“AI-วิกฤตน้ำมัน” กดดันการค้าโลก

องค์การการค้าโลก (WTO) เผยแพร่รายงาน “แนวโน้มและสถิติการค้าโลก” (Global Trade Outlook and Statistics) ฉบับล่าสุดเดือนตุลาคม โดยปรับเพิ่มคาดการณ์ปริมาณการค้าสินค้าทั่วโลกในปี 2026 จะเติบโตที่ร้อยละ 3.9 เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 1.9 เมื่อเดือนมีนาคม และมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นแตะที่ร้อยละ 4.1 ในปี 2027 จากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ร้อยละ 2.6 ปัจจัยที่ส่งผลให้การค้าสินค้าทั่วโลกเติบโตมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากกระแสบูมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งมีแรงเหวี่ยงมากกว่าภาวะช็อกด้านพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันไป
น่าสนใจว่า เขตเศรษฐกิจในเอเชียจะมีบทบาทสำคัญที่สุดต่อการขยายตัวของปริมาณการค้าโลกเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ซึ่งวัดจากค่าเฉลี่ยทั้งการส่งออกและนำเข้า โดยเอเชียมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 4.0 จากอัตราการเติบโตทั้งหมดร้อยละ 3.9 หรือมากกว่าร้อยละ 100 ของการค้าที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด ส่วนภูมิภาคอื่น ๆ ก็น่าจะช่วยหนุนการเพิ่มขึ้นของปริมาณการค้าในปี 2026 โดยอเมริกาเหนือและยุโรปน่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 และร้อยละ 0.1 ตามลำดับ แต่ภูมิภาคอื่น ๆ ของโลกมีแนวโน้มจะฉุดปริมาณการค้าโลกราวร้อยละ 0.7 เพราะการส่งออกและนำเข้าในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ลดลงอย่างมาก
รายงานประเมินว่า ในปีนี้การส่งออกสินค้าของเอเชียจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.9 ซึ่งเป็นการเติบโตมากที่สุดในบรรดาภูมิภาคต่าง ๆ ส่วนการส่งออกของภูมิภาคอเมริกาเหนือคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 และแอฟริกาน่าจะโตร้อยละ 5.6 แต่การส่งออกของยุโรปน่าจะลดลงร้อยละ 0.1 และการส่งออกจากตะวันออกกลางคาดว่าจะลดลงถึงร้อยละ 17.2 จากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ
แต่การมีส่วนร่วมของภูมิภาคเอเชียต่อการเพิ่มขึ้นของปริมาณการค้าสินค้าจะแผ่วลงในปี 2027 เนื่องจากอัตราการเติบโตของการค้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจชะลอตัวลง ส่วนหนึ่งมาจากฐานที่สูงในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ 2 ของการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมจากภูมิภาคอื่น ๆ ของโลกน่าจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปีหน้า โดยอ้างอิงจากสมมติฐานที่ว่าผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะไม่ยืดเยื้อไปจนถึงปี 2027 อย่างไรก็ตาม หากสงครามยืดเยื้อมากกว่าสมมติฐานที่วางไว้ แนวโน้มในปีหน้าก็อาจแตกต่างจากที่ประเมินในปัจจุบันอย่างมาก
สำหรับการค้าภาคบริการมีแนวโน้มชะลอตัวลงนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการขนส่งและการเดินทางในภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญทั้งในแง่การขนส่งสินค้าและการเดินทางท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน การเดินทางในภูมิภาคอื่น ๆ ก็ชะลอตัวลงเช่นกัน เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงการบินที่สูงขึ้น ข้อจำกัดในการบินผ่านตะวันออกกลาง และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์
รายงานประเมินว่าปริมาณการค้าบริการเชิงพาณิชย์โดยรวม (commercial services) ซึ่งรวมทั้งการขนส่ง การเดินทาง บริการเกี่ยวกับสินค้า และบริการเชิงพาณิชย์อื่น ๆ อาทิ ไอที การเงิน บริการผ่านระบบดิจิทัล น่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.3 ในปีนี้ ชะลอลงเมื่อเทียบกับคาดการณ์เดิมที่อยู่ที่ร้อยละ 4.8 จากนั้นจะขยับขึ้นแตะร้อยละ 6.4 ในปี 2027 ผลจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่น่าจะดีขึ้น
เมื่อพิจารณาการมีส่วนร่วมรายภูมิภาค พบว่า เอเชียมีบทบาทต่อการขยายตัวของปริมาณการค้าบริการราวร้อยละ 1.1 หรือ 1 ใน 3 ของการเติบโตทั้งหมด ลดลงจากสัดส่วนราวร้อยละ 2.3 ในปีที่แล้ว เช่นเดียวกับอเมริกาเหนือที่มีสัดส่วนราวร้อยละ 0.2 ลดลงจากร้อยละ 0.6 ในปี 2025 ขณะที่ภูมิภาคอื่น ๆ ของโลกมีสัดส่วนติดลบร้อยละ 0.3 ปัจจัยจากการส่งออกในตะวันออกกลางที่ลดลง สวนทางกับบทบาทของยุโรปต่อการเติบโตของการค้าบริการที่ทรงตัวแถวร้อยละ 2.3 ในปีนี้ ขยับสูงกว่าร้อยละ 2.2 ในปีที่แล้ว เท่ากับว่ายุโรปมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการเติบโตในภาคบริการโลกปีนี้ และเป็นผลงานที่ดีกว่าการค้าสินค้าที่ค่อนข้างอ่อนแอ ทั้งนี้ บทบาทของภูมิภาคอื่น ๆ น่าจะฟื้นตัวในปี 2027 แต่ก็ขึ้นกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางด้วย
WTO คาดการณ์การขยายตัวของทั้งปริมาณการค้าสินค้าและการค้าภาคบริการอยู่ที่ร้อยละ 3.7 ในปี 2026 และร้อยละ 4.7 ในปี 2027 การเติบโตดังกล่าวน่าจะสอดคล้องกับการเติบโตของ GDP ทั่วโลกที่มีแนวโน้มแตะร้อยละ 2.6 ในปี 2026 และร้อยละ 2.9 ในปี 2027 แต่การเติบโตในภาพรวมยังไม่สม่ำเสมอ โดยการเติบโตที่แข็งแกร่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และเขตเศรษฐกิจในเอเชียที่ได้รับอานิสงส์มากสุด มีแนวโน้มเติบโตร้อยละ 4.3 ในปีนี้ และร้อยละ 3.9 ในปีหน้า ขณะที่ภูมิภาคอื่น ๆ ของโลกยังคงอ่อนแอกว่ามาก อาทิ อเมริกาเหนือ GDP มีแนวโน้มโตร้อยละ 2.0 และร้อยละ 2.1 ในปีนี้และปีหน้า ส่วนยุโรปโตร้อยละ 1.3 และร้อยละ 1.4 ขณะที่ตะวันออกกลางน่าจะติดลบร้อยละ 4.0 ในปีนี้ ก่อนจะโตก้าวกระโดดร้อยละ 7.1 ในปีหน้า
ทั้งนี้ แนวโน้มการเติบโตของ GDP ล่าสุดยังคงใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมีนาคม โดยการลงทุนเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งรวมถึงการลงทุนด้าน AI นั้น มีระดับสูงกว่าปี 2025 ส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีความเชื่อมโยงกับการค้าสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกก็เผชิญกับการหยุดชะงักเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์และปัจจัยการผลิตที่จำเป็น อาทิ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปุ๋ย อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจและการค้าโลกจะยังเผชิญกับคลื่นลม 2 ทิศทางต่อไป แต่ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักของแต่ละปัจจัย ซึ่งจะส่งผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปีนี้ไปจนถึงปี 2027
สินค้าโภคภัณฑ์หลัก ๆ อาทิ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ย และข้าวสาลี ต่างเผชิญกับการหยุดชะงักเนื่องจากหลายปัจจัย ท่ามกลางสงครามรัสเซีย-ยูเครน และสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคามีความผันผวนอย่างมาก ซึ่งส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกขยับสูงขึ้น แต่ผลกระทบก็คลี่คลายลงได้บางส่วนจากการปรับตัวทั้งด้านความต้องการบริโภคและปริมาณการผลิต
โดยเฉพาะกำลังการผลิตหรือปริมาณการกลั่นน้ำมันที่ลดลงนับเป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดในห่วงโซ่อุปทานน้ำมันที่เผชิญแรงกดดันมาตลอดทั้งปี เมื่อพิจารณาส่วนต่างราคาที่ระหว่างน้ำมันดิบอ้างอิงกับราคาน้ำมันสำเร็จรูป (crack spread) ที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงปัญหาด้านกำลังการกลั่นที่ทำให้เกิดปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ภูมิภาคเอเชียซึ่งเป็นผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่สุดจากภูมิภาคตะวันออกกลางได้รับผลกระทบหนักที่สุด
แม้ว่าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI จะมีสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 15 ของการค้าสินค้าทั่วโลก แต่ปัจจุบันสินค้ากลุ่มนี้กลับเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตของการค้าโลกในสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่ง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ความต้องการสินค้าเกี่ยวกับ AI อาทิ เซมิคอนดักเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 47 ของการค้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
การเพิ่มขึ้นของการค้าสินค้าที่เกี่ยวกับ AI มีอัตราสูงกว่าสินค้าประเภทอื่น ๆ นับตั้งแต่ปี 2024 โดยมีมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 16 ในปี 2024 ขยับสู่ร้อยละ 31 ในปี 2025 และร้อยละ 67 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 หนุนให้สัดส่วนของสินค้า AI เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40-50 ของการเติบโตของการค้าสินค้าโดยรวม
แต่การขยายตัวยังกระจุกอยู่แค่ในเอเชียที่เป็นแหล่งผลิตฮาร์ดแวร์ AI ส่วนใหญ่ของโลก โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกและอาเซียน โดยราวร้อยละ 40.4 ของการส่งออกสินค้า AI มาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก (ไม่รวมจีน) ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนการส่งออกสินค้าโดยรวมของภูมิภาคนี้ที่อยู่ที่ร้อยละ 10.8 เช่นเดียวกับภูมิภาคอาเซียนที่มีสัดส่วนการส่งออกสินค้าเกี่ยวกับ AI อยู่ที่ร้อยละ 23.2 หรือเกือบ 1 ใน 4 เทียบกับการส่งออกสินค้าโดยรวมที่มีสัดส่วนราวร้อยละ 8.1 สำหรับอเมริกาเหนือและจีนมีสัดส่วนการส่งออกสินค้า AI ใกล้เคียงกับการส่งออกสินค้าโดยรวม โดยอเมริกาเหนือมีสัดส่วนการส่งออกสินค้า AI อยู่ที่ร้อยละ 11.5 ส่วนการส่งออกสินค้ารวมทั้งหมดอยู่ที่ร้อยละ 13.0 ด้านจีนสัดส่วนการส่งออกสินค้า AI อยู่ที่ร้อยละ 13.6 เทียบกับการส่งออกสินค้าโดยรวมที่มีสัดส่วนร้อยละ 14.4 ในขณะที่สัดส่วนการส่งออกสินค้า AI ของยุโรปอยู่ที่ร้อยละ 10.6 น้อยกว่าสัดส่วนการส่งออกสินค้าโดยรวมที่อยู่ที่ราวร้อยละ 35.5
ในด้านการนำเข้าสินค้า AI ของเอเชียตะวันออกและอาเซียนมีสัดส่วนสูงกว่าการค้าโดยรวมของภูมิภาคอย่างมาก ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะของห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ของสินค้ากลุ่มนี้ โดยจีนเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ของสินค้ากลุ่มนี้ คิดเป็นร้อยละ 20.1 ของการนำเข้าทั่วโลก เทียบกับสัดส่วนร้อยละ 9.7 ของการนำเข้าสินค้าโดยรวม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
