‘บีจี คอนเทนเนอร์’ โชว์ผลงานไตรมาส 1/64 แข็งแกร่ง โกย 3,020 ลบ. เคาะปันผล 0.13 บาท/หุ้น

‘บีจี คอนเทนเนอร์’ โชว์ผลงานไตรมาส 1/64 แข็งแกร่ง โกย 3,020 ลบ. เคาะปันผล 0.13 บาท/หุ้น
มติชน
15 พฤษภาคม 2564 ( 07:43 )
13
‘บีจี คอนเทนเนอร์’ โชว์ผลงานไตรมาส 1/64 แข็งแกร่ง โกย 3,020 ลบ. เคาะปันผล 0.13 บาท/หุ้น

 

นายศิลปรัตน์ วัฒนเกษตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่ในไทยและภูมิภาคอาเซียน เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจนและเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอก 3 ขึ้น แต่บริษัทฯ ยังมีรายได้จากการขายทั้งสิ้น 3,020 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้จากการขาย 3,016 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 161 ล้านบาท

 

“การระบาดโควิดเกิดขึ้นในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในภาคธุรกิจต่างๆ อย่างชัดเจน ส่งผลให้ยอดขายจากกลุ่มบรรจุภัณฑ์แก้วที่เป็นสัดส่วนรายได้หลักปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่มาจากลุ่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์และกลุ่มอาหารในประเทศ ที่มียอดขายปรับตัวดีขึ้น ส่วนต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบของราคาน้ำมัน บริษัทฯ ยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเพิ่มรูปแบบของพลังงานที่ใช้เพื่อกระจายความเสี่ยง และรับเพิ่มสัดส่วนการใช้เศษแก้วเป็นวัตถุดิบในการหลอมมากขึ้นเพื่อลดการใช้พลังงาน รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมอุณหภูมิเตาหลอมแก้วได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงได้รับผลดีจากราคาโซดาแอช (Soda ash) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับผลิตแก้วที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และราคาเศษแก้วที่ทรงตัว” นายศิลปรัตน์ กล่าว

 

นายศิลปรัตน์ กล่าวว่า จากผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2564 ในอัตราหุ้นละ 0.13 บาท รวมเป็นเงิน 90 ล้านบาทเตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ และจะจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 11 มิถุนายน 2564 ขณะเดียวกัน ด้วยการขยายตัวของยอดขายบรรจุภัณฑ์แก้วที่เพิ่มขึ้น  ทำให้คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติการลงทุนก่อสร้างเตาหลอมแก้วแห่งใหม่ที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีกำลังการผลิต 400 ตันต่อวัน ใช้งบลงทุน 1,600 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากการกู้ยืมสถาบันการเงินในประเทศ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 18 เดือน ทั้งนี้การเปิดเตาหลอมแก้วใหม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยรองรับการขยายตลาดบรรจุภัณฑ์แก้วทั้งในไทยและต่างประเทศ

 

นายศิลปรัตน์ กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มความต้องการบรรจุภัณฑ์แก้วในช่วงไตรมาส 2/2564 ภาคธุรกิจต่างๆ อาจได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นบ้างจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด19 เช่น การกำหนดระยะเวลาเปิดปิดร้านอาหาร แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบรุนแรงเท่ากับช่วงไตรมาส 2 ของปีที่ผ่านมา ที่มีการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์และมาตรการเคอร์ฟิว ซึ่งบริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์ของลูกค้าอย่างใกล้ชิด  และยังมั่นใจว่าจะสามารถทำผลการดำเนินงานไตรมาส 2 เติบโตดีกว่าเป้าหมาย โดยนับตั้งแต่เดือเมษายน 2564 เป็นต้นไป บริษัทฯ จะเริ่มรับรู้รายได้จากการเข้าควบรวมกิจการ โดยการเข้าถือหุ้น 100% ในบริษัท บีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด และบริษัท บางกอกบรรจุภัณฑ์ จำกัด ซึ่งทั้ง 2 บริษัทมีกำไรสุทธิในปีที่ผ่านมา 46 ล้านบาทและ 26 ล้านบาทตามลำดับ เพื่อยกระดับสู่การเป็น Total Packaging Solutions ที่สามารถนำเสนอบริการแบบครบวงจร (One stop service) ให้แก่ลูกค้าโดยครอบคลุมทั้งการนำเสนอบรรจุภัณฑ์พร้อมฉลาก ฝาและกล่องกระดาษ ภายใต้เทคโนโลยีการออกแบบและการผลิตที่ทันสมัย ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ มียอดขายจากลูกค้าแต่ละรายเพิ่มขึ้นและเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น

 

“การเข้าควบรวมกิจการและปรับโมเดลธุรกิจสู่การให้บริการแบบครบวงจร จะเป็น Growth Driver สำคัญที่ส่งผลดีต่อการเติบโตของบริษัทฯ ประกอบกับบริษัทฯ ได้มุ่งเน้นด้านการขยายธุรกิจตามเป้าหมาย ทั้งการเติบโตจากภายใน (Organic Growth) และการเร่งขยายธุรกิจโดยการเติบโตจากภายนอก (Inorganic growth) และด้านการรักษาประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม การบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยังคงมาตรการการป้องกันโรคระบาดอย่างเข้มข้น พร้อมใช้การบริหารงานแบบยืดหยุ่น เพื่อรองรับทุกสถานการณ์และความต้องการของลูกค้าซึ่งมั่นใจว่า จะสร้างการเติบโตที่ดีให้กับบริษัทในปีนี้” นายศิลปรัตน์ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง