เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ คนเราอยู่ในสังคมได้ยาก คือการที่คนญี่ปุ่นพยายามรักษาศีลธรรม คำสอนคุณงามความดี ความเชื่อ และกฏในสังคมแบบตรง ๆ ทำให้ชวนอึดอัดใจ ทั้งพยายามกดดันคนรอบข้างให้ทำตามอีกด้วย เช่น คนที่คิดว่า “หลังเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ควรยกเลิกงานรื่นเริงให้หมด” และมองว่าคนที่จัดงานรื่นเริงในเวลาแบบนี้ “ไม่รู้กาลเทศะ” ขอบคุณภาพจาก freepik.comคนพวกนี้ยังวิจารณ์คนที่หนีไปอยู่ต่างประเทศหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางตะวันออกของญี่ปุ่นว่าเป็นพวกไม่มีสำนึกรักบ้านเกิด พวกเขาคิดว่าหลังเกิดเหตุร้ายแบบนี้ ทุกคนต้อร่วมมือร่วมใจช่วยเหลือกันและยังพยายามสื่อสารให้คนญี่ปุ่นทุกคนเห็นพ้องต้องกันอีกด้วย คนที่มักเชื่อว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก เป็นคนคิดดีและทำเพื่อคนอื่น และทนไม่ได้หากมีใครคิดต่างจากตัวเอง พวกเขาจะหงุดหงิดเวลาที่คนอื่นไม่ทำสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้อง คนส่วนใหญ่จึงต่อต้านและโจมตีแม้กระทั่งคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเอง พวกเขาจะตั้งตนเป็นเหมือนตัวแทนคุณงามความดี และวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่มีความเห็นขัดแข้งกับตัวเอง เช่น บริษัทมืดเป็นสิ่งที่อภัยให้ไม่ได้ หรือ การทำงานล่วงเวลาโดยไม่มีวันหยุดเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เมื่อคนพวกนี้ชักดาบแห่งคุณงามความดีแล้วไล่ฟันคนอื่นไปทั่วแบบนี้ คนรอบข้างยอมถอยห่างและไม่อยากเข้าใกล้อีก การที่มีคนแบบนี้อยู่ในโลกและคอยยั่วยุฝ่ายตรงข้าม เช่น เราไม่ยอมรับพระเจ้าของพวกเธอหรอก หรือ พระเจ้าของพวกเธอก็แค่คนไร้สมองเป็นต้น เลยทำให้เกิดสงครามทางศาสนาขึ้น “การเชื่อว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกต้องคือความจองหอง” แต่จริง ๆ แล้วความเชื่อที่ว่าเราคิดว่าเป็นดีงามนี้ไม่ได้มีอยู่จริงหรอก บางคนคิดว่า “หลังเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ควรยกเลิกงานรื่นเริงให้หมด” ขณะเดียวกันบางคนก็คิดว่า หากไม่มีงานรื่นเริงเศรษฐกิจจะไม่เดินและทำให้ไม่มีเงินมาช่วยเหลือผู้ประสบภัย เมื่อคนเราอยู่ในตำแหน่งต่างกันหรือมีประสบการณ์และมุมมองต่างกัน ย่อมมีความคิดและความเชื่อต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสามีและภรรยาหรือพ่อแม่และลูก ก็ย่อมมีสิ่งที่มองว่าถูกต้องแตกต่างกัน หากมีคนอยู่สิบคน ย่อมมีความเชื่อที่เจ้าตัวคิดว่าถูกต้องอยู่สอบแบบ เราจึงไม่อาจบอกได้ว่าความคิดไหนถูกต้อง ความคิดไหนผิด ขอบคุณภาพจาก freepik.comคนเรามีสิทธิ์เลือกที่เชื่อความคิดใด ๆ ได้ แม้แต่ทุกอย่างที่เขียนในหนังสือเล่มนี้ก็ล้วนเป็นความคิดส่วนตัวของเราเหมือนกัน เราจึงพยายามเลี่ยงใช้คำพูดที่เป็นการยัดเยียดคนอ่านว่า ต้องทำแบบนี้ หรือ จงทำแบบนี้ เนื้อหาในนี้อาจจะไม่ตรงใจทุกคน แต่คุณจะรู้สึกยังไงกับสิ่งที่เราเขียนนั้นก็เป็นสิทธิ์ของทุกคนค่ะ สิ่งที่เราเชื่อว่าถูกเป็นสิ่งที่ถูกต้องจริง ๆ แต่การพยายามยัดเยียดความเชื่อนั้นให้คนอื่นจะทำให้เราหงุดหงิดและก่อให้เกิดปัญหาตามมา สุดท้ายก็อาจถูกทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยวได้ เพราะฉะนั้นเวลาหงุดหงิดหรือโมโหเพราะคำพูดหรือพฤติกรรมของใครบางคน ให้ลองคิดทบทวนดูว่าทำไมเราถึงต้องโกรธ แล้วจะพบว่าความโกรธนั้นเกิดจากความเชื่อหรือความคิดว่า “เขาควรจะทำแบบนี้สิ” และจะเข้าใจได้ว่าถ้าเราไม่อยากหงุดหงิดหรือโมโหก็ต้องไม่ยัดเยียดคำว่า “ควรทำ” ให้คนอื่น เมื่อเราเข้าใจว่าทุกคนมีความคิดและความเชื่อเป็นของตัวเองยอมรับได้ว่าคนบนโลกล้วนมีร้อยพ่อพันแม้ คิดซะว่า “คนประเภทนี้ก็มี” ความรู้สึกหงุดหงิดก็จะลดน้อยลง ขอบคุณภาพจาก freepik.comหากเจอคนแบบนี้ให้เพิกเฉยไปซะ ในทางตรงกันข้าม หากเจอใครที่แย้งความคิดเห็นของคุณและดูถูกว่า “สิ่งที่คุณคิดมันผิด” แปลว่าเขาเป็นคนประเภทที่ไม่ยอมรับว่าคนบนโลกล้วนแตกต่างกัน หากเราโต้กลับไปว่า “ไม่ใช่อย่างนั้นนะ” หรือ คุณต่างหากที่ผิดเขาจะยิ่งโจมตีหนักขึ้น บางคนพอหงุดหงิดก็รีบเถียงกลับหรือบ่นซะนานเป็นชั่วโมง คนประเภทนี้เชื่อว่าความคิดของตัวเองถูกต้องเช่นเดียวกับคำสอนในศาสนา เป็นความดึงดันที่ไร้เหตุผล ต่อให้เราพูดอะไรไปก็ไม่ฟังมีแต่จะเสียเวลาเถียงด้วยเปล่า ๆ กรณีแบบนี้เราจะพูดตอบแบบเป็นกลางได้ เช่น งั้นหรือคะ จะคิดแบบนั้นก็คงได้นะคะ...” แหม แต่ละคนก็คงคิดไม่เหมือนกันหรอกใช่ไหมคะ หรือ อืม..” แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับเวลาและสถานที่ด้วยนะคะ ขอบคุณภาพจาก freepik.comเพราะถ้าหากเราพูดแบบนี้แล้วอีกฝ่ายยังโจมตีไม่หยุด ก็ให้เดินหนีไปเลยค่ะ หากเข้าไปยุ่งจะยิ่งรำคาญเปล่า ๆ ให้ตัดบทว่า “เรามีธุระด่วน ขอตัวก่อนนะคะ” แล้วหนีไปเลยดีกว่าค่ะ “คนส่วนใหญ่ที่เลิกไม่ได้ รู้สึกอึดอัดทั้งกับตัวเองและคนรอบข้าง ส่วนคนที่เลิกได้ ยอมรับว่า “คนเรามีร้อยพ่อพันแม่และจะไม่หงุดหงิด” ด้วยค่ะ ขอบคุณภาพปกจาก freepik.com