รีเซต

UN เตือนอนาคตโลก! ร้อนทะลุเป้า ภัยพิบัติจ่อรุนแรง

UN เตือนอนาคตโลก!  ร้อนทะลุเป้า  ภัยพิบัติจ่อรุนแรง
TNN ช่อง16
23 ตุลาคม 2569 ( 11:00 )

องค์การสหประชาชาติเตือน โลกอาจเผชิญภาวะอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 2.8 องศาเซลเซียสภายในศตวรรษนี้ หากประเทศต่าง ๆ ยังคงดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศในระดับปัจจุบัน ขณะที่รายงานฉบับใหม่ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ชี้ว่ายังมีโอกาสจำกัดความรุนแรงของภาวะโลกร้อน และดึงอุณหภูมิโลกกลับมาต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษ แต่จำเป็นต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้

 

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP เผยแพร่รายงานช่องว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประจำปี 2569 (Emissions Gap Report 2026: The Point of Return) เมื่อวันพุธ โดยเสนอแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

รายงานระบุถึงสถานการณ์ที่อุณหภูมิโลกอาจเพิ่มสูงเกินเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสเป็นการชั่วคราว หรือที่เรียกว่า Overshoot โดยแนวทางที่ทำให้การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเกินเป้าหมายอยู่ในระดับต่ำที่สุด คาดว่าจะสามารถจำกัดอุณหภูมิสูงสุดของโลกให้อยู่ที่ประมาณ 1.7–1.8 องศาเซลเซียส ในช่วงกลางศตวรรษนี้ ก่อนพยายามลดอุณหภูมิกลับลงมา


อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างมาก โดยต้องลดลง 18% ภายในปี 2573 ลดลง 45% ภายในปี 2578 และลดลงถึง 69% ภายในปี 2583 เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2568


อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุในสารที่เผยแพร่พร้อมรายงานว่า การที่อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงเกินเป้าหมาย ไม่ได้หมายความว่ามนุษยชาติต้องยอมแพ้ต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เพราะยังสามารถจำกัดระดับและระยะเวลาที่อุณหภูมิสูงเกินเป้าหมายให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และนำอุณหภูมิโลกกลับลงมาต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้


รายงานยังชี้ว่า ปัจจุบันโลกมีโอกาสในการเร่งดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศมากกว่าที่เคยเป็นมา โดยนับตั้งแต่มีการรับรองความตกลงปารีสเมื่อปี 2558 ซึ่งกำหนดเป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส การใช้พลังงานหมุนเวียนเติบโตขึ้นอย่างมาก ขณะที่ปริมาณพลังงานจากถ่านหินและน้ำมันเพิ่มขึ้นช้ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ และนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในหลายพื้นที่


ด้านอิงเกอร์ แอนเดอร์เซน ผู้อำนวยการบริหาร UNEP เตือนว่า ทุก ๆ เศษเสี้ยวขององศาที่อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น และทุกปีที่อุณหภูมิสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส จะยิ่งเพิ่มผลกระทบและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมรุนแรง คลื่นความร้อน และไฟป่าที่สร้างความเสียหายให้กับหลายประเทศในปีนี้


เธอย้ำว่า ทุกฝ่ายจำเป็นต้องใช้มาตรการอย่างเต็มที่ เพื่อลดระดับอุณหภูมิสูงสุดของโลกให้เหลือน้อยที่สุด และนำอุณหภูมิกลับสู่เป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษ ซึ่งยังเป็นสิ่งที่สามารถทำได้


อย่างไรก็ตาม รายงานเตือนว่า หากประเทศต่าง ๆ ยังคงดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศในระดับปัจจุบัน อุณหภูมิโลกอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.8 องศาเซลเซียสภายในศตวรรษนี้ และอาจเพิ่มสูงขึ้นต่อไปหลังจากนั้น


แม้ทุกประเทศจะสามารถดำเนินการตามแผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด หรือ NDCs ภายใต้ความตกลงปารีสได้ครบถ้วน และยังคงดำเนินมาตรการในระดับใกล้เคียงกันต่อไป ก็จะสามารถจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้เพียงประมาณ 2.6 องศาเซลเซียสเท่านั้น


รายงานระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวเลวร้ายกว่าการประเมินเมื่อปีที่ผ่านมา เนื่องจากการถอนตัวของสหรัฐอเมริกาจากความตกลงด้านสภาพภูมิอากาศ และการปรับปรุงตัวเลขประมาณการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีต ขณะที่แผน NDCs ฉบับใหม่ที่ประเทศต่าง ๆ ยื่นเพิ่มเติมนับตั้งแต่รายงานครั้งก่อน แทบไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อแนวโน้มอุณหภูมิโลก


ถึงกระนั้น รายงานยังยืนยันว่า การลดอุณหภูมิโลกให้กลับลงมาสู่ระดับ 1.5 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่านั้นยังมีความเป็นไปได้ โดยเฉพาะเมื่อมีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่า นโยบายด้านสภาพภูมิอากาศสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง


UNEP จึงเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เร่งดำเนินการตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในการประเมินความก้าวหน้าระดับโลกครั้งแรก หรือ Global Stocktake (GST) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างปี 2564–2566 เพื่อประเมินความก้าวหน้าร่วมกันในการบรรลุเป้าหมายของความตกลงปารีส


เป้าหมายสำคัญประกอบด้วย การเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกเป็น 3 เท่า และเพิ่มอัตราการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่อปีเป็น 2 เท่าภายในปี 2573 การเปลี่ยนผ่านออกจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในระบบพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ไม่ใช่คาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงการยุติและฟื้นฟูปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าไม้


อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าของเป้าหมายส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับที่ไม่เพียงพอ รายงานระบุว่า การประเมินความก้าวหน้าระดับโลกครั้งที่สอง ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน ระหว่างการประชุมสภาพภูมิอากาศ COP31 ที่เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี จะเป็นโอกาสสำคัญในการยืนยันมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต้องให้ความสำคัญ พร้อมขยายเป้าหมายเชิงปริมาณไปถึงปี 2578 และ 2583 รวมถึงกำหนดแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนและวัดผลได้มากขึ้น

 

ทั้งนี้ รายงานได้กำหนดระดับการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่จำเป็น เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเกินเป้าหมายให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด โดยภายในปี 2578 สัดส่วนของถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในการจัดหาพลังงานทั้งหมด จำเป็นต้องลดลงอย่างน้อย 55% 15% และ 5% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปี 2568 ขณะที่ภายในปี 2583 จะต้องลดสัดส่วนถ่านหินอย่างน้อย 75% น้ำมัน 30% และก๊าซธรรมชาติ 35% เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสอดคล้องกับเป้าหมายการจำกัดภาวะโลกร้อน

 

รายงานฉบับใหม่ของ UNEP สะท้อนว่า แม้โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงที่อุณหภูมิจะเพิ่มสูงเกินเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส แต่ยังมีโอกาสควบคุมความรุนแรงของภาวะโลกร้อนและลดอุณหภูมิกลับลงมาได้ภายในสิ้นศตวรรษ หากทุกประเทศเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการขยายพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และปกป้องพื้นที่ป่าไม้ เพราะทุกเศษเสี้ยวของอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ล้วนหมายถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้น และการลงมือดำเนินการตั้งแต่วันนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดอนาคตของโลก

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง