สมคิด สั่งบูมเศรษฐกิจท้องถิ่น ใช้เงินกู้จัดอบรม ตกงานพุ่ง 7 ล้านคน

สมคิด สั่งบูมเศรษฐกิจท้องถิ่น ใช้เงินกู้จัดอบรม ตกงานพุ่ง 7 ล้านคน
ข่าวสด
8 พฤษภาคม 2563 ( 15:34 )
220
1
สมคิด สั่งบูมเศรษฐกิจท้องถิ่น ใช้เงินกู้จัดอบรม ตกงานพุ่ง 7 ล้านคน

 

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สั่งบูมเศรษฐกิจท้องถิ่น ใช้เงินกู้จัดอบรม ตกงานพุ่ง 7 ล้านคน ธ.ก.ส.ขอใช้งบ 5.5 หมื่นล้าน ตั้งกองทุนพัฒนาคนรุ่นใหม่

 

วันที่ 8 พ.ค. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมหารือมาตรการเยียวยาเกษตรกร ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่า

 

ภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2563 ไม่ดี ส่วนในไตรมาส 2/2563 ยังหน้าเป็นห่วง เป็นไปตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ดี ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องภาคการส่งออก การท่องเที่ยวในวิกฤตการณ์แบบนี้เลย จึงเหลือเพียงเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า อยากให้มีงบประมาณที่สามารถทำให้เกิดการผลักดันเศรษฐกิจท้องถิ่นในการสร้างความเข้มแข็ง เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้

 

แนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 1 ปีข้างหน้า มีแกนหลักสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เข้มแข็ง เพื่อสร้างสมดุลกับเศรษฐกิจภายนอก โดยการเชื่อมโยงทั้งภาคการผลิต การตลาด การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน ให้เดินหน้าไปพร้อมกัน

 

2.การสร้างดิจิทัล ในการพัฒนาประเทศ จากปัญหาโควิดทำให้เห็นว่าบิ๊กดาต้าของไทยเล็กมาก และ 3.ด้านการต่างประเทศ การผลักดันเป็นศูนย์กลาง โดยเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องใช้วิกฤติในขณะนี้เป็นโอกาสในสร้างความเข้มแข็งของทั้ง 3 แกนหลักขึ้นมา

 

“ขณะนี้เป็นวิกฤต แต่ครั้งนี้เราต้องถือเป็นโอกาสสำคัญ ประเทศไทยมีเวลาไม่มาก จึงมอบหมายให้ ธ.ก.ส.ไปคิดโครงการดูแลเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยคาดว่าจะเสนอให้ครม.พิจารณาภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้โครงการเดินหน้า อัดฉีดเม็ดเงินได้ภายในปลายเดือนพ.ค.2563 ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อม เมื่อกรรมการกลั่นกรองโครงการที่จะเสนอขอใช้เงินพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ประกาศหลักเกณฑ์ จะได้เสนอโครงการ เพื่อให้เดินหน้าได้ทันที เพราะเดือนหน้าต้องมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยโครงการจะต้องเดินหน้าได้ทันที” นายสมคิด กล่าว

 

นายสมคิด กล่าวอีกว่า โครงการที่จะออกมาต้องคิดในเชิงปฏิบัติมากกว่าเชิงทฤษฎี เพราะเกษตรกรมีทั้งที่อยู่ในพื้นที่เดิมอยู่แล้ว และแรงงานที่กลับสู่ชนบท ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีโครงการอบรม เพื่อให้แรงงานที่กลับสู่ชนบทได้รู้ว่าทำเกษตรอย่างไร และทำอะไรได้บ้าง

 

“ตรงนี้คือสิ่งที่ต้องชี้แจงให้ได้ว่าการอบรมนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้นคนที่กลับชนบทซึ่งไม่เคยทำเกษตรเลยจะทำได้อย่างไร ต้องออกแบบเป็นขั้นบันไดว่า ขั้นแรกแต่ละจังหวัดจะจัดอบรมที่ไหน กี่คน อบรมอะไร และจ้างมาอบรมด้วย นี่คือหนทางที่สร้างให้เขามีรายได้ขึ้นมา เพราะเจตนาดั้งเดิมคือให้คนมีรายได้ มีงาน โดยโครงการอบรมไม่จำเป็นต้องเป็นด้านเกษตรอย่างเดียว มีทั้งเรื่องเศรษฐกิจชุมชน เรื่องเทคโนโลยี ให้เขารอบรู้ในการอบรมแต่ละเรื่อง เรียกว่าจ้างมาเรียน และขั้นต่อไป คนที่อบรมแล้วจะมีโอกาสเข้าไปทำเกษตร เรื่องสินเชื่อก็ต้องตามมา ธ.ก.ส. ต้องเข้าไปรองรับเรื่องนี้ และประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ให้เข้ามาช่วยเหลือ” นายสมคิด กล่าว

 

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธ.ก.ส. กล่าวว่า จากข้อมูลของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่าจะมีคนตกงานประมาณ 7.1 ล้านคน ซึ่งประเมินว่าแรงงานในส่วนนี้จะเดินทางกลับสู่ชนบท ประมาณ 4 ล้านคน และพบว่าในช่วง 1-2 ปีนี้ จะมีแรงงานประมาณ 8 แสนคนที่ยังกลับเข้าเมืองไม่ได้ เพราะยังได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ดังนั้น ธ.ก.ส. ต้องลงไปดูในรายละเอียดว่ากลุ่มแรงงานที่กลับสู่ชนบทนี้ต้องการทำอะไร โดยส่วนใหญ่อยากทำเกษตรแบบผสมผสานตามหลักทฤษฎีใหม่ รองลงมาอยากทำเกษตรอินทรีย์

 

ทั้งนี้ จึงเป็นที่มาของการเสนอจัดตั้งกองทุนโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและชุมชนสร้างไทย วงเงินงบประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาท จากพ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท โดยมีเป้าหมายหลักในการพัฒนาแรงงานรุ่นใหม่ที่กลับสู่ชนบท เพื่อให้เกิดภาพเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน และมั่นคง

 

ถือเป็นโอกาสในการปฏิรูปภาคเกษตรกรให้เป็นรูปธรรมผ่านความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน ด้วยการสนับสนุนให้เกิดการจ้างงาน สร้างงาน สร้างรายได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวสำหรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบ ผ่านการสนับสนุน ส่งเสริมการจัดการด้านการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวชุมชนปูพรมทั้งประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นในระดับชุมชนและครัวเรือน

 

นายอภิรมย์ กล่าวอีกว่า โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและชุมชนสร้างไทย วงเงิน 5.5 หมื่นล้านบาทนั้น จะดำเนินการผ่านโครงการสำคัญ ได้แก่ 1. โครงการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารระดับชุมชน (ตั้งหลัก) ใช้งบประมาณ 720 ล้านบาท ในการจัดการเรียนรู้ผ่านระบบ e-leaning สำหรับเกษตรกร 3 แสนราย สนับสนุนการพัฒนาฐานเรียนรู้ 1.2 พันแห่ง และสนับสนุนการศึกษาดูงาน ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าวจะสร้างรายได้ให้ New Gen 7 แสนบาทต่อราย หรือเป็นวงเงินรวม 1.1 แสนล้านบาท

 

2.โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านธุรกิจชุมชน (ตั้งฐาน) ใช้งบประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท ในการสนับสนุนลงทุนปัจจัยพื้นฐานไม่เกิน 50% และไม่เกิน 1 ล้านบาท สนับสนุนปรับเปลี่ยนการผลิต ไม่เกิน 50% ของปีแรก และไม่เกิน 1 ล้านบาท สำหรับวิสาหกิจชุมชน 1.6 หมื่นแห่ง

 

และ 3. โครงการเสริมสร้างความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจฐานราก (ตั้งมั่น) ใช้งบประมาณ 2.17 หมื่นล้านบาท โดยสนับสนุนสถาบันเกษตรกร 7.25 พันแห่ง ลงทุนในปัจจัยพื้นฐานไม่เกิน 50% ของมูลค่าการลงทุน หรือไม่เกินแห่งละ 3 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ยังพร้อมสนับสนุนเกษตรกรผ่านโครงการสินเชื่อ วงเงินรวม 4.8 แสนล้านบาท ได้แก่ สินเชื่อฉุกเฉิน 2 หมื่นล้านบาท, สินเชื่อพอเพียงเพื่อเลี้ยงชีพ 1 หมื่นล้านบาท, สินเชื่อ New Gen ฮักบ้านเกิด 6 หมื่นล้านบาท, สินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย 5 หมื่นล้านบาท,

 

สินเชื่อผู้ประกอบการเกษตร 4 หมื่นล้านบาท และสินเชื่อระยะสั้นสำหรับฤดูกาลใหม่ (Jump Start Credit) วงเงิน 3 แสนล้านบาท โดยโครงการสินเชื่อ New Gen ฮักบ้านเกิด และสินเชื่อ Jump Start Credit ต้องเสนอความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ธ.ก.ส. ก่อน

 

นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง กล่าวว่า ธ.ก.ส.ต้องกลับไปพิจารณาเพิ่มเติมในนอกเหนือจากการเติมเงินผ่านโครงการสินเชื่อ คือ ต้องสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การช่วยเหลือด้านทักษะอื่นๆ ที่จำเป็นด้วย ต้องคิดออกมาเป็นแพคเก็จ ว่าจะทำอย่างไร เริ่มอย่างไร เพื่อให้เกษตรกรเดินหน้าต่อไป

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

เกาะติดข่าว กดติดตามไลน์ ข่าวสด

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง