผู้เล่นสำคัญในสงครามตะวันออกกลางอย่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เขายังเตือนอีกว่า หากวิกฤตยืดเยื้อ อาจมีประชาชนราว 45 ล้านคนเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารขั้นรุนแรง
ท่ามกลางการประชุมประจำปี IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ ประเด็นเศรษฐกิจโลกเป็นหนึ่งในวาระสำคัญ ซึ่งคำถามที่น่ากังวลอาจไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตได้มากแค่ไหน แต่คือประเทศต่างๆ จะรับมืออย่างไร เมื่อวิกฤตหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน และผลกระทบนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพื้นที่ขัดแย้ง…
Jorge Moreira da Silva มองว่า โลกกำลังเผชิญสิ่งที่เรียกว่า “Polycrisis” หรือภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต ซึ่งความเสี่ยงหลายด้านเชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อกัน ตั้งแต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเหลื่อมล้ำและความยากจน ไปจนถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
ความกังวลสำคัญในเวลานี้คือการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ ทั้งในช่องแคบฮอร์มุซ ทะเลแดง และทะเลดำ ซึ่งอาจกระทบต่อการขนส่งพลังงาน วัตถุดิบสำหรับการผลิตปุ๋ย และห่วงโซ่อุปทานอาหารทั่วโลก ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์เอลนีโญระดับรุนแรงที่เขากล่าวถึงยังซ้ำเติมสถานการณ์ โดยเฉพาะในประเทศที่มีความเปราะบางสูง
Jorge Moreira da Silva เน้นย้ำว่า การแก้ปัญหาไม่อาจพึ่งมาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเดินหน้าทั้งการช่วยเหลือประเทศและประชากรที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ควบคู่ไปกับการลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับวิกฤตในอนาคต
“ปัญหาคือไม่ได้มีความเสี่ยงเพียงเรื่องเดียว
เรากำลังเผชิญภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤตที่มีความเสี่ยงหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน
และนั่นทำให้สถานการณ์ครั้งนี้แตกต่างออกไป”
และการเปลี่ยนแปลงสภาภูมิอากาศไม่ใช่ปัญหาที่จะหายไปในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้น ประเทศต่างๆ จึงจำเป็นต้องลงทุนเพื่อสร้างความยืดหยุ่นและพัฒนาประเทศให้พร้อมรับแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นอีก
เมื่อวิกฤตโลกกระทบแต่ละประเทศไม่เท่ากัน
“เราไม่สามารถปล่อยให้ประเทศหนึ่ง
ต้องแก้ปัญหาของตัวเองเพียงลำพังได้”
แม้ความขัดแย้งและวิกฤตเศรษฐกิจจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก แต่ Jorge Moreira da Silva ชี้ว่า ประเทศกำลังพัฒนาและประชากรกลุ่มเปราะบางมักได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าประเทศอื่น
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงแค่การที่แต่ละประเทศต้องมานั่งแก้ปัญหาของตัวเองเท่านั้น แต่เป็นการหาจุดสมดุลระหว่างความรับผิดชอบภายในประเทศกับความร่วมมือจากประชาคมระหว่างประเทศ โดยรัฐบาลแต่ละประเทศต้องดำเนินนโยบายของตัวเอง ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อให้ประเทศพร้อมรับมือกับความเสี่ยง
ทว่า ในอีกด้านหนึ่ง ประชาคมระหว่างประเทศก็ต้องแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่ปล่อยให้ประเทศใดประเทศหนึ่งต้องรับมือกับปัญหาเพียงลำพัง ซึ่งบทเรียนจากเมื่อครั้งการระบาดของโควิด-19 หรือแม้แต่วิกฤตพลังงาน วิกฤตอาหาร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นว่า แม้วิกฤตจะเกิดขึ้นในระดับโลก แต่ผลกระทบกลับกระจายตัวอย่างไม่เท่าเทียมกัน
เมื่อกล่าวถึงแนวทางแก้ไข เขาระบุว่า จำเป็นต้องมีทั้งเงินทุนเพื่อการพัฒนา เงินทุนเงื่อนไขผ่อนปรน การยกระดับการค้าและห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนความร่วมมือทางการทูตเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เป็น้นเหตุของการหยุดชะงัก เพราะแม้จะมีเงินทุนมากเพียงใด ก็ไม่อาจแก้ปัญหาที่ต้องอาศัยการตัดสินใจทางการเมืองได้ทั้งหมด
“ฮอร์มุซ” จุดเปลี่ยนเกม
หนึ่งในประเด็นที่ Jorge Moreira da Silva ต้องการให้ประชาคมโลกให้ความสำคัญมากขึ้น คือผลกระทบจากการหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซต่อความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งอาจรุนแรงกว่าที่หลายคนคาดคิด
เขาระบุว่า ก่อนหน้านี้ ปุ๋ยประมาณหนึ่งในสามของโลกเคยขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่น้ำมันดิบประมาณ 38% ที่เขากล่าวถึงมีความเกี่ยวข้องกับเส้นทางดังกล่าว
แต่เมื่อเส้นทางขนส่งหยุดชะงัก ผลกระทบระยะแรกย่อมเกิดกับประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าจากภูมภาคนี้ในจำนวนที่ค่อนข้างสูง และเมื่อวิกฤตยืดเยื้อ ผลกระทบก็ได้ขยายไปทั่วโลก แม้แต่ประเทศที่ผลิตปุ๋ยได้เองก็ไม่สามารถผลิตได้เต็มกำลัง หากขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
นี่คือเหตุผลที่วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของพลังงานหรือราคาน้ำมันที่เราต้องกังวลอยู่ทุกครั้งเวลาไปเติมน้ำมัน แต่มันกำลังเชื่อมโยงไปถึงภาคเกษตรกรรม ต้นทุนการผลิตอาหาร และค่าครองชีพของประชาชน
Jorge Moreira da Silva อ้างถึงการประเมินของโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ หรือ World Food Program – WFP ว่า หากการหยุดชะงักบริเวณช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้รับการแก้ไข อาจมีประชาชน 45 ล้านคนเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารขั้นรุนแรง ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าอาหารที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมาก
เขาเตือนว่า วิกฤตด้านอาหารอาจยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังมีโอกาสที่จะรุนแรงขึ้นอีกหากการหยุดชะงักยังคงดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า สถานการณ์นี้ยังสามารถป้องกันไม่ให้ลุกลามเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมได้ หากประชาคมระหว่างประเทศเร่งหาทางออกร่วมกัน
เปิดกลไก UN ที่ยังค้างเติ่งกลางทาง
ในฐานะผู้ประสานงานคณะทำงานของสหประชาชาติว่าด้วยช่องแคบฮอร์มุซ Jorge Moreira da Silva เปิดเผยว่า สหประชาชาติได้ออกแบบกลไกเพื่ออำนวยความสะดวกให้เรือขนส่งสินค้าจำเป็นสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งยังไม่คลี่คลาย
กลไกดังกล่าวพัฒนาขึ้นโดยอาศัยประสบการณ์จากการดำเนินการของสหประชาชาติในพื้นที่อื่น เช่น การติดตามและตรวจสอบเรือที่เดินทางจากจิบูตีไปยังเยเมน และการตรวจสอบความช่วยเหลือที่เข้าสู่ฉนวนกาซา
สำหรับกลไกที่เสนอขึ้นไปในกรณีช่องแคบฮอร์มุซนั้น จะครอบคลุมตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเรือ การประสานการเดินเรือเพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้ง การติดตามและตรวจสอบท่าเรือต้นทาง การติดตามเส้นทางของเรือไปจนถึงการรายงานผลการดำเนินงาน ซึ่งกลไกดังกล่าวได้รับการออกแบบไว้แล้ว และต้องใช้เวลาประมาณ 7-10 วันในการเริ่มดำเนินงาน หากได้รับความเห็นชอบจากสหรัฐฯ และอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญในขณะนี้คือการที่สหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังต้องตกลงกันเพื่อเปิดทางให้กลไกนี้ทำงานได้
“เราไม่ควรต้องรอจนกว่าจะมีข้อตกลงใหญ่ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ
จึงจะอนุญาตให้เรือบางส่วนผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันวิกฤตด้านมนุษยธรรม”
อย่างไรก็ตาม Jorge Moreira da Silva อธิบายว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความซับซ้อนและมีหลายประเด็นที่ต้องหาข้อตกลงร่วมกัน แต่ในระหว่างที่การเจรจายังดำเนินอยู่นั้น เขาก็ต้องการให้ทั้งสองฝ่าย รวมถึงประเทศในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียพิจารณาเปิดทางให้สหประชาชาติดำเนินกลไกดังกล่าวควบคู่กันไป
เขาระบุว่า หากมีเรือขนส่งสินค้าจำเป็นผ่านช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 5-7 ลำต่อวัน ก็อาจเพียงพอสำหรับการขนส่งปุ๋ยไปยังประเทศที่ได้รับผลกระทบหลายแห่ง รวมถึงไทย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา บังกลาเทศ ซูดาน โซมาเลีย โมซัมบิก และแทนซาเนีย
ในมุมมองของเขา การดำเนินการเช่นนี้เป็นแนวทางที่ทำได้จริง และสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่การหยุดชะงักของการขนส่งจะลุกลามเป็นวิกฤตด้านอาหารได้
เขายังระบุว่า มีสัญญาณเชิงบวกบางประการ ทั้งจำนวนประเทศที่สนับสนุนกลไกของสหประชาชาติที่เพิ่มขึ้น และการที่สหรัฐฯ กับอิหร่านได้หารือกับสหประชาชาติเพื่อทำความเข้าใจข้อเสนอมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่ถือว่ามีข้อตกลงที่ทำให้กลไกสามารถเริ่มดำเนินการได้แล้ว
เสรีภาพในการเดินเรือคือเป้าหมาย
แต่ต้องช่วยคนให้ทันก่อนวิกฤตลุกลาม
Jorge Moreira da Silva ย้ำว่า เป้าหมายระยะยาวยังคงเป็นการฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรืออย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในช่องแคบฮอร์มุซ บริเวณบับ เอล-มันเดบในทะเลแดง และในทะเลดำ
แต่ในระหว่างที่ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เขาเห็นว่าประชาคมระหว่างประเทศไม่ควรรอให้ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติก่อน จึงค่อยดำเนินการช่วยเหลือ
“เราต้องมุ่งไปสู่ทางออกที่ดีที่สุด
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องลงมือทำในตอนนี้”
เขาระบุว่า ความเสี่ยงในปัจจุบันน่ากังวลอย่างยิ่ง และการหาทางออกระยะสั้นจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับความพยายามทางการทูต รวมถึงการจัดหาเงินทุนและสภาพคล่องเพื่อสนับสนุนภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
ในการประชุมที่เขาร่วมจัดกับ Ajay Banga ประธานธนาคารโลก ระหว่างการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 มีการเชิญประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตมาหารือร่วมกัน รวมถึงประเทศไทย
เขากล่าวว่า เสียงสะท้อนจากประเทศเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะช่วยให้เห็นว่าผลกระทบไม่ได้เป็นเพียงความกังวลในเชิงคาดการณ์ แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงและกำลังส่งผลต่อประเทศต่างๆ แล้ว
ไทยในฐานะเจ้าภาพและบทบาท “Trusted Connector”
นอกจากผลกระทบจากสงครามและการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือแล้ว อีกประเด็นที่น่าจับตาจากการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 คือบทบาทของประเทศไทยในฐานะ “Trusted Connector” หรือประเทศที่มุ่งเชื่อมโยงผู้เล่นต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างน่าเชื่อถือ ดังที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทยได้กล่าวไว้ ในโลกที่การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจซับซ้อนขึ้น
เมื่อถามว่าไทยควรเรียนรู้อะไรจากวิกฤตโลกครั้งนี้ Jorge Moreira da Silva มองว่า ประเทศไทยกำลังวางตำแหน่งตัวเองในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยง ทั้งด้านการค้าและการทูต โดยบทบาทดังกล่าวไม่ได้สะท้อนผ่านนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเห็นได้จากการที่ประเทศไทยเป็นที่ตั้งของสำนักงานระดับภูมิภาคของ UNOPS ซึ่งดูแลภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก รวมถึงการเป็นที่ตั้งของหน่วยงานสหประชาชาติอื่น ๆ
เขามองว่า สิ่งนี้สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับพหุภาคีนิยม หรือความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนการเป็นประเทศที่มีภาคเอกชนเข้มแข็ง เปิดรับการค้าและการเชื่อมโยงกับนานาชาติ ขณะเดียวกัน ภาคประชาสังคมและคนรุ่นใหม่ก็มีบทบาทในการสร้างงานและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ
“ประเทศไทยกำลังมีบทบาทในฐานะศูนย์กลางระดับโลก
ทั้งด้านการค้าและพหุภาคีนิยม
และผมคิดว่าบทบาทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง
ในบริบทของความร่วมมือพหุภาคี”
คำตอบดังกล่าวสะท้อนว่า จุดแข็งของไทยในสายตา UNOPS ไม่ได้อยู่ที่การเป็นเพียงตลาดหรือฐานการผลิตในภูมิภาค แต่ยังรวมถึงการเป็นพื้นที่ที่ความร่วมมือระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และภาคส่วนต่างๆ สามารถมาพบกันได้
อย่างไรก็ตาม การมีสถานะเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น คำถามสำคัญสำหรับไทยคือ จะต่อยอดบทบาทนี้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญความเสี่ยงจากสงคราม ความมั่นคงทางพลังงาน และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน
เพราะในโลกที่แตกขั้วมากขึ้น ความสำคัญของการเป็นตัวเชื่อมไม่ได้อยู่ที่จำนวนประเทศที่ไทยสามารถติดต่อด้วย แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างความร่วมมือที่ดำเนินต่อไปได้จริง และช่วยให้ประเทศกับประชาชนรับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
