ดาวโจนส์พุ่งกว่า 3% รับเดโมแครตชนะเลือกตั้ง ด้านน้ำมันดิบลดลง คาดสงครามอิหร่านยุติเร็ว

#ทันหุ้น-ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ได้รับแรงหนุนจากชัยชนะของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งได้เสียงข้างมากทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง และตลาดมองว่าสงครามกับอิหร่านอาจยุติเร็วขึ้น ราคาน้ำมันดิบ WTI จึงลดลง 8.29% ที่ 88.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน Dollar Index (DXY) ลดลง 0.3% ที่ 101.566 เพราะนักลงทุนกังวลว่าสภาคองเกรสอาจกำกับดูแลอย่างเข้มงวดในธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตลาดหุ้นจึงปิดบวกทั้งสามดัชนี โดยดัชนี Dow Jones ปิดที่ 53,356.12 จุด เพิ่มขึ้น 3.03% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,688.62 จุด เพิ่มขึ้น 1.58% และดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 25,736.51 จุด เพิ่มขึ้น 1.44%
ทางด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ หุ้นนอกกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้ประโยชน์จากเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศปรับตัวขึ้น โดยหุ้น Walmart (WMT) เพิ่มขึ้น 3% และ Bank of America (BAC) เพิ่มขึ้นประมาณ 4% ขณะที่ Amazon (AMZN), Meta Platforms (META) และ Alphabet (GOOGL) ปรับตัวขึ้น เพราะนักลงทุนมองว่าการชะลอการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจลดภาระการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ในทางตรงข้าม ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor ลดลง 3.13% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 โดยดัชนี STOXX Europe 600 เพิ่มขึ้น 1.82% ที่ 657.40 จุด ซึ่งสูงสุดในรอบกว่า 2 เดือน ดัชนี DAX เพิ่มขึ้น 2.22% ที่ 26,437.67 จุด และดัชนี FTSE 100 เพิ่มขึ้น 1.79% ที่ 10,829.21 จุด หลังพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสสหรัฐฯ โดย FTSE 100 ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มธนาคารและหุ้นเหมืองทองคำ เพราะเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าหนุนราคาทองคำ ขณะที่ Novo Nordisk (NVO) เพิ่มขึ้นหลังปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปี ทั้งนี้ ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีกำหนดการประชุมในวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งตลาดคาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
สำหรับตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นเปิดบวกเล็กน้อย นำโดยหุ้นกลุ่มยานยนต์และกลุ่มการเงิน ก่อนจะพลิกปิดภาคเช้าที่ระดับ 61,913.51 จุด ลดลง 275.12 จุด หรือ -0.44% หลังหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์ถูกเทขาย เช่นเดียวกับดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้เปิดลดลง 1.8% ที่ 5,580.09 จุด จากแรงขายหุ้นกลุ่มชิป สอดคล้องกับดัชนี Philadelphia SE Semiconductor ที่ลดลงในสหรัฐฯ ขณะที่ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงเปิดเพิ่มขึ้น 1.66% ที่ 24,316.94 จุด ตามการปรับตัวขึ้นของดัชนี Dow Jones ส่วนดัชนี Shanghai Composite ของจีนเปิดลดลง 1.07% ที่ 3,646.57 จุด เพราะนักลงทุนยังกังวลต่อเศรษฐกิจที่อ่อนแอ แม้มีมาตรการฟื้นตลาด
สำหรับตลาดหุ้นไทยเช้านี้ ดัชนี SET เปิดตลาดที่ 1,493.19 จุด ลดลง 0.59% โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2569 เป็น 2.4–2.6% จากเดิม 2.1–2.5% และปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็นขยายตัว 18–22% จากเดิม 12–16% หลังดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ฉบับปรับปรุงใหม่ระบุว่าภาคการผลิต 9 เดือนแรกของปีขยายตัว 2.6% อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน ระบุว่าการเติบโตกระจุกตัวในธุรกิจ AI และศูนย์ข้อมูล ซึ่งใช้วัตถุดิบนำเข้าราว 60% ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังอ่อนแอ
หุ้นที่น่าติดตามในวันนี้คือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ซึ่งตลาดประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 ราว 5,000 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิราว 1,800 ล้านบาทในไตรมาส 2/2569 เนื่องจากกำไรขั้นต้นต่อลิตรของธุรกิจน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นราว 1.35 บาท จาก 0.24 บาท จากกำไรสต็อกน้ำมันและการกลับรายการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือสุทธิราว 3,300 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตลาดคาดว่ากำไรไตรมาส 4/2569 จะลดลงจากไตรมาสก่อน จากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงอาจกระทบมูลค่าสต็อกน้ำมัน
วันนี้มุมมอง S50 Futures Comfirm Up/Down (ภาพหมายเลข 2) แสดงถึงแนวโน้มตลาดว่า วันนี้มีทิศทางขาขึ้น ส่วน Trend (ภาพหมายเลข 3) แสดงยอดซื้อขายใน S50 มีทิศทางขาลงต่อเนื่อง ขณะที่ Mid Trend (ภาพหมายเลข 4) มีการซื้อขายหุ้นของตลาด SET มีทิศทางขาลงต่อเนื่อง สรุปจากทั้ง 3 อินดี้ มองว่า s50 มีทิศทาง Sideway up
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
