PTTEPรุกขยายมาเลเซีย เข้าลงทุนแปลงเอสเค408

#PTTEP #ทันหุ้น - PTTEP เดินหน้าขยายการดำเนินงานในมาเลเซียอย่างต่อเนื่อง เข้าร่วมการลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจ TotalEnergies ในแปลงเอสเค 408 ขยายฐานการเติบโตให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้านนักวิเคราะห์ คาดกำไร Q4 ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน พร้อมปรับเพิ่มกำไรปี 2569 ขึ้น 4% เป็น 5.56 หมื่นล้านบาท
นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เปิดเผยว่า บริษัท พีทีทีอีพี เอสจี โฮลดิ้ง พีทีอี แอลทีดี (PTTEP SG Holding Pte. Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PTTEP ได้เข้าร่วมลงทุนกับบริษัท TotalEnergies SE (TTE) ในโครงการ เอสเค 408 ผ่านการเข้าซื้อหุ้นร้อยละ 49.99 ในบริษัท AzurVista Resources Pte. Ltd. (AzurVista Resources) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ TTE โดย AzurVista Resources ถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 20 ในแปลงเอสเค 408 ซึ่งจะส่งผลให้ PTTEP มีสัดส่วนการลงทุนทางอ้อมในโครงการดังกล่าวร้อยละ 9.998
*เพิ่มกำลังผลิต
ทั้งนี้แปลงเอสเค 408 เป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติและคอนเดนเสท ตั้งอยู่นอกชายฝั่งน้ำตื้น ในประเทศมาเลเซีย โดยปัจจุบันมีอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติ ประมาณ 750 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และคอนเดนเสท ประมาณ 15,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตและปริมาณสำรองปิโตรเลียมให้กับบริษัทได้ทันที นอกจากนี้ โครงการยังมีแผนจะเพิ่มปริมาณการผลิตอย่างต่อเนื่องในอนาคต
“การขยายฐานลงทุนในประเทศมาเลเซียซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของบริษัท เป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของ ปตท.สผ. รวมทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่ได้จับมือกับ TotalEnergies ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันมาอย่างยาวนานในหลายภูมิภาคของโลก เพื่อร่วมกันพัฒนาและผลักดันแปลงเอสเค 408 ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย และต่อยอดการเติบโตให้กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพลังงานของประเทศมาเลเซีย” นายมนตรีกล่าว
สำหรับปัจจุบัน ปตท.สผ. ยังมีการลงทุนกว่า 10 โครงการ ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งอยู่ในระยะการผลิต การพัฒนา และการสำรวจ
*ปรับกำไรปี 69 ขึ้น 4%
บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569 ขึ้นอีก 4% เป็น 5.56 หมื่นล้านบาท และปี 2570 ขึ้นอีก 9% เป็น 5.51 หมื่นล้านบาท เนื่องจากคาดว่าราคาขายก๊าซจะสูงขึ้น โดยฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มสมมติฐานราคาขายก๊าซของ PTTEP ในปี 2569 ขึ้นอีก 4% เป็น 5.7 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู และในปี 2570 ขึ้นอีก 5% เป็น 5.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลล้านบีทียู
โดยสะท้อนประมาณการของผู้บริหารในปีหน้าที่ 5.7-5.8 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู และราคาขายก๊าชจากการโครงการ Block A-18 ในมาเลเซียที่ซื้อมา สูงกว่าราคาขายก๊าซจากโครงการเอราวัณและบงกชในประเทศไทย นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยยังปรับสมมติฐานปริมาณยอดขายปี 2569 ลงเหลือ 5.56 แสนบาร์เรล (ต่ำกว่าสมมติฐานเดิม 0.4%) และปี 2570 เป็น 5.76 แสนบาร์เรล (เพิ่มขึ้นจากสมมติฐานเดิม 3%) เพื่อให้สอดคล้องกับแผนลงทุน 5 ปีฉบับล่าสุด
*คาดกำไร Q4 ฟื้น
ทั้งนี้ปรับลดราคาเป้าหมายปี 2569 เป็น 120.00 บาท จาก 124.00 บาท โดยใช้ WACC ที่ 8.7% ปรับลด Terminal Growth เป็น 0.5% จากเดิม 1.0% เพื่อสะท้อนถึงราคาน้ำมันดิบดิบที่มีแนวโน้มลดลงหลังจากที่ OPEC+ เพิ่มการผลิตน้ำมันดิบทุกเดือนจากเดือนเมษายน - ธันวาคม แต่ยังคงประมาณการราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2568 ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปี 2569 ที่ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะลดลงจาก 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2567
ในขณะเดียวกันฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรในไตรมาส 4/2568 จะฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 (QoQ) เนื่องจากคาดว่าปริมาณยอดขายจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.58 แสนบาร์เรล เพิ่มขึ้น 9% QoQ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
