รีเซต

น้ำลดแต่โรคไม่จบ เปิดความเสี่ยง “ไข้ดิน” หลังน้ำท่วม ป่วยแล้ว 570 ราย

น้ำลดแต่โรคไม่จบ เปิดความเสี่ยง “ไข้ดิน” หลังน้ำท่วม ป่วยแล้ว 570 ราย
TNN ช่อง16
22 ตุลาคม 2569 ( 17:40 )
6

น้ำท่วมไม่ได้ทิ้งไว้เพียงความเสียหายต่อบ้านเรือนและพื้นที่เกษตร แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงจากโรคติดเชื้อที่อาจแฝงมากับดินและน้ำ โดยเฉพาะ “โรคไข้ดิน” หรือเมลิออยโดสิส ซึ่งอาจรุนแรงถึงชีวิต ข้อมูลเขตสุขภาพที่ 9 พบผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ต้นปี 2569 แล้ว 570 ราย เสียชีวิต 45 ราย กลุ่มผู้สูงอายุมีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุด

น้ำลด แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ

หลังสถานการณ์น้ำท่วม หลายครัวเรือนต้องเร่งทำความสะอาดบ้านเรือน ขณะที่เกษตรกรต้องกลับเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูกเพื่อฟื้นฟูแปลงเกษตรและเก็บเกี่ยวผลผลิต กิจกรรมเหล่านี้ทำให้มีโอกาสสัมผัสดิน โคลน และน้ำที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรคมากขึ้น

หนึ่งในโรคที่ต้องเฝ้าระวังคือ โรคไข้ดิน หรือโรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis) ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ในดินและน้ำตามธรรมชาติ เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลหรือผิวหนังที่สัมผัสดินและน้ำปนเปื้อน รวมถึงการสูดดมละอองฝุ่นดินที่มีเชื้อ และการบริโภคน้ำหรืออาหารที่ปนเปื้อน

ความเสี่ยงจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะช่วงที่น้ำกำลังท่วม แต่ยังต้องระมัดระวังในช่วงหลังน้ำลด โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินลุยโคลน ทำงานกลางแจ้ง หรือสัมผัสดินและน้ำเป็นเวลานาน

อีสานตอนล่างป่วย 570 ราย เสียชีวิต 45 ราย

นายแพทย์สายลักษณ์ พิมพ์เกาะ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา เปิดเผยสถานการณ์โรคไข้ดินในพื้นที่รับผิดชอบ 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ โดยข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 22 ตุลาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 570 ราย และเสียชีวิต 45 ราย

สถานการณ์รายจังหวัดมีดังนี้

บุรีรัมย์ พบผู้ป่วย 245 ราย เสียชีวิต 12 ราย

สุรินทร์ พบผู้ป่วย 139 ราย เสียชีวิต 11 ราย

นครราชสีมา พบผู้ป่วย 136 ราย เสียชีวิต 17 ราย

ชัยภูมิ พบผู้ป่วย 50 ราย เสียชีวิต 5 ราย

แม้บุรีรัมย์จะมีผู้ป่วยสะสมมากที่สุด แต่จังหวัดนครราชสีมามีผู้เสียชีวิตสูงสุดในกลุ่ม 4 จังหวัด ขณะที่ข้อมูลโดยรวมสะท้อนว่าโรคนี้ยังเป็นความเสี่ยงด้านสาธารณสุขที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป รองลงมาคือกลุ่มอายุ 55–64 ปี และ 45–54 ปี ตามลำดับ

ใครบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสดินและน้ำเป็นประจำ โดยเฉพาะเกษตรกร ผู้ที่ทำงานในพื้นที่น้ำท่วมขัง และประชาชนที่ทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นกลุ่มที่ควรป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด เพราะอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรงมากขึ้น

ป้องกันอย่างไรเมื่อต้องลุยน้ำและโคลน

สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำโดยตรง หากจำเป็นต้องลงพื้นที่ ควรสวมรองเท้าบูท ถุงมือยาง และเสื้อผ้าที่ปกปิดผิวหนังอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผลควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำจนกว่าแผลจะหายสนิท

หลังสัมผัสพื้นที่เสี่ยง ควรรีบอาบน้ำฟอกสบู่ ทำความสะอาดบาดแผล และปิดแผลด้วยวัสดุกันน้ำ หลีกเลี่ยงการนำดินหรือสมุนไพรมาพอกแผล รวมถึงเลือกดื่มน้ำสะอาดที่ได้มาตรฐาน หากใช้น้ำจากแหล่งที่ไม่มั่นใจในความปลอดภัย ควรทำให้ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อที่เหมาะสมก่อนบริโภค และรับประทานอาหารที่ปรุงสุก

มีไข้หลังลุยน้ำ อย่าคิดว่าเป็นแค่ไข้หวัด

สิ่งสำคัญคือการสังเกตอาการหลังสัมผัสดิน น้ำ หรือโคลน หากมีไข้สูงต่อเนื่องตั้งแต่ 2 วันขึ้นไป ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะหากมีอาการไอ หายใจหอบเหนื่อย หรือพบฝีหนองตามผิวหนัง ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง

โรคไข้ดินอาจแสดงอาการแตกต่างกันในแต่ละคน และอาจมีความรุนแรงจนเป็นอันตรายถึงชีวิต การเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็วจึงมีความสำคัญ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง