นศ.-ผู้ปกครอง ร้องผู้บริหารมช.ลดค่าเทอม 30% ชี้ ปีล่าสุด มช.รายได้กว่า 2.3พันล้าน

นศ.-ผู้ปกครอง ร้องผู้บริหารมช.ลดค่าเทอม 30% ชี้ ปีล่าสุด มช.รายได้กว่า 2.3พันล้าน
มติชน
24 เมษายน 2563 ( 15:35 )
281
นศ.-ผู้ปกครอง ร้องผู้บริหารมช.ลดค่าเทอม 30% ชี้ ปีล่าสุด มช.รายได้กว่า 2.3พันล้าน
 

เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 24 เมษายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าอาคาร3 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มเครือข่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกอบด้วย กลุ่มนักศึกษาบัณฑิตศึกษาระดับปริญญาโท-เอกภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา สมัชชาเสรีประชาธิปไตยแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พรรคนักศึกษายุวธิปัตย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชมรมประชาธิปไตย สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศิษย์เก่า ซึ่งเป็นตัวแทนนักศึกษาจำนวน 1,364 คน และผู้ปกครองนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย นายธนาธร วิทยเบญจางค์ นายสฤษดิ์ สิริธีระธำรง และนางสาวรสริน คุณชม ได้รวมตัวกันอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ลดค่าเทอม 30% เนื่องจากสถานการณ์วิกฤติการรบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 ที่ทำให้ผู้ปกครองส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจไม่มีรายได้ แต่ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ลดให้แค่ 10% ซึ่งทางเครือข่ายนักศึกษาและผู้ปกครอง มองว่ายังไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ปัจจุบัน จึงได้มารวมตัวกัน และอ่านแถลงการณ์เรียกร้องในครั้งนี้

 

โดยนส.รสริน คุณชม ตัวแทนนักศึกษา กล่าวว่า ที่มาเรียกร้องในครั้งนี้นั้น ต้องการให้ทางผู้บริหารของมหาวิทยาลัย ช่วยลดค่าเทอมในอัตรา 30% แต่ทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีมติลดให้เพียง 10% ซึ่งทางนักศึกษาคัดค้านมติดังกล่าว เพราะทางนักศึกษาและผู้ปกครองมองว่ายังไม่เพียงพอ ค่าเทอมนักศึกษาปริญญาตรี 15,000 บาท ลด10% ก็จะได้แค่ 1,500 บาท ลำพังนำมาจ่ายค่าหอก็ยังไม่พอ และจากการที่มหาวิทยาลัยแสดงบัญชีงบดุลของมหาวิทยาลัยปีที่ผ่านมาพบว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีรายได้ต่อปีกว่า 2.3 พันล้านบาท จึงน่าจะนำเงินส่วนนี้มาช่วยนักศึกษา และในวันพรุ่งนี้กลุ่มนักศึกษาจะเดินทางไปยื่นข้อเรียกร้องต่อนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ต่อไป

 

ด้านนายสวัสดิ์ บัวดอกตูม ตัวแทนผู้ปกครองเปิดเผยว่า จากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันและการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 ทำให้ผู้ปกครองซึ่งประกอบอาชีพหาเช้ากินค่ำ ประสบปัญหาไม่สามารถประกอบอาชีพได้ จึงทำให้ขาดรายได้ จึงอยากจะฝากให้ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วยพิจารณา ลดค่าเทอมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง

 

สำหรับ แถลงการณ์ของกลุ่มเครือข่ายนักศึกษา เรื่องการเรียกร้องลดค่าธรรมเนียมการศึกษาถ้วนหน้า 30% มีรายละเอียดดังนี้ 

 

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 หรือไวรัสโควิด-19 ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลกระทบในวงกว้างทั่วประเทศไทยและได้ออกมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อาทิ ธุรกิจ ห้างร้าน สถานบริการ และกิจการส่วนตัวต้องปิดกิจการ หรือลดจำนวนการจ้างงานลง ก่อให้เกิดภาวะตกงาน ประชาชนขาดรายได้ในการยังชีพ

 

ท่ามกลางวิกฤติประชาชนต้องเผชิญหน้ากับปัญหาทางเศรษฐกิจอันหนักหน่วง แม้ว่ารัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบบ้างแล้ว แต่มาตรการช่วยเหลือมีความล่าช้าและไม่เพียงพอต่อการบรรเทาความเดือดร้อน ประกอบกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นในขณะที่รายได้กลับลดลง ทำให้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษา กลายเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสสำหรับครอบครัวชนชั้นกลางระดับล่าง ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ต้องแบกรับ

 

เครือข่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกอบด้วย กลุ่มนักศึกษาบัณฑิตศึกษาระดับปริญญาโท-เอกภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา สมัชชาเสรีประชาธิปไตยแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พรรคนักศึกษายุวธิปัตย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชมรมประชาธิปไตย สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศิษย์เก่า และนักศึกษาจำนวน 1,364 คน จึงใคร่ขอเสนอให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ดำเนินการลดค่าธรรมเนียมการศึกษาลง 30% จากค่าธรรมเนียมการศึกษาเดิม ตั้งแต่ภาคการศึกษาฤดูร้อน (2562) เป็นต้นไป

 

โดยให้เป็นนโยบายกลางที่กำหนดจากมหาวิทยาลัยเป็นมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเท่าเทียม และถ้วนหน้าแก่นักศึกษาทุกคน ทั้งนี้ การเรียนในปัจจุบันต่างก็เข้าสู่ระบบออนไลน์ทั้งสิ้นแล้ว และนักศึกษาไม่สามารถเข้าใช้บริการต่าง ๆ ที่จัดให้โดยมหาวิทยาลัย การลดค่าธรรมเนียมการศึกษาลงในอัตราดังกล่าว จึงถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว

 

จากการที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (กบม.) ได้มีมติที่ประชุมออกมาเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2563 ยืนยันในมาตรการเดิมของมหาวิทยาลัยในการที่ลดค่าธรรมเนียมการศึกษาลง 10% โดยจะจัดสรรทุนให้เปล่าเฉพาะนักศึกษาที่มีปัญหา และจัดตั้งกองทุนให้ยืมเงิน 250 ล้านบาท นั้น ทางเครือข่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอแสดงจุดยืนในการคัดค้านมติกบม.ดังกล่าว ด้วยข้อคิดเห็นสำคัญ สามประการ ดังต่อไปนี้

 

1. การที่คณะผู้บริหารฯอ้างว่า การลดค่าธรรมเนียมการศึกษาจำนวน 10% นั้น เป็นการที่มหาวิทยาลัยยึดตามมติที่ประชุมทปอ. ทางเครือข่ายนักศึกษามีความเห็นว่า มติที่ประชุมทปอ.นั้นกำหนดให้ลดค่าธรรมเนียมการศึกษาลงในอัตรา 10% “เป็นอย่างน้อย” ทั้งนี้ให้ขึ้นกับสภาพและเงื่อนไขของแต่ละมหาวิทยาลัยไปพิจารณา เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั้น ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ยากจน ผู้ปกครองของนักศึกษาส่วนใหญ่มีฐานะปานกลางไปจนฐานะที่ยากจน การต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงักในปัจจุบัน ได้สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการสนับสนุนการเรียนของบุตรหลานในปัจจุบัน ตัวเลขการลดค่าธรรมเนียมการศึกษาลง 10% ซึ่งถือเป็นตัวเลขขั้นต่ำที่สุดที่ตกลงในมติทปอ. จึงถือว่าเป็นตัวเลขการลดค่าธรรมเนียมการศึกษาที่ต่ำเกินไป และไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับนักศึกษาอย่างแท้จริง

 

2. เครือข่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขอยืนยันในหลักการสำคัญที่ว่า สิทธิในการเรียกร้องเพื่อการศึกษาที่เป็นธรรมนั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของนักศึกษาในฐานะที่เป็นเจ้าของมหาวิทยาลัยที่แท้จริง มหาวิทยาลัยนั้น ถูกจัดตั้งขึ้นก็เพื่อประโยชน์แก่นักศึกษาและประชาชนในสังคม และการที่มหาวิทยาลัยสามารถดำรงอยู่ได้ ก็ด้วยค่าธรรมเนียมการศึกษาของนักศึกษาและด้วยภาษีของประชาชนที่ผ่านมายังรัฐ ดอกผลใด ๆ ที่ผลิบานออกมาจากการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ล้วนตั้งต้นมาจากเงินตราเหล่านี้ทั้งสิ้น ในแง่นี้ มหาวิทยาลัยจึงเป็นสมบัติส่วนรวมของประชาชน และของสังคม เสียงของนักศึกษาในฐานะผู้เป็นเจ้าของร่วมในมหาวิทยาลัยจึงพึงถูกนับ และรับฟังอย่างใส่ใจ และให้ความสำคัญ โดยผู้บริหารพึงทำหน้าที่ในการรับผิดชอบต่อความต้องการของนักศึกษาที่มีเหตุมีผล และใส่ใจต่อสวัสดิภาพในชีวิตของนักศึกษาผู้ซึ่งเป็นเจ้าของมหาวิทยาลัยด้วย หากบรรดาผู้บริหารเห็นว่า ข้อเรียกร้องของนักศึกษานั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หรือไม่สมควร สิ่งที่ผู้บริหารพึงกระทำคือ ชี้แจงให้นักศึกษาได้รับรู้ว่าเหตุใดจึงมิอาจตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของนักศึกษาได้ อย่างมีเหตุมีผล

 

เป็นที่น่าเสียใจว่า ในตลอดเวลากว่าสองสัปดาห์ที่เครือข่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพียรพยายามนำเสนอข้อเรียกร้องต่อผู้บริหารของมหาวิทยาลัย ทางผู้บริหารสูงสุดของมหาวิทยาลัย ไม่เคยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าแลกเปลี่ยน พูดคุยหรือนำเสนอข้อคิดเห็นเลยแม้แต่น้อย เครือข่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงขอเรียกร้องให้อธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดให้มีการประชุมหารืออย่างกว้างขวาง โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษา ผู้ปกครองนักศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้สามารถแสดงความคิดเห็น และนำเสนอข้อเสนอในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนจากค่าธรรมเนียมการศึกษาและปัญหาเศรษฐกิจอื่นๆอย่างแท้จริง

 

3. การที่คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยอ้างว่า หากดำเนินการลดค่าธรรมเนียมการศึกษาตามข้อเรียกร้องเป็นจำนวน 30% นั้น จะกระทบต่อประสิทธิภาพการเรียนการสอนโดยตรง เป็นข้ออ้างที่ไม่ได้วางอยู่บนฐานความเป็นจริงของทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่มหาวิทยาลัยมีอยู่แต่อย่างใด เพราะหากอ้างอิงตามเอกสารของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เมื่อปี 2562 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั้นมีรายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิถึง 2,375 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากพอที่จะนำมาใช้ช่วยเหลือนักศึกษาได้ รายได้มหาศาลนี้ เป็นรายได้นอกงบประมาณแผ่นดิน ที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยสามารถที่จะบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการลดค่าธรรมเนียมการศึกษาได้ กล่าวถึงที่สุดแล้ว ฐานคิดของการลดค่าธรรมเนียมการศึกษาเพียง 10% ที่คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยืนยันนั้น เป็นการด่วนสรุปตัวเลข ที่มองแต่เพียงผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัยเป็นที่ตั้ง มากกว่าที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของนักศึกษาเป็นสำคัญ และเป็นวิธีคิดที่แยกขั้วตรงข้ามระหว่างผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัยและผลประโยชน์ของนักศึกษา ที่ไม่สร้างสรรค์ ข้อเสนอของเครือข่ายนักศึกษาให้มหาวิทยาลัยลดค่าธรรมเนียมลง 30% นั้น ก็เพื่อที่ทั้งมหาวิทยาลัยและทั้งนักศึกษา ในฐานะหุ้นส่วนที่เสมอภาค จะสามารถอยู่รอดร่วมกันได้

 

สุดท้ายนี้ กลุ่มเครือข่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า แถลงการณ์ฉบับนี้ นอกเหนือจากเป็นการส่งเสียงไปยังคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อรับฟังเสียงของนักศึกษาอย่างตั้งใจและจริงใจแล้ว ยังเป็นการส่งสาส์นไปยังเพื่อนนักศึกษาร่วมมหาวิทยาลัยทั้งมวล ได้ตระหนักถึงสิทธิในการศึกษาที่เป็นธรรม และสิทธิในการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของมหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันเรียกร้องให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ให้ทำหน้าที่สมกับการเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย อย่างเป็นธรรมและรับผิดชอบต่อนักศึกษา อุดหนุนเกื้อหนุนให้พวกเรา สามารถศึกษาเล่าเรียนได้อย่างมีศักยภาพและสำเร็จ ในท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง