สทนช. ปรับแผนระบายน้ำ 2 เขื่อนใหญ่ จ.กาญจนบุรี รับมือฝนหนักปลาย ต.ค.

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลองยังคงต้องเฝ้าติดตาม ล่าสุดสทนช.คาดการณ์ว่าช่วงครึ่งหลังเดือน ต.ค. จะมีฝนตกหนักมากในภาคตะวันตก โดยเฉพาะ จ.กาญจนบุรี ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำจำนวนมาก ขณะที่เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณมีน้ำเกือบเต็มความจุ ล่าสุดนายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับ นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง รวมถึงการลงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ณ บ้านหนองบัว, สถานีสูบน้ำบ้านจันอุย เขื่อนท่าทุ่งนา อำเภอเมืองกาญจนบุรี และเขื่อนศรีนครินทร์ อำเภอศรีสวัสดิ์
รองเลขาธิการ สทนช. ระบุว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบว่า ช่วงครึ่งหลังของเดือนตุลาคมจะมีฝนตกหนักมากในพื้นที่ภาคตะวันตก โดยเฉพาะที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำสำคัญเป็นจำนวนมาก ขณะที่ปัจจุบันเขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์มีปริมาตรน้ำกักเก็บอยู่ในระดับสูงเกือบเต็มความจุแล้ว ดังนั้น เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของตัวเขื่อนและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนบริเวณท้ายน้ำ
สทนช. ได้ร่วมกับจังหวัดกาญจนบุรี กฟผ. กรมชลประทาน ปภ. และหน่วยงานท้องถิ่น ปรับแผนการระบายน้ำอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยจะทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อนศรีนครินทร์ผ่านเขื่อนท่าทุ่งนา จากเดิมวันละ 15-20 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) เป็น 35 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2569 ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2569 เพื่อเพิ่มพื้นที่รับน้ำฝนที่คาดว่าจะตกมาเพิ่ม และประเมินสถานการณ์อีกครั้ง ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นจากปัจจุบัน 1.00 – 1.50 เมตร
โดยจังหวัดได้ส่งข้อความ Cell Broadcast ให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งดำเนินการควบคู่ไปกับการปรับลดการระบายน้ำของเขื่อนวชิราลงกรณ จากเดิมวันละ 20 ล้าน ลบ.ม. ทยอยปรับลดลงเหลือวันละ 10 ล้าน ลบ.ม. เพื่อบริหารจัดการให้สามารถควบคุมปริมาณน้ำรวมที่จะไหลลงสู่พื้นที่เขื่อนแม่กลองให้อยู่ในเกณฑ์สมดุล
ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 17 ต.ค.เขื่อนแม่กลองมีอัตราการระบายน้ำ อยู่ที่ 1,190 ลบ.ม. ต่อวินาที ยังอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง และยังมีบางพื้นที่ท้ายน้ำได้รับผลกระทบ จึงต้องควบคุมการระบายไม่ให้เกินอัตรา 1,300 -1,400 ลบ.ม. ต่อวินาที เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนแม่กลองเพิ่มสูงขึ้น โดยจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วยหน่วยงานในพื้นที่ได้แจ้งข้อมูลสถานการณ์น้ำและปรับแผนการระบายน้ำต่อผู้ประกอบการแพ รีสอร์ต และประชาชนในพื้นที่เพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้าด้วยแล้ว หากหน่วยงานร่วมกันบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบเช่นนี้ คาดว่าใน 7 – 10 วันข้างหน้า สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จะคลี่คลายลง
ทั้งนี้ สทนช. จะติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดเป็นรายวัน พร้อมได้เน้นย้ำการแจ้งเตือนและประสานงานร่วมกับจังหวัดกาญจนบุรี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำแม่กลองให้เฝ้าระวังระดับน้ำและเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างทันท่วงที เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
