หลายคนพอได้ยินคำว่า “พอดี” คงแอบรู้สึก..เบื่อนิด ๆ กลอกตามองบน แล้วตั้งคำถามอยู่ในใจ? อะไรคือความพอดี ต้องหยุดมีชีวิตดี ๆ? หยุดก้าวไปข้างหน้า? หรือหยุดที่ตรงไหนถึงจะเรียกว่า “พอดี”? ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เราทุกคนถูกผลักให้ต้องวิ่งไปข้างหน้า วิ่งตามความสำเร็จ ทุกคนมักบอกกับคุณว่า เมื่อไหร่ที่คุณหยุด เท่ากับคุณกำลังเดินถอยหลัง! คำว่า “พอดี” สำหรับชีวิตคนเมือง เลยถูกมองเป็นคำพูดสวยหรูที่ใช้ไม่ได้จริง แต่ลองคิดดูก่อน... ถ้าเราเอาแต่วิ่งแข่งกับโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่งไปเรื่อย ๆ เราจะวิ่งไปได้สักเท่าไหร่ ร่างกายและจิตใจจะทนไหวสักแค่ไหน กับเส้นชัยที่หนีห่างเราไปแบบไม่มีจุดสิ้นสุด.. แล้วมันพอจะมีวิธีไหนไหม ที่ทำให้เรายังก้าวหน้าต่อไปได้ แบบที่เราไม่ต้องเครียดหรือเหนื่อยจนเกินไป? จริงๆ วิธีนั้นมีมานานแล้ว และใคร ๆ ก็ต้องเคยได้ยิน นั่นก็คือ.. “ทางสายกลาง” เอาอีกแล้วว คำพูดสวยหรูแต่ใช้ไม่ได้จริงมาอีกแล้ว😄 แต่เดี๋ยวก่อน! ลองเปิดใจให้คำนี้กันอีกนิด แล้วคุณจะพบว่า แนวคิดนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่อยากจะละทางโลกมุ่งสู่นิพพานเท่านั้น แต่สามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตคนเมืองยุคนี้ได้ดีเลยล่ะ เพราะมันคือศาสตร์ของการหา "จุดสมดุล” และการ "บริหารความเสี่ยง” ให้กับชีวิตดี ๆ นี่เอง ลองนึกภาพตามนะครับ ว่าเราอยู่สายไหน สายตึง: ทุ่มเทกับการทำงาน จนไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวลาให้ครอบครัว ได้เงินมาเท่าไหร่เก็บหมด ไม่อยากใช้จ่าย ไม่ไปเที่ยว รู้สึกผิดทุกครั้งที่ต้องใช้เงิน วิ่งหาความสำเร็จ จนทำลายความสุขในปัจจุบัน สายหย่อน: ทำงานให้ผ่านไปวัน ๆ รอคอยโชคชะตา ไม่พัฒนาตัวเอง ใช้ชีวิตแบบ "ของมันต้องมี" ใช้เงินเดือนชนเดือนไปกับความสุขตรงหน้า โดยไม่คิดจะแบ่งเก็บหรือลงทุนอะไรเลย ติดกับความสบายชั่วคราว จนลืมสร้างความมั่นคงให้ตัวเอง สายกลาง: ทำงานอย่างเต็มที่ และรู้จักพักให้เป็น เหลือเงินไว้ซื้อกาแฟแก้วโปรด หรือกินชาบูเยียวยาจิตใจบ้าง มีวินัย ค่อย ๆ เก็บออมอย่างสม่ำเสมอ และมีเงินสำรองฉุกเฉิน (Margin of Safety) เก็บไว้ให้ตัวเองอุ่นใจ ถึงตรงนี้ ผมว่าใคร ๆ ก็น่าจะรู้แล้วล่ะว่าสายไหนมันน่าจะดีที่สุด แต่... ในความเป็นจริงเรามักจะใช้ชีวิตสลับไปมาระหว่าง "ความตึง" กับ "ความหย่อน" เราทำงานหนักเอาเป็นเอาตายเพื่อเงินเพื่อตำแหน่ง เราคุมอาหาร นับแคลทุกมื้อ ออกกำลังหนัก ๆ ทุกวัน เพื่อจะได้มีหุ่นเฟิร์ม ๆ แต่เมื่อไหร่ที่ความท้อถอยเข้ามาครอบงำจิตใจ เราก็พร้อมทิ้งทุกอย่าง เช่น เลิกงานมาก็ไปปาร์ตี้ วันหยุดก็ไม่อยากทำอะไรเลย กินทุกอย่างที่อยากจะกิน ทิ้งเครื่องออกกำลังกายไว้เป็นที่ตากผ้า... ผมว่าพวกเราก็ต้องเคยเป็นอะไรแบบนี้กันแทบทุกคน 😆 จนบางทีเราก็ลืมไปว่า...จุดที่สบายที่สุด อาจไม่ใช่การวิ่งให้เร็วที่สุด หรือการหยุดนิ่งเฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลย "ทางสายกลาง" จึงเป็นการทำทุกอย่างด้วยความ "พอดีที่เกิดจากไตร่ตรองอย่างมีสติ” รู้ว่าตอนไหนควรเร่ง รู้ว่าตอนไหนควรพัก ดังนั้น "พอดี" ก็จึงไม่ใช่การหยุดพยายาม แต่มันคือการทำเต็มที่ ในแบบไม่เกินที่ตัวเองรับไหว ก้าวไปข้างหน้า... ด้วยก้าวที่มั่นคง โดยไม่ลืมมีความสุขระหว่างทาง และที่สำคัญที่สุด คือการรู้จัก "วาง" ผลลัพธ์ลงบ้าง เพื่อให้เรายังยิ้มได้... ในวันที่ทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่หวัง ทำไมน่ะหรอ? ก็เพราะเราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างในโลกได้ยังไงล่ะ สิ่งที่เราทำได้คือ ทำในส่วนของเราให้เต็มที่ ลดความเสี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วหลังจากนั้นก็ปล่อยผลลัพธ์ให้เป็นไปตามกลไกของมัน นี่แหละคือวิถีของชีวิต และเมื่อไหร่ที่เราเข้าใจตรงนี้ เราจะหยุดฝืนความจริง ความสุขสงบจะเกิดขึ้นเพราะเราเป็นอิสระจากการต่อสู้ (กับธรรมชาติ) ที่ไม่มีวันชนะ และแม้ผลลัพธ์จะไม่เป็นดังหวัง เราก็ยังยิ้มได้เพราะความเสี่ยงจะน้อยลงจนอยู่ในระดับที่เรารับได้ เพราะความไม่ประมาทของเราเอง แล้วเราจะหา "ความพอดี" ของตัวเองเจอได้ยังไง? ลองถามตัวเองว่า ถ้าทำมากจะได้อะไร เสียอะไร มีความเสี่ยงอะไรบ้างไหม? ถ้าทำน้อยจะได้อะไร เสียอะไร? มันคือการใช้ “สติปัญญา” เพื่อที่เราจะได้ไม่ประมาทนั่นเอง ถ้าเรามองเห็นข้อดีข้อเสียรอบด้าน เราจะเห็นภาพรวมว่าการกระทำแบบไหนจะพาเราไปสู่จุดไหน แล้วเราจะตอบตัวเองได้ว่าเรา "รับได้" กับผลลัพธ์แบบไหนมากที่สุด ลองดู 2 ตัวอย่างนี้นะครับ การขยายธุรกิจ: สมมติเราขายสินค้า เราก็อยากจะขยายสาขาให้ได้เยอะ ๆ ไว ๆ เพราะจะได้รับลูกค้าได้มาก ๆ เราก็เลยรีบไปกู้ธนาคารมาเพื่อขยายสาขาให้ได้เยอะ ๆ แต่นั่นก็แลกมากับความเสี่ยงมหาศาล ถ้าหากเศรษฐกิจไม่เป็นใจ ถ้าหากกระแสความต้องการมันเปลี่ยน ถ้าเรายังศึกษาตลาดและประเมินความเสี่ยงได้ไม่ดีพอ เงินที่กู้มาก็จะกลายเป็นหนี้ที่เกินตัว