1. Love Bombing เขาจะทำเป็นสนใจเรามากๆอาจะชมว่าชอบรอยยิ้มของเราหรืออะไรก็ได้ที่เป็นจุดเด่นของแต่ละคนที่สังเกตเห็นได้เด่นชัด ชวนคุยเก่งมากไม่ว่าเราจะคุยเรื่องไหนเขาสามารถต่อบทได้หมดคุยสนุกร่าเริงดูสนุกเข้ากันได้ดีตั้งแต่ครั้งแรก ดูเป็นกันเอง เขาจะชอบทำอะไรให้เป็นจุดเด่นให้เราจำเขาได้ เช่นคำพูดที่ติดปาก หรือคำทักทายที่เป็นกิจวัตร ทำอะไรที่เป็นประจำสร้างความคุ้นชินและชอบสร้างเรื่องราวหรือที่เรียกว่าสร้างสถานการณ์ให้เรามีความผูกพันกับเขา อย่างเช่นถ้าเจอกันในออนไลน์เขาก็จะชวนคุยหรือชวนทำอะไรด้วยกันให้เรารู้สึกสนิทและเหมือนได้อยู่กันจริงๆการแสดงความรักอย่างรุนแรงและรวดเร็ว หรือ "Love Bombing" ถือเป็นการเร่งกระบวนการสร้างความไว้วางใจ (Fast-tracking Trust) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทลายกลไกการเฝ้าระวังทางจิตวิทยาของเป้าหมายในระยะเวลาอันสั้น ในระยะแรกเริ่ม เขาจะใช้ยุทธวิธีชื่นชมอย่างเกินจริง การส่งข้อความแสดงความรักและความห่วงใยอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง การใช้คำหวาน หรือบทกวี ตลอดจนการประกาศความรู้สึกรักอย่างลึกซึ้งชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับใคร พฤติกรรมเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างสภาวะความผูกพันทางอารมณ์อย่างฉับพลัน เพื่อผูกมัดเป้าหมายไว้กับความสัมพันธ์ปลอมๆที่สร้างขึ้น แต่เขาก็จะเว้นพื้นที่บางอย่างให้เราสงสัยไม่เปิดทั้งหมดเหมือนมีอะไรให้เราต้องค้นหาเองหรืออาจเป็นความลับอะไรที่ซ่อนอยู่เล็กๆ ถ้าเจอกันแบบต่อหน้าเขาก็จะตามใจให้เกียรติเรามากๆเชิดชูเราจนตัวลอยในครั้งแรกพยายามเข้าหาและตามใจขั้นสุดทุกอย่างดูดีไปหมดเข้ากันได้ดีจนน่าแปลกใจหลายคนอาจเผลอคิดไปไกลเลย ทำแบบนี้แค่ประมาณสักระยะหนึ่งแล้วแต่บุคคลเขาจะดูแต่ละคนบางคนแค่1อาทิตย์บางคนอาจ2อาทิตย์ถึง 1 เดือน ส่วนมากเขาจะมุ่งเป้าไปที่บุคคลที่มีความเชื่อในความรักแบบโรแมนติก (Romantic Beliefs Scale) ซึ่งมีความเชื่อในเรื่องพรหมลิขิตและความรักแรกพบเป็นทุนเดิม เขาจะใช้วิธีการสะท้อนตัวตน (Mirroring) โดยการศึกษาสิ่งที่เป้าหมายชื่นชอบ ค่านิยม ความฝัน และอุดมคติ แล้วจำลองตนเองให้กลายเป็น "คู่แท้ในฝัน" (Soulmate) เพื่อให้เป้าหมายรู้สึกว่าได้พบคนที่เข้าใจตนเองอย่างแท้จริง การสร้างความรู้สึกปลอดภัยทางอารมณ์ในระดับสูงนี้ ส่งผลให้เป้าหมายลดการตั้งคำถาม มองข้ามสัญญาณเตือนภัย และพร้อมที่จะเปิดรับการปฏิสัมพันธ์ในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในส่วนนี้เองที่ทำให้หลายคนพลาดเข้าไปในความสัมพันธ์แบบนี้อย่างไม่ทันตั้งตัว 2. ล้วงข้อมูล 1.สอบถามถึงความทรงจำในวัยเด็ก ปัญหาครอบครัว และปมความเจ็บปวดในอดีต ใช้สร้างความเห็นอกเห็นใจ และใช้เป็นเครื่องมือขู่เข็ญทางอารมณ์ในอนาคต 2.ชวนคุยเรื่องแผนการเกษียณ เงินเก็บ อสังหาริมทรัพย์ หรือวงเงินสินเชื่อ ประเมินเพดานในการสูญเสียเงิน (Maximum Extraction Capacity) ของเหยื่อ 3.สำรวจความสัมพันธ์กับลูก เพื่อน หรือญาติใกล้ชิดประเมินระดับการสนับสนุนทางสังคมเพื่อวางแผนแยกเหยื่อออกจากสังคม (Isolation) 4.ตรวจสอบเวลาตื่น นอน การทำงาน และแอปพลิเคชันที่ใช้งานประจำกำหนดช่วงเวลาในการส่งข้อความบงการเพื่อผลลัพธ์สูงสุดทางจิตวิทยา ทุกสิ่งเขาจะวางแผนไว้หมดข้อมูลทุกอย่างที่เขารู้จะย้อนกลับมาหาเราแลกกับประโยชน์ของเขาไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนทางด้านอารมณ์เพื่อส่งเสริมอีโก้ความมั่นใจให้เขาและเงินให้เขาในอนาคต 3. กลลวง เมื่อเขารู้ข้อมูลเรามากพอเขาก็จะหาวิธีเพื่อที่จะใช้ประโยชน์กับเราค่ะเรามาดู กรณีศึกษากันนะคะ กรณีศึกษา สมมุติ เขารู้ว่ากิจวัตรประจำวันเป็นรูทีนประจำแบบนี้ๆเขาก็จะเข้าหาคุณเวลาประจำนั้นๆคุณชอบอะไรเขาก็ตามใจคุณเขาจะหาจุดอ่อนคุณเช่นเขารู้ว่าคุณหงุดหงิดถ้าเขาไม่รับสายหรือเวลาไม่สนใจเขาจะทำสลับกับการตามใจเหมือนให้สุดแล้วดึงกลับตรงนี้จะทำให้คุณต้องลุ้นตลอดหรือใจสั่นนานเข้าคุณจะกลายเป็นคนขี้กังวลถ้าเขารู้ว่าคุณขี้หึงเขาก็จะสร้างเรื่องหรือทำพฤติกรรมให้คุณหึงคือการปั่นให้คุณสันสนระหว่างรักกับเฉยชาผ่านการอ้างว่าติดงานทั้งที่เมื่อก่อนเวลาเดียวกันแต่เขากลับว่างเพื่อคุณเสมอตอนที่เพิ่งทำคะแนนหรือช่วง Love bombing นั้นเองจนสารในสมองของคุณเริ่มติดเขาโดยไม่รู้ตัวและเขาจะหาช่องทางเพื่อได้ผลประโยชน์จากคุณตามสถานการณ์ต่างๆเขาจะใช้ยุทธวิธี "Trauma Bombing" หรือการสร้างวิกฤติต่างๆ เช่น การเจ็บป่วยกะทันหัน การประสบอุบัติเหตุ การถูกอายัดบัญชีในต่างประเทศ หรือการติดพันข้อกฎหมาย เพื่อกระตุ้นความรู้สึกของอารมณ์สงสารและความปรารถนาที่จะเป็นผู้อยากช่วยเหลือหรือน้ำใจของเรา สภาวะฉุกเฉินที่ถูกสร้างขึ้นอย่างสมจริงนี้ จะเร่งให้เหยื่อทำธุรกรรมการโอนเงินด้วยตนเอง (Authorized Push Payment - APP Fraud) โดยไม่ทันได้ตรวจสอบความถูกต้อง และระวังตัวนั้นเอง 4. พฤติกรรมที่ใช้เมื่อคุณหลงรัก ที่นี้พอเขารู้ว่าคุณรักเขาเขาก็จะเริ่มเปลี่ยนไปค่ะทำทุกอย่างตามใจเริ่มมาๆหายๆไม่สม่ำเสมอแล้วค่ะทำทีท่าเป็นงานยุ่งโน้นนี้นั้นสารพัดที่จะอ้างค่ะมาทำดีเป็นพักๆแล้วก็หายอีกเพราะเริ่มหาเหยื่อรายใหม่คะช่วงนี้เพราะรู้สึกว่าพิชิตใจได้แล้วแค่เก็บไว้ใช้ประโยชน์เวลาต้องการ มาถึงตรงนี้อาจเริ่มมองออกกันแล้วนะคะใครมาถึงจุดนี้บอกเลยว่าทรมานสุดๆเขาจะให้ความรักเหมือน ตู้สล็อตอย่างไงอย่างงั้นเลยค่ะวันนี้โชคดีให้ความใส่ใจขั้นสุดอีกวันหายหัวติดต่อยากมากทำได้แค่รอคะหากคุณไม่พอใจชวนทะเลาะเขาจะใช้จะใช้วิธีหายไปมาบีบให้คุณรู้สึกผิดจนคุณคิดว่านี้คุณงี่เง่าเกินไปหรือเปล่าจนคุณต้องเป็นฝ่ายง้อเขาเหตุการณ์ก็จะวนเวียนอยู่แบบนี้ เมื่อเหยื่อตกอยู่ในสภาวะหลงรักความผูกพันทางอารมณ์จะเข้าไปยึดครองกระบวนการประมวลผลข้อมูลของสมอง ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "การล่มสลายทางระบบการรับรู้ความจริง" (Epistemic Collapse) ในสภาวะนี้เหยื่อจะไม่สามารถประเมินข้อมูลตามหลักตรรกะและเหตุผลได้ตามปกติเนื่องจากสมองทำงานภายใต้กลไกการบิดเบือนทางความคิด (Cognitive Biases) เพื่อปกป้องความรู้สึกและภาพฝันที่ถูกสร้างขึ้น การระงับการคิดเชิงวิพากษ์และการสร้างเหตุผลรองรับ เหยื่อจะพยายามอธิบายความผิดปกติหรือข้อสงสัยต่าง ๆ แทนเขา เช่น เมื่อ เขาปฏิเสธการเปิดกล้อง VDO CAll เหยื่อจะยอมรับเหตุผลเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่ดี ข้อจำกัดด้านความมั่นคงในอาชีพการงาน หรือภารกิจลับโดยไม่ตั้งคำถาม กระบวนการนี้เกิดขึ้นเนื่องจากเหยื่อต้องการหลีกเลี่ยงสภาวะความขัดแย้งทางอารมณ์ (Cognitive Dissonance) ที่อาจทำลายความสัมพันธ์ที่ตนให้คุณค่าการต้านทานการแทรกแซงจากภายนอก เมื่อเพื่อน ครอบครัว หรือใครๆ พยายามตักเตือนและชี้ให้เห็นว่าเป็นกลลวง เหยื่อจะแสดงพฤติกรรมปกป้องเขาอย่างก้าวร้าว เหยื่อมักมองว่าบุคคลภายนอกไม่เข้าใจความรักของพวกตน หรือมองว่าเขากำลังถูกอคติในสังคมกลั่นแกล้ง สภาวะการปกป้องนี้ส่งผลให้เหยื่อตัดขาดจากระบบสนับสนุนทางสังคม (Social Support System) และเข้าสู่การถูกแยกตัวอย่างสมบูรณ์ การแปรสภาพอารมณ์เป็นสกุลเงินความรู้สึกรัก ความภักดี และตัวตนของเหยื่อ ถูกแปลงสภาพให้กลายเป็นมูลค่าทางการเงินอย่างสมบูรณ์ (Affective Economy) เหยื่อมองว่าการโอนเงิน ไม่ใช่การสูญเสีย แต่เป็นการแสดงความจริงใจ การก้าวผ่านอุปสรรคร่วมกัน หรือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของคนสองคน อาการทางกายภาพและจิตใจสภาวะความขัดแย้งภายในระหว่างสัญชาตญาณเตือนภัย (Intuition) กับความต้องการรักษาความสัมพันธ์ จะแสดงออกผ่านอาการทางร่างกาย เช่น อาการวิตกกังวลโดยไร้สาเหตุ นอนไม่หลับ ปวดศีรษะเรื้อรัง หรือมีปัญหาในระบบทางเดินอาหาร ในมิติทางจิตวิทยา เหยื่อจะเผชิญกับความเครียดสะสม การสูญเสียความมั่นใจในตนเอง และการพึ่งพิงทางอารมณ์ต่อเขาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 5. ควบคุมบงการหล่อเลี้ยงด้วยความหวัง เขาจะไม่อนุญาตให้เหยื่อได้รับความสุขอย่างต่อเนื่อง แต่จะสลับระหว่างการให้ความรักอย่างหวานชื่นกับการถอนตัวอย่างเย็นชา การหายตัวไป หรือการแสดงอารมณ์หงุดหงิด พฤติกรรมนี้สร้างสภาวะความผูกพันจากบาดแผลทางอารมณ์ (Trauma Bonding) ทำให้เหยื่อเกิดความตื่นตระหนกและต้องคอยเอาอกเอาใจ ยินยอมทำตามข้อเรียกร้องทางการเงิน เพื่อให้อารมณ์ที่อบอุ่นของเขากลับคืนมาการปั่นหัวและการสร้างความรู้สึกผิด เมื่อเหยื่อเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับเงินที่หายไปหรือขอถอนเงิน ผู้กระทำผิดจะใช้เทคโนโลยี Gaslighting และ Guilt-Tripping โดยการตั้งคำถามกลับเกี่ยวกับ "ความไว้ใจ" และ "ความรัก" คำพูดเช่น "ถ้าเธอรักฉันจริง ทำไมเธอถึงไม่เชื่อใจฉัน" หรือ "การที่เธอสงสัยฉัน มันทำลายความพยายามตั้งตัวของเรา" จะเปลี่ยนให้เหยื่อกลายเป็นฝ่ายรู้สึกผิด และต้องพยายามไถ่โทษด้วยการยินยอมโอนเงินเพิ่มขึ้น การหล่อเลี้ยงความหวังในอนาคต การวาดภาพฝันเกี่ยวกับอนาคตที่สมบูรณ์แบบ (Future Promises) เช่น การซื้อบ้านหลังใหญ่ด้วยกัน การเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก การจัดงานแต่งงาน หรือชีวิตหลังการเกษียณที่มั่งคั่ง ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหล่อเลี้ยงให้เหยื่อยอมอดทนผ่านพ้นวิกฤตการณ์ทางการเงินที่มิจฉาชีพสร้างขึ้น ความหวังเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวประสานให้เหยื่อมองข้ามความสูญเสียในปัจจุบัน ที่นี้เมื่อรู้ว่าคุณยอมง้อหรือเริ่มขาดเขาไม่ได้เขาจะเริ่มบงการคุณจากเรื่องเล็กๆผ่านการที่ทำให้คุณเป็นฝ่ายผิดเรื่องเล็กๆเช่นแค่คุณไม่อ่านข้อความที่ผ่านไปไม่กี่นาทีหรือคำพูดเล็กๆที่คุณพูดไปผ่านๆเขาจะเรียกร้องให้คุณขอโทษด้วยการง้อเขาทำสิ่งที่เขาต้องการหรือแม้แต่ใช้ความน่าสงสารของชีวิตเขาเรื่องลำบากขอความช่วยเหลือคุณในเรื่องเล็กๆกระทั้งไปเรื่องใหญ่ให้คุณปรับเวลาชีวิตเพื่อเขามีเวลาให้เขาทุกครั้งไม่ว่าจะดึกแค่ไหนอยู่เป็นทุกอย่างให้เขาโดยที่เขาไม่เคยทำให้คุณเลยจุดที่หักเหคือ ให้คุณสังเกตความรู้สึกยิ่งนานวันคุณจะรู้สึกเหนื่อยล้าโดดเดี่ยวทั้งที่มีเขาเพราะเขาจะเป็นฝ่ายรับอย่างเดียวไม่เคยให้เลยจนในที่สุดคุณจะสูญเสียทั้งความมั่นใจ ตัวตน คุณค่าของตัวเองในที่สุด………..พอคุณจะถอยห่างเขาก็จะพูดให้ความหวังว่าเขาทำทุกอย่างเพื่อคุณพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองแต่นั้นก็ทำได้แค่ช่วงเวลาสั้นๆสักพักก็กลับไปเหมือนเดิมนี้แหละคือวงจรของความสัมพันธ์ลวงโลก ในระยะสุดท้ายของการหลอกลวง เขาจะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ให้ความรัก ไปสู่การใช้ยุทธวิธี "การควบคุมและบังคับขู่เข็ญ" (Coercive Control) ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่พบในคดีความรุนแรงในครอบครัว วงจรนี้ไม่ได้อาศัยเพียงความหวานชื่น แต่ใช้การสลับสับเปลี่ยนระหว่างอารมณ์เชิงบวกและเชิงลบเพื่อสร้างสภาวะการเสพติดทางอารมณ์ การเสริมแรงแบบไม่สม่ำเสมอ เกล็ดความรู้เพื่อให้เราหลุดจากความสัมพันธ์แบบนี้ค่ะ 1.เริ่มจากการเช็คความรู้สึกตัวเองบ่อยๆลองเปรียบการอยู่กับคนที่หวังดีกับเราที่สุดเช่นพ่อแม่หรือเพื่อนสนิทที่เคยอยู่เคียงข้างเรามาตลอดคนหรือถ้าใครบอกว่าฉันอยู่ตัวคนเดียวมาตลอดอันนี้ค่อนข้างหินหน่อยแต่ก็ไม่ยากเกินไปให้เราย้อนไปตอนเป็นเด็กน้อยทบทวนความรู้สึกที่เรารู้สึกสบายใจหรือปลอดภัยมั่นคงกับเหตุการณ์หรือบุคคลประเภทไหนเพื่อนำความรู้สึกมาเปรียบเทียบดูค่ะ หากใครคิดว่ายากไปเราลองไปต่อกัน ข้อถัดไปกันค่ะ 2.สังเกตให้เก่งค่ะคำพูดการกระทำส่วนมากจะไม่ตรงกันค่ะเมื่อเรารู้แพทเทิร์นเราจะเริ่มจับทางเขาถูกเมื่อรู้ความจริงว่าทุกสิ่งที่เขาทำมันคือคำโกหกเราจะค่อยๆตาสว่างค่ะ 3.เริ่มมองตามความจริงค่ะยอมรับว่าสิ่งที่เขาเคยสร้างหรือแสดงมันไม่ใช่ความจริงค่ะอันนี้อาจต้องใช้ความใจเด็ดเข้ามาช่วยเพราะการก้าวออกจากภาพที่เขาสร้างนั้นก็ค่อยข้างยากต้องใช้ความอดทนและใจแข็งระดับนึงเลยค่ะ สรุป ใครที่เข้าไปหรือเจอความสัมพันธ์แบบนี้อาจต้องใช้ระยะเวลาค่อยข้างนานเลยค่ะเนื้อหารายละเอียดและความละเอียดอ่อนของจิตใจแต่ละบุคคลค่อยข้างลึกซึ้ง จึ่งต้องแยกกรณีศึกษาเป็นเคสๆไป บทความนี้เป็นเพียงการสรุปแบบรวดรัดและเน้นหัวข้อแบบมุมกว้างสุดท้ายแล้วหวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านที่ยังไม่ถลำลึกอย่างน้อยก็เป็นแนวทางให้เราได้สังเกตบุคคลลักษณะตามข้างต้นเพื่อให้เกิดความระมัดระวังแต่ไม่ถึงกับระแวงแค่เว้นระยะห่างไม่ให้ต้องหลงกลเข้าไปค่ะ เครดิตภาพ Pixabay ภาพหน้าปก เครดิตภาพ Pixabay ภาพ1 ภาพ2 ภาพ 3 ภาพ 4 เจ้าของบทความ Wanis เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !