รีเซต

ดร.สุวิทย์ ชี้อนาคตค้าปลีกไทย ก้าวสู่ "Retail Scape" หัวใจ คือ ยกระดับชีวิตคน

ดร.สุวิทย์ ชี้อนาคตค้าปลีกไทย ก้าวสู่ "Retail Scape" หัวใจ คือ ยกระดับชีวิตคน
TNN ช่อง16
21 ตุลาคม 2569 ( 11:16 )
11

เปิดมุมมองอนาคตค้าปลีกไทย ดร.สุวิทย์ ชี้ “Retail Scape” ต้องช่วยยกระดับชีวิตคน ปั้นเครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจไทย


เปิดมุมมองอนาคตค้าปลีกไทย จากธุรกิจขายสินค้า สู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงทุกมิติของชีวิต ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ เสนอแนวคิด Retail Scape ผสานจินตนาการ เทคโนโลยี AI ข้อมูล และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ให้ประเทศไทย


ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม บรรยายพิเศษเรื่อง “Retail Scape: Imagineering Thailand's Next Growth Engine” ภายในงาน CP Innovation Exposition 2026 หรือ “มหกรรมนวัตกรรมบัวบาน เครือเจริญโภคภัณฑ์ ครั้งที่ 9” ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค เพื่อเสนอทิศทางการพัฒนาค้าปลีกให้เป็นมากกว่าธุรกิจซื้อขายสินค้า และเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21


ค้าปลีกต้องเปลี่ยนกรอบคิด สู่ระบบนิเวศธุรกิจ


ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงจนกรอบความคิดและรูปแบบธุรกิจเดิมอาจไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีกต่อไป ภาคค้าปลีกจึงต้องปรับมุมมองจาก Retail ในฐานะหนึ่งในภาคธุรกิจ สู่ “Retail Scape” ซึ่งเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงธุรกิจ เทคโนโลยี ข้อมูล และผู้คนเข้าด้วยกัน


หัวใจสำคัญคือแนวคิด “Imagineering” ที่ผสานจินตนาการเข้ากับการลงมือทำ เพื่อเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เกิดขึ้นจริง โดยเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาใช้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน หรือ People Well-being


ในอดีต ธุรกิจค้าปลีกมักเติบโตด้วยการขยายสาขา เพิ่มพนักงาน และลงทุนในสินทรัพย์ แต่รูปแบบธุรกิจยุคใหม่ต้องเปลี่ยนมาเน้นการเพิ่มขีดความสามารถผ่านเครือข่ายพันธมิตร แพลตฟอร์ม และข้อมูล เพื่อให้ธุรกิจทำงานร่วมกันและสร้างคุณค่าได้มากกว่าการดำเนินงานเพียงลำพัง


ดร.สุวิทย์ เสนอหลักคิด 3C ได้แก่ Core Competency ความสามารถหลักขององค์กร, Collaborative Network เครือข่ายความร่วมมือ และ Customer Focus การเข้าใจลูกค้าเป้าหมายอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความสามารถแข่งขันและปรับตัวให้ทันกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา


จากขายสินค้า สู่แพลตฟอร์มเชื่อมโยงทุกมิติชีวิต


Retail Scape ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ร้านค้าหรือช่องทางจำหน่ายสินค้า แต่สามารถเชื่อมโยงธุรกิจหลากหลายประเภท ทั้งการท่องเที่ยว อาหาร ความบันเทิง วัฒนธรรม เทคโนโลยี สุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ และชุมชน ให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบนิเวศเดียวกัน


แนวคิดนี้เปลี่ยนบทบาทค้าปลีกจากการเป็นเพียงหนึ่งในภาคธุรกิจ สู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้คนเข้าด้วยกัน โดยธุรกิจต้องไม่ได้มุ่งสร้างผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างคุณค่าให้กับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม


ขณะเดียวกัน ค้าปลีกยุคใหม่ต้องขยับจากการทำธุรกรรมซื้อขาย ไปสู่การสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของลูกค้าและชุมชน เพื่อให้ผู้คนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ซื้อสินค้าและบริการเท่านั้น


อีกด้านหนึ่ง การเชื่อมโลกกายภาพกับโลกดิจิทัล หรือ Onlife จะทำให้ประสบการณ์ของผู้บริโภคต่อเนื่องกันมากขึ้น ธุรกิจจึงไม่จำเป็นต้องมีทุกช่องทาง แต่ต้องเลือกและออกแบบช่องทางให้เหมาะสมกับพฤติกรรมและวิถีชีวิตของลูกค้าแต่ละกลุ่ม


แข่งขันด้วยระบบนิเวศ ใช้ AI เพิ่มศักยภาพคน


ดร.สุวิทย์ มองว่า การแข่งขันในอนาคตจะไม่ใช่การแข่งขันด้วยสินค้าและบริการเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการแข่งขันด้วยแพลตฟอร์ม ระบบนิเวศ อัลกอริทึม ระบบปฏิบัติการ ตลอดจนกติกาและมาตรฐานที่ใช้ร่วมกัน


ธุรกิจจึงต้องเปลี่ยนจากการสร้างมูลค่าเพิ่มหรือ Value Added และการสร้างคุณค่าใหม่ หรือ Value Creation ไปสู่ Value Orchestration ซึ่งเปรียบเสมือนวาทยกรที่ประสานผู้เล่นและองค์ประกอบหลากหลายฝ่ายให้ทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างคุณค่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ


สำหรับเครือเจริญโภคภัณฑ์ การเชื่อมโยงจุดแข็งด้านอาหาร เทคโนโลยี และค้าปลีก ถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศ Retail Scape ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น


ส่วน AI จะมีบทบาทในการเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้บริโภคไปสู่ Personalization หรือการนำเสนอสินค้าและบริการที่เหมาะกับแต่ละบุคคล ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการณ์พฤติกรรมการซื้อ


อย่างไรก็ตาม ดร.สุวิทย์ เน้นว่า AI ไม่ควรถูกใช้เพียงเพื่อทำงานอัตโนมัติหรือลดต้นทุน แต่ต้องช่วยเพิ่มศักยภาพของบุคลากร โดยผสาน Human Intelligence (HI) หรือความสามารถของมนุษย์เข้ากับ Artificial Intelligence (AI) เพื่อให้คนทำงานได้ดีขึ้นและสร้างผลลัพธ์ได้มากกว่าเดิม


นอกจากนี้ เทคโนโลยีต้องเดินหน้าควบคู่กับ Human Touch หรือความใส่ใจในความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นจุดแข็งของวัฒนธรรมการบริการของไทย เพราะเทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ แต่ความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างผู้คนยังเป็นส่วนสำคัญของการสร้างประสบการณ์ที่ดี


เตือนความเสี่ยงข้อมูลไทย อาจตกอยู่ในมือแพลตฟอร์มต่างชาติ


อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือความเสี่ยงด้านข้อมูล ดร.สุวิทย์ ตั้งข้อสังเกตว่า หากประเทศไทยเป็นเพียงผู้สร้างข้อมูล ขณะที่แพลตฟอร์มต่างชาติเป็นผู้วิเคราะห์และนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ประเทศไทยอาจสูญเสียโอกาสในการสร้างมูลค่าจากข้อมูลของตนเอง จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “อาณานิคมข้อมูล”


โจทย์นี้จึงไม่ใช่เรื่องของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นความท้าทายร่วมของอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยที่ต้องสร้างความร่วมมือและพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูล พร้อมคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค


ดร.สุวิทย์ ยังชี้ว่า ความไว้วางใจ หรือ Trust จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการทำธุรกิจในอนาคต เพราะไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี AI หรือการให้บริการโดยมนุษย์ หากผู้คนไม่เชื่อมั่น ก็ยากที่จะสร้างคุณค่าได้อย่างเต็มศักยภาพ


แนวคิด Retail Scape จึงสะท้อนทิศทางการเปลี่ยนแปลงของค้าปลีกไทย จากธุรกิจขายสินค้าไปสู่ระบบนิเวศที่เชื่อมโยงผู้คน เทคโนโลยี และหลายอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ให้เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน


สำหรับงาน CP Innovation Exposition 2026 หรือ “มหกรรมนวัตกรรมบัวบาน เครือเจริญโภคภัณฑ์ ครั้งที่ 9” ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ภายใต้แนวคิด “RISE TOGETHER, INNOVATE BEYOND ผสานพลังขับเคลื่อนสู่นวัตกรรมแห่งอนาคต เพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า” โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการมอบ 29 รางวัล Chairman Awards 2026 พร้อมประกาศความร่วมมือ CP COE กับ 30 องค์กรนวัตกรรมชั้นนำ และลงนาม MOU กับสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อยกระดับบุคลากรและนวัตกรรมของไทย 


และในปีนี้ มีผลงานนวัตกรรมส่งเข้าร่วมทั้งหมด 319 ผลงาน จาก 10 ประเทศ โดย 190 ผลงานมุ่งปรับปรุงกระบวนการทำงาน ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพ ส่วนที่เหลือมุ่งสร้างแหล่งรายได้ใหม่ พร้อมให้ผู้นำโครงการประเมินผลลัพธ์ทางธุรกิจและศักยภาพในการขยายผล เพื่อแสดงให้เห็นว่านวัตกรรมสามารถสร้างคุณค่าให้แก่องค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม


นอกจากนี้ ภายในงานยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัป และผู้เข้าร่วมจากภายนอกนำเสนอโครงการเป็นครั้งแรก ผ่านกิจกรรม “Healthylicious” ซึ่งผสานองค์ความรู้ด้านสุขภาพ อาหาร และเทคโนโลยี โดยมีทีมส่งผลงานเข้าร่วมกว่า 50 ทีม และผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ 6 ทีม เพื่อผลักดันแนวคิดที่มีศักยภาพสู่โอกาสทางธุรกิจและความร่วมมือในอนาคต 


ทั้งนี้ งาน CP Innovation Exposition ในปีนี้ จัดในรูปแบบ Future Fest ซึ่งรวมวิทยากรทั้งไทยและต่างประเทศรวมกว่า 70 คน พร้อมจัดแสดงนวัตกรรม กว่า 90 ผลงาน ครอบคลุม AI หุ่นยนต์ อาหารแห่งอนาคต เทคโนโลยีชีวภาพ และความยั่งยืน พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปและเวที HealthyLicious ที่เปิดโอกาสให้นักวิจัย สตาร์ตอัป และผู้ประกอบการต่อยอดนวัตกรรมสู่ธุรกิจจริง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 ตุลาคม 2569 ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค โดย เปิดให้เข้าร่วมงานฟรี สำหรับผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://cpinnoexpo2026.com


ข่าวที่เกี่ยวข้อง