ทีนี้ก็อาจจะหมดตัวได้ แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต ธุรกิจก็จะไม่พัฒนา ไม่ทันคู่แข่ง สุดท้ายก็ปรับตัวกับโลกไม่ได้ ก็อาจจะต้องปิดตัวลงอยู่ดี ทางที่ "พอดี" อาจจะเป็นการวิเคราะห์ว่าเรามีต้นทุนตรงไหนที่พอจะลดได้ไหม คอยหาความรู้หาเครื่องมือมาช่วยให้ธุรกิจเราประสิทธิภาพดีขึ้น แทนที่จะขยายสาขาเพื่อหาลูกค้า ก็อาจจะเป็นการใส่ความคิดสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเรามีความแตกต่างจากคู่แข่ง ไม่ต้องทำของเพื่อขายให้ได้ลูกค้ามากที่สุด แต่ทำให้ลูกค้าอยากได้ของเรามากที่สุดแทน เป็นต้น การดูแลพ่อแม่: บางคนทุ่มเทจนลืมดูแลตัวเอง กระทบหน้าที่การงาน สุดท้ายชีวิตตัวเองมีปัญหา มันก็ดูแลท่านไม่ได้อยู่ดี บางคนก็สนใจแต่ชีวิตตัวเองจนไม่มีเวลามาดูแลพ่อแม่ ทางที่ "พอดี" อาจเป็นการจัดสรรเวลาให้ลงตัว ใช้ความคิดพิจารณาว่าเราจะดูแลชีวิตตัวเองไปพร้อมกับดูแลท่านไปด้วยได้อย่างไรบ้าง ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แต่สม่ำเสมอก็พอ สังเกตดูดี ๆ นะครับ “พอดี” ที่ว่านี้ ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ได้ไม่มีเสีย ไม่ได้มีแต่ความสุขไม่มีความทุกข์ แต่เป็นทางที่ทำให้เรามีความสุขมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเราได้มองเห็นและเข้าใจความเสี่ยงล่วงหน้า เราจึงพร้อมเผชิญและรับมือกับมัน และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องไม่ลืมว่า… ความพอดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความพอดีก็เหมือนเสื้อผ้า — เสื้อที่คนนึงใส่สวย ก็อาจจะไม่เข้ากับอีกคนก็ได้ เพราะคนเรามีต้นทุน ทักษะ และเงื่อนไขชีวิตที่ไม่เท่ากันเลย เราจึงต้องหาทางที่พอดีจากสิ่งที่เราเป็น เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องเป็นแบบใคร และแน่นอน ถึงจะ "พอดี" แค่ไหน ถ้ายังใช้ชีวิตทางโลกอยู่ ก็ยังมีความทุกข์โผล่มาทักทายอยู่ดี หุ้นยังตก งานยังเครียด ชีวิตยังต้องเจอกับความสูญเสีย และอีกสารพัดเหตุการณ์ที่เราต้องเจอ 💡 ทุกข์บางอย่างหนีไม่ได้ แต่ทุกข์ที่เราสร้างเองเพราะความ "ไม่พอดี" อันนี้แหละ เราเลือกได้ ขอให้ทุกคนเจอ "ความพอดี" ในแบบของตัวเองนะครับ.. #เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้น..คือ “เรื่องธรรมดา” เครดิต: ภาพปกและภาพประกอบทั้งหมดสร้างโดย A.I. และ Affinity Photo 2 เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !