รีเซต

ฝันร้าย "เด็กจบใหม่" ตลาดแรงงานแช่แข็ง ไม่รับคนเพิ่ม-ไม่ไล่คนออก "คนทำงาน" งานหนักขึ้นก็ต้องทน เพราะไม่มีที่ไป

ฝันร้าย "เด็กจบใหม่" ตลาดแรงงานแช่แข็ง ไม่รับคนเพิ่ม-ไม่ไล่คนออก  "คนทำงาน" งานหนักขึ้นก็ต้องทน เพราะไม่มีที่ไป
TNN ช่อง16
23 กุมภาพันธ์ 2569 ( 08:00 )
15

ฝันร้ายของ"เด็กจบใหม่" บริษัทไม่รับคนเพิ่ม-ไม่ไล่คนออก "คนมีงาน" ก็ต้องทน เพราะหางานใหม่หายาก ปรากฎการณ์ "no-hire, no-fire"


ไม่ปลดคน แต่ก็ไม่รับคนเพิ่ม หลายบริษัททั่วโลกกำลังยึดหลักการนี้ เป็นปรากฎการณ์ "no hire, no fire" ที่ดูเหมือนว่าจะทำให้การหางานยุคนี้ลำบากและยากเย็นขึ้นเรื่อยๆ ส่วนคนที่มีงานอยู่แล้วก็ต้องเกาะไว้ให้แน่น แม้งานจะหนัก จะเพิ่มมาแค่ไหนก็ต้องทน เพราะไม่อยากลาออก กลัวหางานใหม่ไม่ได้ 


ปรากฏการณ์“no-hire, no-fire” หมายถึงการที่บริษัทหรือธุรกิจต่างๆ ไม่จ้างงานเพิ่ม ไม่ประกาศรับสมัครงาน และก็ไม่เลิกจ้าง ไม่มีการปลดคนทีละมากๆ เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา และเกิดขึ้นตลาดแรงงานในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก นับเป็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานครั้งใหญ่ ที่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด 


นี่คือ โครงสร้างการทำงานของโลกยุคใหม่ และกำลังบีบแรงงานรุ่นเก่าที่ยังอยู่ในระบบ เป็นสัญญาณของเศรษฐกิจที่ชะงักงัน และเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจและการจ้างงานในยุคดิจิทัลซึ่งมีผลกระทบต่อทุกคน ตั้งแต่คนที่ทำงานอยู่แล้ว เด็กจบใหม่ คนที่กำลังหางานใหม่ และบริษัทต่างๆ ธุรกิจต่างๆ ด้วยเช่นกัน  


สำนักข่าวเอพีรายงานว่าในช่วงปลายปี 2025 ตลาดแรงงานถูกมองว่าอยู่ในภาวะ “no-hire, no-fire” ทำให้การจ้างงานโดยรวมอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบทศวรรษ แต่ในขณะเดียวกันตัวเลขการว่างงานก็ยังไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ โดยตัวเลขการจ้างงานในสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม 2025 มีการเพิ่มตำแหน่งงานเพียงราว 50,000 ตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้า 

 

สำนักข่าว Reuters ระบุว่า อัตราการจ้างงานใหม่ชะลอตัวลง แม้ตัวเลขการว่างงานยังทรงตัวในระดับประมาณ 4% กว่า ๆ ซึ่งถือว่าไม่สูงมากเมื่อเทียบกับอดีต แต่ภายใต้ตัวเลขที่ดูเหมือนมั่นคงเหล่านี้ หมายถึง แรงงานจำนวนมากที่ไม่สามารถขยับตำแหน่งหรือเปลี่ยนงานได้ง่ายเหมือนในช่วงปี 2021-2023


นั-กเศรษฐศาสตร์บางรายอธิบายว่านี่คือ ตลาดแรงงานที่ถูกแช่แข็ง เพราะทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้างต่างชะลอการตัดสินใจ บริษัทไม่ต้องการเสี่ยงรับคนเพิ่มในช่วงที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังสูง ขณะที่แรงงานก็ไม่กล้าลาออก เพราะโอกาสใหม่มีจำกัด บรรยากาศเช่นนี้แตกต่างจากช่วงหลังโควิดที่แรงงานมีอำนาจต่อรองสูง สามารถเรียกร้องค่าจ้างและสวัสดิการเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ


สาเหตุหนึ่งที่ผลักดันให้สหรัฐเข้าสู่ภาวะ no-hire, no-fire คือผลพวงจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในช่วงก่อนหน้าโดยธนาคารกลางสหรัฐ  การปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อทำให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น บริษัทที่เคยขยายกิจการด้วยต้นทุนเงินกู้ต่ำต้องกลับมาทบทวนแผนลงทุนใหม่ โครงการจำนวนมากถูกชะลอ การจ้างงานใหม่จึงไม่เกิดขึ้นตามแผนเดิม


แม้ในปี 2025 อัตราเงินเฟ้อจะชะลอลง แต่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ ทั้งจากทิศทางนโยบายการเงิน การเลือกตั้ง และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก รายงานของเอพีระบุว่า บริษัทอเมริกันจำนวนมากเลือกใช้กลยุทธ์ “รอดูสถานการณ์” มากกว่าการขยายกำลังคน เพราะกังวลว่าความต้องการบริโภคอาจชะลอลงหากเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย



สาเหตุของปรากฎการณ์ "no-hire, no-fire" ที่ว่านี้ไม่ได้มาจากแค่ปัญหาเศรษฐกิจที่ถดถอยหรือชะลอตัวเพียงเท่านั้น แต่ในวันนี้โลกได้เปลี่ยนทิศทางไป เราอยู่ภายใต้อุตสาหกรรมใหม่ และพลังของเอไอ หรือปัญญาประดิษฐ์ ที่มาแทนที่งานของคน


สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราต้องยอมรับ คือ เอไอได้มาแทนที่คน เอไอได้เข้ามาแย่งงานในตลาด พร้อมด้วยระบบอัตโนมัติที่เข้ามาทดแทนแรงงานในหลายตำแหน่งได้ โดยเฉพาะในภาคบริการและข้อมูลต่างๆ ที่ในอดีตเคยเป็นตำแหน่งงานที่มีการเปิดจำนวนมากและหาคนใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น งานสนับสนุนลูกค้า งานวิเคราะห์ข้อมูล และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของธุรกิจ เพราะทุกบริษัททุกคนต่างก็ต้องการควบคุมต้นทุนหรือลดต้นทุนลง


บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐ เช่น Google Microsoft และ Amazon ต่างประกาศลงทุนด้าน AI อย่างมหาศาล ขณะเดียวกันก็ปรับโครงสร้างองค์กรและลดการจ้างงานบางตำแหน่งในช่วงก่อนหน้า แม้ปัจจุบันจะไม่ได้มีการปลดพนักงานครั้งใหญ่เท่าปี 2023 แต่บริษัทเหล่านี้ก็ไม่ได้เร่งรับพนักงานเพิ่มในระดับเดิมอีกต่อไป เพราะการเพิ่มประสิทธิภาพผ่าน AI ทำให้หนึ่งคนทำงานได้มากขึ้น ธุรกิจจึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนคนตามอัตราการเติบโตแบบเดิม


ขณะเดียวกันบริษัทต่างๆ หรือภาคธุรกิจต้องระมัดระวังในการขยายกำลังคนด้วยเช่นกัน ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวและมีความเปราะบาง เพราะเมื่อผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ต้นทุนวัตถุดิบจากการขึ้นภาษีนำเข้าหรือการปรับมาตรการทางการค้าก็เพิ่มขึ้น ธุรกิจจึงต้องรอและดูสถานการณ์ให้ชัดเจน ก่อนที่จะรับคนเพิ่มหรือปลดคนทิ้ง เพราะบริษัทต้องการรักษาความมั่นคงและความสามารถในการปรับตัวในช่วงเวลานี้เช่นกัน


หรือแแม้กระทั่งภาคการผลิตและค้าปลีกก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เช่น ในสหรัฐฯ แม้การผลิตในประเทศจะได้รับแรงหนุนจากนโยบายสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และพลังงานสะอาด แต่การขยายกำลังการผลิตต้องใช้เวลา ขณะเดียวกันผู้บริโภครัดเข็มขัด ภาคค้าปลีกก็ไม่รีบขยายสาขาหรือรับพนักงานใหม่เพิ่มขึ้นเหมือนช่วงฟื้นตัวหลังโควิด


นอกจากนี้ยังรายงานของ Reuters ที่ระบุว่า หลายบริษัทในสหรัฐฯกำลังใช้วิธี กักตุนแรงงาน คือรักษาพนักงานไว้ แม้กำลังการผลิตจะไม่ได้ใช้เต็มที่ เหตุผลคือค่าใช้จ่ายในการจ้างและฝึกอบรมพนักงานใหม่สูงกว่าการแบกรับต้นทุนระยะสั้นในช่วงชะลอตัว



อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ไม่ได้แปลว่าแรงงานสหรัฐอยู่ในสถานการณ์สบาย ตรงกันข้าม คนทำงานจำนวนมากรายงานว่าภาระงานเพิ่มขึ้น เพราะบริษัทไม่รับคนใหม่ แต่ยังคงคาดหวังผลผลิตเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม เมื่อไม่มีการขยายทีม งานจึงถูกกระจายไปยังพนักงานที่มีอยู่ ส่งผลให้ความเครียดและภาวะหมดไฟเพิ่มสูงขึ้น


และแน่นอนว่าภาพของตลาดแรงงานแบบ no-hire, no-fire ที่ว่านี้เป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่สำหรับคนรุ่นใหม่ๆ เด็กจบใหม่ และคนที่ตกงานต้องการหางาน หรือแม้กระทั่้งคนที่อยากจะเปลี่ยนงานใหม่ด้วยเช่นกัน  ที่ผ่านมาโดยปกติแล้ว ตลาดแรงงานมักจะมีการจ้างคนรุ่นใหม่ หรือเพิ่มตำแหน่งงานใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ 


แต่ในวันนี้ลองนึกภาพตามกันดู เมื่อไม่มีงานเปิดรับ ไม่มีการสร้างตำแหน่งใหม่อย่างเพียงพอ โอกาสในการเริ่มต้นอาชีพของคนรุ่นใหม่ก็ลดลง แถมตัวเลขการเปิดรับสมัครงานที่น้อยลง ก็ยังสร้างความกังวลใจให้กับคนที่ต้องการเปลี่ยนสายงานหรือพัฒนาอาชีพ เพราะทางเลือกใหม่ๆหดตัวลง และการแก่งแย่งแข่งขันเพื่อเข้าไปอยู่ในตำแหน่งงานหรือเก้าอี้ตัวเดียวที่มีอยู่แล้วก็ยิ่งรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แพลตฟอร์มหางานออนไลน์ในสหรัฐสะท้อนว่าจำนวนประกาศรับสมัครงานลดลงจากช่วงพีคหลังโควิด การแข่งขันต่อหนึ่งตำแหน่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้สมัครต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าจะได้งานใหม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง