Charlie Munger นักลงทุนคู่หูของ Warren Buffett แม้ตัว Munger จะล่วงลับไปแล้ว แต่แนวคิดสำคัญในด้านการลงทุนของเขายังมีค่า สอดคล้องกับหลักของเต๋า สไตล์เดียวกับ Buffett มันมีแง่มุมบางอย่างที่ David Clark อยากจะนำสิ่งที่เขาพูด มาขยายความเพิ่มขึ้นอีก The TAO of Charlie Munger จึงเป็นหนังสือย่อยง่าย สำหรับคนที่เข้าใจโลกของการลงทุนหุ้นและการทำธุรกิจมาบ้างแล้ว ผลงานโดย David Clark แปลโดย พิริยะ พาณิชย์ชะวงศ์ ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.การอุปทานหมู่เป็นการเชื้อเชิญให้เกิดการถดถอยไปสู่ค่าเฉลี่ย...ชาร์ลีบอกกับเราว่า หากเราลงทุนในกองทุนดัชนี เราจะทําได้ไม่ดีไปกว่านักลงทุนโดยเฉลี่ย เราจะไม่สามารถผลักตัวเองออกจากค่าเฉลี่ยได้ และค่าเฉลี่ยนี้ยังหมายถึงการพ่ายแพ้ได้ด้วย หากเราลงทุนในกองทุนดัชนีที่จุดสูงสุดของภาวะกระทิงและมันได้เกิดวิกฤตขึ้นในตลาด มันก็เป็นไปได้ว่าเราอาจจะต้องขาดทุนไปเป็นเวลาอีกหลายปี ในโลกของชาร์ลีนั้น เราจะซื้อเมื่อคนอื่นแห่กันขาย ซึ่งนับเป็นเรื่องยากหากเราหลงไปกับการอุปทานหมู่ของกระแสคนจํานวนมาก 2.EBITDA คือ "กําไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจําหน่าย ชาร์ลีเห็นว่าดอกเบี้ย ค่าเสื่อม และภาษี นั้นเป็นค่าใช้จ่ายจริงที่ต้องจ่าย ดอกเบี้ยและภาษีจําเป็นต้องจ่ายภายในปีปัจจุบัน ค่าเสื่อมเป็นต้นทุนที่ต้อง จ่ายในอนาคต ตัวอย่างเช่น ในเวลาที่โรงงานหรือเครื่องจักรจําเป็นต้องถูก การหาสิ่งใดมาทดแทนนั้นจําเป็นต้องใช้เงินทุน และเงินทุนก้อนนี้ สามารถทําลายธุรกิจที่อาจจะดูดีลงได้เลย ในความเห็นของชาร์ลี การใช้ EBITDA หากำไรของบริษัท มันจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง 3.เบนจามิน เกรแฮม บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า เขามองการเป็นเจ้าของหุ้นในแบบเดียวกันกับการเป็นเจ้าของธุรกิจ หากเรามองการลงทุน ในแง่ของการถือครองส่วนหนึ่งของธุรกิจ เราสามารถเห็นได้ว่าเรากําลังซื้อมันในราคาที่คุ้มค่าหรือสูงเกินไป 4.คนที่ว่ายน้ำเก่ง คือคนที่จะว่ายออกไปไกล และนําตัวเองไปสู่ปัญหา ส่วนคนที่ว่ายน้ําไม่เก่ง มักจะอยู่ใกล้ฝั่งในที่ปลอดภัย ในโลกการลงทุน มันหมายถึง คนที่มีไอคิวทางคณิตศาสตร์ในระดับสูง ที่ใช้โมเดลการซื้อขายที่ซับซ้อนซ่อน เงื่อนและนําพาตัวเองไปสู่ปัญหา ชาร์ลีไม่มีความสนใจในโมเดลคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน และกลยุทธ์ที่ปรมาจารย์ในวอลสตรีทใช้ในการหาประโยชน์จากการ แกว่งตัวของตลาดระยะสั้น ในทางตรงกันข้ามเขาสนใจในกลยุทธ์การลงทุนอย่างเรียบง่ายที่สามารถทำให้เขาได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมในระยะยาว นี่เป็นหลักการพื้นฐานของการพยายามไม่ทําอะไรโง่ๆ สำหรับชาร์ลี การทำอะไรโง่ๆ คือการจ่ายแพงกว่ามูลค่าของธุรกิจ 5.ปัญหาใหญ่เกี่ยวกับบรรดาอาจารย์สายการเงินคือ นอกจากจะยึดติดกับการกระจายความเสี่ยงที่แสนจะธรรมดาแล้ว ยังพร่ำสอนเรื่องทฤษฎีความมีประสิทธิภาพของตลาด (efficient market theory) โดยหลักๆ แล้วทฤษฎีนี้จะพูดถึงว่าตลาดนั้นมีประสิทธิภาพในตัวเอง ดังนั้นไม่มีใครที่จะสามารถเอาชนะได้ และพวกเราจึงต้องยอมจำนนต่อผลลัพธ์ในระดับค่าเฉลี่ย สิ่งที่อาจารย์เหล่านี้พลาดไปคือ ในมุมมองระยะยาวนั้นบริษัทแต่ละบริษัทจะมีช่วงเวลาที่ไม่มีประสิทธิภาพอยู่ ก็คือตอนที่ตลาด “ประสิทธิภาพ” ในระยะสั้นได้ประเมินราคาคลาดเคลื่อนเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงเชิงเศรษฐกิจในระยะยาว อาจารย์ในสายการเงินซึ่งไม่เคยร่ำเรียนวิชาชีวประชากรอย่างที่ชาร์ลีได้เรียนมา จึงพบกับความยากลำบากในการทำความเข้าใจกลยุทธ์จำนวนมากที่สามารถส่งผลกระทบต่อกันได้ ในระดับที่ประสิทธิภาพในจุดหนึ่งสามารถก่อให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพในอีกจุดหนึ่งได้ 6.ผู้คนต่างมองหาวิธีที่ง่ายที่จะเรียนรู้ได้จากการอ่านหนังสือสักเล่ม ซึ่งจะทำให้พวกเขาร่ำรวย แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น นอกจากพวกเขาจะโชคดีมาก คุณอาจจะทำได้ดีกว่าจากการอ่านหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจให้มาก แทนที่จะอ่านหนังสือการลงทุนให้มาก นั่นเพราะว่าหากเราได้เรียนรู้ประวัติของรูปแบบและแผนธุรกิจมากมาย เราจะได้เรียนรู้ว่าธุรกิจจะต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก และพวกเขาผ่านมันมาได้อย่างไร เรายังได้เรียนรู้ว่าอะไรที่ทำให้พวกเขายอดเยี่ยมหรือย่ำแย่ ซึ่งจะทำให้เราพอเข้าใจว่าธุรกิจหนึ่งจะมีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวได้อย่างไร และเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราเห็นถึงการลงทุนที่ดีในระยะยาว 7.ชาร์ลีเติบโตมาในยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ในเวลาที่หากใครสักคนพอ จะหางานทำได้ จะต้องทำอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อให้มีอาหารประทังชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไปและประเทศเราเริ่มร่ำรวยขึ้น ชาวอเมริกันกลับเริ่มขี้เกียจ การมีวินัยในแบบที่ขับเคลื่อนให้คนทํางาน 10 ชั่วโมงต่อวัน และ 6 วันต่อ สัปดาห์ได้เลือนหายไป ในขณะที่ชาวเกาหลีนั้นมีความกระหายที่จะสำเร็จใน แบบเดียวกันกับบรรพบุรุษของเราแทน สิ่งที่ชาร์ลีกําลังบอกคือในเศรษฐกิจโลกใหม่ที่เราอยู่นี้ ผู้ชนะจะมาจากกลุ่มคนที่ทำงานหนักในแบบเดียวกันกับชาวเกาหลี ไม่ใช่คนที่ชนะมาจากวันก่อนๆ จนอ้วนท้วนสมบูรณ์ในทุกวันนี้ 8."ความแตกต่างระหว่างธุรกิจที่ดีและธุรกิจที่ไม่ดีคือ ธุรกิจที่ดีจะมาพร้อมกับการตัดสินใจที่ง่ายดาย ส่วนธุรกิจที่ไม่ดี ก็จะมาพร้อมกับการตัดสินใจที่เจ็บปวดเสมอ” 9.การลงทุนตลอดชั่วชีวิตและเป็นเจ้าของบริษัทต่างๆ ได้ให้บทเรียนกับชาร์ลี และวอเร็นมากมาย พวกเขาต่างเคยเป็นเจ้าของธุรกิจที่ไม่ดีมาทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า โรงงานผลิตกังหันลม โรงงานทอผ้า และสายการบิน เพราะพวกเขาต่างอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง โดยมีการฟาดฟันกันด้วยราคา ซึ่งส่งผลให้อัตรากําไร ของธุรกิจต่ำ กระแสเงินสดลดลง และทำให้โอกาสในการอยู่รอดในระยะยาวลดน้อยลงไป แต่บทเรียนที่เป็นทุกข์ของชาร์ลีและวอเร็นกลับเป็นผลดีกับเรา โดยทำให้เรารู้ว่าควรจะมองหาบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาวและสามารถปรับขึ้นราคาได้เมื่อต้องการ ทำให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากําไร และนํามาซึ่งกระแสเงินสดในระดับสูงที่จะสามารถนําไปลงทุนในโอกาสทางธุรกิจอื่นๆ ได้ต่อไป 10.“วิธีที่เราจะได้คู่ครองที่ดีคือ การทำตัวเราให้คู่ควรกับสิ่งที่เราจะได้.......เราจะได้รับในสิ่งที่เรา คู่ควรเสมอ คนดีมักจะดึงดูดคนดีเข้าหากัน เช่นกันกับที่คนไม่ดีมักจะดึงดูด คนไม่ดีเข้ามาในชีวิต เขาได้นําทฤษฎีนี้มาประยุกต์ใช้ในโลกธุรกิจ โดยการ ทำให้ Berkshire เป็นบริษัทที่ดีและน่าเชื่อถือในสายตาของบริษัทที่พวกเขาเข้าซื้อ.....เขาได้ดึงดูดบรรดาเจ้าของธุรกิจที่ต้องการจะขายธุรกิจที่พวกเขารักเข้ามาหาเขา คุณภาพดึงดูดคุณภาพ ไม่ว่าจะในโลกธุรกิจ หรือกับชีวิตคู่ก็ตาม 11.“กฎสามข้อของการประกอบอาชีพคือ (1) อย่าขายอะไรก็ตาม ที่แม้แต่คุณเองก็ไม่ต้องการซื้อ (2) อย่าทำงานให้ใครก็ตามที่คุณไม่ให้ความเคารพหรือชื่นชม และ (3) ร่วมงานกับคนที่คุณมีความสุขที่จะร่วมงานด้วย” คำแนะนําในด้านอาชีพการงานจากชาร์ลีถือเป็นของขวัญล้ำค่าเสมอ ทําไมเราถึงไม่ขายสิ่งใดที่เราไม่อยากจะซื้อกัน? นั่นเพราะว่าหนังสือทุกเล่ม ว่าด้วยเรื่องการขาย ต่างบอกกับเราว่าหากเราไม่ชอบ ไม่เข้าใจ หรือไม่เชื่อ ในสินค้าของเรา เราจะพบกับหายนะได้ในเวลาที่เราพยายามจะขายมัน นักขายที่ดีจะต้องเชื่อในสินค้าที่เขาจะขาย นี่คือหนึ่งในความลับแห่งความสำเร็จ ของเหล่านักขายทั้งหลาย ทําไมเราไม่ทำงานให้กับคนที่เราไม่ให้ความเคารพด้วยเล่า? นั่นเพราะว่าพวกเขาจะไม่มีอะไรมาสอนเราและจะไม่สามารถทำให้เราก้าวหน้าได้ทั้งในแง่ของชีวิตและสติปัญญา ทําไมเราจึงไม่ควรทำงานให้กับคนที่เราไม่มีความสุขที่จะร่วมงานด้วย? นั่นเพราะว่า ในชีวิตการทำงานและการมีชีวิตที่ดีนั้น เราจำเป็นต้องรักในสิ่งที่เราทำและกับคนที่เราใช้เวลาอยู่ด้วย หากเราต้องมาอมทุกข์ในที่ทำงาน แม้ว่าเราจะมีรายได้นับล้าน มันก็ไม่ถือว่าเป็นชีวิตที่ดีเลย 12.การอบรมคําสอนศาสนา (คริสต์) เป็นการสรุปคําสอนที่เคยใช้เพื่อสอนเหล่านักศึกษาหนุ่มสาว สิ่งที่ชาร์ลีกําลังจะเสริมอยู่คือ ปรัชญาที่บอกว่า จงละทิ้งเพื่อนและผู้ร่วมงานที่เชื่อถือไม่ได้ออกไป ซึ่งถูกตีความได้มากมาย อย่างการรวมตัวกันของครอบครัวใหญ่อาจกลายเป็นอดีตเมื่อใครสักคนไม่อยากมามีส่วนร่วมหากมีสมาชิกครอบครัวที่ไม่น่าไว้ใจ ในโลกธุรกิจ การไม่สามารถไว้เนื้อเชื่อใจพนักงานของ คุณเองหรือคู่ค้า อาจส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลอันมหาศาลประกอบกับ ความไร้ประสิทธิภาพ เพราะความไว้เนื้อเชื่อใจนั้นเปรียบได้กับสารหล่อลื่น ที่ช่วยให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปด้วยดี ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของกิจการรถบรรทุก หรือบริหารงานโรงพยาบาล ผู้จัดการของคุณจำเป็นต้องเชื่อได้ว่าสินค้าและวัตถุดิบที่พวกเขาสั่งซื้อไปจะถูกจัดส่งมาตรงเวลา หากมันไม่เป็นไปตามนั้น บริษัทจะต้องพบกับปัญหาใหญ่มาก นี่คือสิ่งที่ Charlie เคยพูดในที่ประชุมผู้ถือหุ้นจากหลายปีมารวมกัน สิ่งที่เซียนหุ้นคนนี้อยากจะบอกมีทั้งเรื่องของธุรกิจ การลงทุน รวมทั้งชีวิตส่วนตัว เครดิตภาพ ภาพปก โดย AI ภาพที่ 1 / 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 / 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ วิถีเต๋า วิถีบัฟเฟตต์ รีวิวหนังสือ DARKSIDE ตลาดหุ้นไทย รีวิวหนังสือ THE LITTLE BOOK OF MARKET WIZARDS เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !