รีเซต

"เที่ยวญี่ปุ่น" ต้องรู้!! กติกาใหม่กำลังมา รับมือนักท่องเที่ยวทะลัก รวม 100 พื้นที่ เที่ยวได้แต่ไม่เหมือนเดิม?

"เที่ยวญี่ปุ่น" ต้องรู้!! กติกาใหม่กำลังมา รับมือนักท่องเที่ยวทะลัก รวม 100 พื้นที่ เที่ยวได้แต่ไม่เหมือนเดิม?
TNN ช่อง16
4 เมษายน 2569 ( 08:00 )
11

ญี่ปุ่นประกาศแผน “Basic Plan for Tourism Nation” คุมการท่องเที่ยว 100 พื้นที่ทั่วประเทศ รับมือ Overtourism นักท่องเที่ยวอาจต้องจองล่วงหน้า เจอราคาสองระดับ พร้อมตั้งเป้ารายได้ 15 ล้านล้านเยนในปี 2030


หากใครกำลังวางแผนจะไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงหลังจากนี้ อาจต้องเตรียมใจไว้ล่วงหน้า เพราะประสบการณ์การท่องเที่ยวกำลังจะ “ไม่เหมือนเดิม” อีกต่อไป คำถามสำคัญคือ เมื่อเราเดินทางไปถึงแล้ว จะต้องเจอกับอะไรบ้าง ภายใต้กติกาใหม่ที่กำลังถูกออกแบบขึ้นในระดับประเทศ


จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อรับมือกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แผนดังกล่าวมีชื่อว่า “Basic Plan for Tourism Nation” ซึ่งได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2026 และถูกวางให้เป็นพิมพ์เขียวกำหนดอนาคตการท่องเที่ยวของประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า ระหว่างปี 2026 ถึง 2030 ครอบคลุมพื้นที่รวมทั้งหมด 100 แห่งทั่วประเทศ


ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายทั่วไป แต่เป็นการ “รีเซ็ต” แนวคิดการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นใหม่ทั้งหมด เพราะมันเชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจ โครงสร้างเมือง และคุณภาพชีวิตของคนในประเทศเข้าด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


คำถามสำคัญคือ ทำไมญี่ปุ่นถึงเลือกปรับเกมในจังหวะเวลานี้ ทั้งที่รายได้จากการท่องเที่ยวกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของประเทศไปแล้ว


ตัวเลขล่าสุดสะท้อนภาพชัดเจน ญี่ปุ่นสามารถสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวสูงถึง 9.5 ล้านล้านเยนต่อปี หรือเกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นหนึ่งในรายได้จากต่างประเทศที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่เพียงรายได้เสริมเหมือนในอดีต


ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการวางกลยุทธ์ระยะยาวตั้งแต่ปี 2003 ผ่านแคมเปญระดับชาติ “Visit Japan Campaign” ที่มุ่งผลักดันประเทศให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก นับจากนั้น ญี่ปุ่นเดินหน้าผ่อนคลายวีซ่า เพิ่มเที่ยวบิน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และทำการตลาดเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง


โดยเฉพาะหลังปี 2012 เป็นต้นมา นโยบายยิ่งเข้มข้นขึ้น รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวแบบก้าวกระโดด และสามารถทำได้จริง จากนักท่องเที่ยวเพียง 5 ล้านคนในปี 2003 เพิ่มขึ้นเป็น 31.9 ล้านคนก่อนโควิดในปี 2019 และฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังวิกฤต จนในปี 2025 จำนวนนักท่องเที่ยวพุ่งแตะ 42.7 ล้านคน ทำสถิติสูงสุดใหม่




อย่างไรก็ตาม ด้านหนึ่งของความสำเร็จ กลับนำมาซึ่ง “ปัญหาใหม่” ที่ใหญ่ไม่แพ้กัน เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมืองหลักอย่าง โตเกียว โอซาก้า และ เกียวโต ต้องเผชิญกับภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง หรือ Overtourism อย่างหนัก


ลองจินตนาการถึงชีวิตประจำวันของคนท้องถิ่น ที่ต้องใช้ระบบขนส่งสาธารณะร่วมกับนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาล ต้องต่อคิวแย่งพื้นที่ในรถไฟ รถบัส หรือแม้กระทั่งพื้นที่สาธารณะทั่วไป ขณะเดียวกัน หลายชุมชนต้องเผชิญกับปัญหานักท่องเที่ยวล้ำพื้นที่ส่วนตัว บางแห่งถึงขั้นต้องติดป้าย “ห้ามถ่ายรูป”


นี่คือจุดที่คำว่า Overtourism ไม่ได้เป็นเพียงคำเชิงทฤษฎี แต่กลายเป็นปัญหาที่จับต้องได้ และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนญี่ปุ่นโดยตรง ความไม่พอใจของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข


ด้วยเหตุนี้ ญี่ปุ่นจึงตัดสินใจเปลี่ยนแนวคิดครั้งใหญ่ จากเดิมที่เน้น “ดึงนักท่องเที่ยวให้มากที่สุด” ไปสู่ “การบริหารนักท่องเที่ยวให้สมดุลที่สุด” ซึ่งไม่ใช่การถอยหลัง แต่เป็นการยกระดับการจัดการท่องเที่ยวให้ยั่งยืนมากขึ้น


ภายใต้แผนใหม่ พื้นที่รับมือ Overtourism จะถูกขยายจาก 47 แห่ง เป็น 100 แห่งทั่วประเทศ โดยแต่ละพื้นที่จะต้องมีแผนบริหารจัดการเฉพาะของตัวเอง และต้องอิงจากเสียงของคนในชุมชน ไม่ใช่เพียงคำสั่งจากส่วนกลาง




หัวใจของนโยบายคือแนวคิด “การบริหารการไหลของนักท่องเที่ยว” หรือ Manage Visitor Flow ซึ่งหมายถึงการกำหนดว่า ใครจะไปที่ไหน ไปเมื่อไร และไปอย่างไร เพื่อลดการกระจุกตัวในพื้นที่ยอดนิยม


สิ่งที่นักท่องเที่ยวจะต้องเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเข้าชมสถานที่ต่างๆ หลายแห่งอาจต้องจองล่วงหน้า มีการจำกัดจำนวนผู้เข้าชม หรือกำหนดช่วงเวลาเข้าใช้งานอย่างชัดเจน เพื่อควบคุมปริมาณคนในพื้นที่


อีกหนึ่งมาตรการสำคัญคือการ “กระจายนักท่องเที่ยว” จากเมืองหลักไปสู่เมืองรอง เพราะปัญหาหลักของญี่ปุ่นไม่ใช่จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวม แต่คือการกระจุกตัวในไม่กี่เมือง แผนใหม่จึงพยายามสร้างเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งให้เชื่อมโยงเมืองหลักกับเมืองรองได้ดีขึ้น


นอกจากนี้ แนวคิด “ราคาสองระดับ” หรือ Dual Pricing กำลังถูกพิจารณาให้ใช้ในบางพื้นที่ โดยอนุญาตให้สถานที่ท่องเที่ยวสามารถตั้งราคาสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงกว่าคนญี่ปุ่น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสังคม และลดแรงกดดันต่อคนในพื้นที่


สิ่งที่น่าสนใจคือ วิธีคิดของญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่เน้น “ปริมาณ” ไปสู่การให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” ของนักท่องเที่ยวมากขึ้น เป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้คนมาเยอะที่สุด แต่ต้องทำให้ใช้จ่ายมากขึ้น อยู่ได้นานขึ้น และกลับมาเที่ยวซ้ำ


ตัวเลขเป้าหมายสะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน ญี่ปุ่นตั้งเป้าเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวเป็น 250,000 เยน และเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่กลับมาเที่ยวซ้ำให้แตะ 40 ล้านคน พร้อมเป้าหมายใหญ่คือดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ถึง 60 ล้านคนต่อปี และสร้างรายได้ 15 ล้านล้านเยน ภายในปี 2030


ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กำลังสะท้อนว่า ญี่ปุ่นไม่ได้กำลังลดความสำคัญของการท่องเที่ยว แต่กำลัง “ยกระดับเกม” ใหม่ทั้งระบบ เพราะในโลกอนาคต ประเทศที่ประสบความสำเร็จอาจไม่ใช่ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถบริหารจัดการนักท่องเที่ยวได้ดีที่สุด


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ จะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากแค่ไหน แต่คือ จะรับมือกับนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลได้อย่างไร โดยไม่ทำลายเมือง และไม่กระทบคุณภาพชีวิตของคนในประเทศเอง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง