DELTA กำไร Q3/69 แตะ 7,757 ลบ. โต 4.3% YoY ต่ำคาด กดดันจากต้นทุนและสินค้าคงคลัง

#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #ตลาดหุ้น #SET #DELTA กำไร Q3/69 แตะ 7,757 ลบ. โต 4.3% YoY ต่ำคาด กดดันจากต้นทุนและสินค้าคงคลัง
บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จำนวน 7,757 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 27.7% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่รายได้จากการขายเติบโต 42.4% YoY สู่ระดับ 75,801 ล้านบาท จากความต้องการผลิตภัณฑ์ด้านพลังงานและระบบไฟฟ้าสำหรับศูนย์ข้อมูลที่รองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการยังเผชิญแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการตั้งประมาณการหนี้สินภาษีเพิ่มเติม
รายได้จากการขายในไตรมาสดังกล่าวเพิ่มขึ้น 16.3% จากไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากผลิตภัณฑ์หลักในหลายกลุ่มธุรกิจ ทั้งเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบกำลังไฟฟ้าสำหรับศูนย์ข้อมูล โซลูชันระบายความร้อน โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบเครือข่าย และ Edge Computing ซึ่งเติบโตต่อเนื่องตามการใช้งาน AI
บริษัทระบุว่า กลุ่มพลังงานและระบบกำลังไฟฟ้าสำหรับศูนย์ข้อมูลยังขยายตัวแข็งแกร่งจากการลงทุนเพื่อรองรับ AI ขณะที่ความต้องการโซลูชันระบายความร้อนเพิ่มความสำคัญตามการพัฒนาระบบประมวลผลสมรรถนะสูง ส่วนธุรกิจพลังงานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวอย่างจำกัดในไตรมาสนี้
ด้านกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20,697 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.2% YoY และ 18.5% QoQ โดยอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 27.3% ลดลงจาก 28.3% ในปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นจาก 26.8% ในไตรมาสก่อน บริษัทระบุว่ากำไรขั้นต้นได้รับแรงหนุนจากสัดส่วนสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น และการรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากทิศทางเงินบาทที่อ่อนตัว อย่างไรก็ตาม การตั้งสำรองสินค้าคงคลังในระดับสูงและต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นยังเป็นปัจจัยกดดัน
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา อยู่ที่ 12,846 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.4% จากปีก่อน และ 13.1% จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากค่าธรรมเนียมสิทธิบัตรที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการผลิตและแนวโน้มการขายสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีของบริษัทแม่ในไต้หวัน รวมถึงค่าใช้จ่ายอากรส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการเรียกเก็บของรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าขนส่งที่ยังอยู่ในระดับสูง
กำไรสุทธิจากการดำเนินงานอยู่ที่ 7,851 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% YoY และ 28.4% QoQ โดยบริษัทบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 503 ล้านบาท รายได้ค่าสิทธิ 378 ล้านบาท รวมถึงรายได้ชดเชยการผิดสัญญาทางการค้าและรายได้อื่น ขณะเดียวกันมีการตั้งประมาณการหนี้สินภาษีส่วนเพิ่ม 1,363 ล้านบาท ตามกฎภาษีเงินได้เสาหลักที่สอง (Pillar Two) ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผลกำไรสุทธิไตรมาสนี้
ในด้านการผลิต บริษัทเร่งเพิ่มกำลังการผลิตจากโรงงานใหม่ 2 แห่งในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาสก่อน ช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตและการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า ขณะที่การย้ายฐานการผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนมายังนิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ยังดำเนินไปตามแผน แม้สถานการณ์ขาดแคลนวัตถุดิบเริ่มคลี่คลาย แต่บริษัทยังมีคำสั่งซื้อรอส่งมอบจำนวนมากและต้องบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างระมัดระวัง
สำหรับฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 212,875 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% จากสิ้นปี 2568 โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 8,078 ล้านบาท ขณะที่สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 68,950 ล้านบาท จาก 34,731 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 เพื่อรองรับยอดขายและบรรเทาความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
