รีเซต

ดร.เสรี ชี้น้ำท่วม กทม. ผ่านจุดสูงสุด จับตาฝนใต้-ภัยแล้งปี 2570

ดร.เสรี ชี้น้ำท่วม กทม. ผ่านจุดสูงสุด จับตาฝนใต้-ภัยแล้งปี 2570
TNN ช่อง16
11 ตุลาคม 2569 ( 16:01 )
8

ดร.เสรี ประเมินน้ำท่วม กทม. คลี่คลาย เตือน 2 จังหวัดรับฝนหนัก

สถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ปริมาณฝนในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ภาคกลางบางส่วนเริ่มลดลง แต่ยังมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมประมาณ 20 จังหวัด ตามข้อมูลสถานการณ์ที่อ้างถึงจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนฝนระลอกใหม่ในช่วงวันที่ 10-13 ตุลาคม 2569

รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี ศุภราธิต ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการข่าวเที่ยง TNN วันที่ 11 ตุลาคม 2569 โดยประเมินว่า กรุงเทพมหานครน่าจะผ่านช่วงที่มีความเสี่ยงสูงสุดจากฝนตกหนักในรอบนี้ไปแล้ว ขณะที่พื้นที่ที่จำเป็นต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรีและราชบุรี ซึ่งยังมีฝนตกต่อเนื่องและมีน้ำท่วมในหลายพื้นที่

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำในพื้นที่รอยต่อกรุงเทพมหานครกับจังหวัดฉะเชิงเทรายังต้องเร่งระบาย เนื่องจากมีน้ำสะสมในพื้นที่ลุ่มต่ำ ประกอบกับระดับน้ำทะเลหนุนสูงที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำบางปะกง

กทม. ผ่านช่วงฝนหนัก คาด 3 วันข้างหน้าไม่มีฝนเติมจำนวนมาก

รศ.ดร.เสรี อธิบายว่า การพยากรณ์อากาศจากแบบจำลองทั่วไปมีข้อจำกัดด้านความละเอียดของพื้นที่ โดยระบบพยากรณ์บางประเภทมีขนาดกริดประมาณ 5 กิโลเมตร ขณะที่กลุ่มเมฆฝนในพื้นที่จริงอาจมีขนาดเล็กกว่านั้น ทำให้การคาดการณ์ฝนครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร แม้จุดที่เกิดฝนหนักจริงจะอยู่บริเวณจังหวัดใกล้เคียง

สำหรับฝนที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อนการสัมภาษณ์ พบว่ากลุ่มฝนเคลื่อนตัวผ่านบริเวณบางขุนเทียน ก่อนส่งผลต่อพื้นที่สมุทรสงคราม เพชรบุรี และราชบุรี ซึ่งบางพื้นที่มีน้ำท่วมอยู่ก่อนแล้ว

จากการประเมินข้อมูลล่าสุด รศ.ดร.เสรี เห็นว่ากรุงเทพมหานครไม่น่าจะเผชิญฝนตกหนักเพิ่มเติมในช่วงวันที่ 11-13 ตุลาคม และยังไม่พบสัญญาณฝนหนักในระยะ 3 วันข้างหน้า

ทั้งนี้ แนะนำให้ประชาชนติดตามการพยากรณ์อากาศที่ปรับปรุงทุก 6 ชั่วโมง เพราะข้อมูลระยะใกล้จะช่วยระบุตำแหน่งและความรุนแรงของฝนได้แม่นยำกว่าการคาดการณ์ล่วงหน้าหลายวัน

นอกจากนี้ ปริมาณน้ำเหนือที่ทยอยลดลงยังเป็นปัจจัยสนับสนุนให้สถานการณ์น้ำในกรุงเทพมหานครคลี่คลาย โดย รศ.ดร.เสรี ประเมินว่าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครปีนี้น่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว

เพชรบุรี-ราชบุรี ยังเสี่ยงฝนหนัก พบฝนสะสมเกือบ 200 มิลลิเมตร

สำหรับพื้นที่ที่ต้องเพิ่มการเฝ้าระวังในระยะสั้น รศ.ดร.เสรี ระบุว่า จังหวัดเพชรบุรีและราชบุรียังคงมีความเสี่ยงจากฝนตกหนัก โดยเฉพาะจังหวัดราชบุรีที่มีรายงานปริมาณฝนสะสมในรอบ 24 ชั่วโมงใกล้เคียง 200 มิลลิเมตร และยังมีแนวโน้มเกิดฝนเพิ่มเติมในวันที่ 11 ตุลาคม

ปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องอาจกระทบชุมชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังอยู่ก่อนแล้ว จึงต้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

รศ.ดร.เสรี ระบุด้วยว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast ไปยังพื้นที่เสี่ยงของทั้งสองจังหวัด เพื่อให้ประชาชนรับทราบสถานการณ์และเตรียมความพร้อมรับมือ

ในระยะนี้ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในเพชรบุรีและราชบุรีเป็นลำดับต้น เนื่องจากยังมีฝนตกหนัก ขณะที่พื้นที่อื่นหลายแห่งเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น

ภาคใต้เริ่มรับฝน 11 ต.ค. จับตาช่วงสูงสุดเดือนพฤศจิกายน

อีกพื้นที่ที่ต้องติดตามคือภาคใต้ ซึ่ง รศ.ดร.เสรี คาดว่าจะเริ่มมีฝนตกหนักตั้งแต่เวลาประมาณ 15.00 น. ของวันที่ 11 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โดยต้องประเมินต่อว่ากลุ่มฝนจะตกต่อเนื่องนานเพียงใด

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลพยากรณ์ในช่วง 3 วันข้างหน้า ยังไม่พบสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ในลักษณะเดียวกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่หาดใหญ่ โดยสถานการณ์ระยะนี้อาจมีน้ำท่วมขังหรือน้ำรอการระบายในบางพื้นที่

รศ.ดร.เสรี ให้ความสำคัญกับช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 มากกว่า เนื่องจากเป็นช่วงที่ภาคใต้มีโอกาสเผชิญฝนตกหนักตามฤดูกาล ประกอบกับข้อมูลคาดการณ์ล่วงหน้า 1 เดือนที่บ่งชี้แนวโน้มปริมาณฝนสูงในพื้นที่ภาคใต้

ทั้งนี้ การพยากรณ์ล่วงหน้า 1 เดือนยังมีความไม่แน่นอนมากกว่าการคาดการณ์รายสัปดาห์หรือรายวัน จึงจำเป็นต้องติดตามข้อมูลใหม่อย่างต่อเนื่อง

ช่วงเดือนตุลาคมจึงเป็นโอกาสสำคัญในการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานและชุมชน ทั้งการตรวจสอบระบบระบายน้ำ การบริหารจัดการพื้นที่เสี่ยง และการเตรียมมาตรการช่วยเหลือประชาชนก่อนเข้าสู่ช่วงฝนชุกของภาคใต้

จับตาปราจีนบุรี-ฉะเชิงเทรา น้ำค้างทุ่ง ระบายช้าเพราะทะเลหนุน

แม้สถานการณ์ฝนในพื้นที่ภาคตะวันออกเริ่มลดลง แต่ปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณจังหวัดปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และพื้นที่รอยต่อกรุงเทพมหานครยังต้องใช้เวลาในการคลี่คลาย

รศ.ดร.เสรี อธิบายว่า น้ำจากพื้นที่อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ไหลลงสู่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะที่น้ำจากพื้นที่บ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ก็เคลื่อนตัวลงมาสะสมในลุ่มน้ำบางปะกงเช่นเดียวกัน

แม้ระดับน้ำบริเวณต้นน้ำจะเริ่มลดลง แต่การระบายน้ำออกสู่ทะเลยังมีข้อจำกัด เนื่องจากระดับน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงนี้ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อการระบายน้ำอีกประมาณ 4-5 วัน

รศ.ดร.เสรี ประเมินว่า หลังวันที่ 16-17 ตุลาคม ระดับน้ำทะเลจะเอื้อให้การระบายน้ำดีขึ้นเป็นเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำสะสมในพื้นที่ลุ่มต่ำ

เร่งระบายน้ำผ่านคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ช่วยหนองจอก-ลาดกระบัง

แนวทางสำคัญในการจัดการน้ำบริเวณลุ่มน้ำบางปะกง คือการเร่งผลักดันน้ำผ่านคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อนำน้ำไปสู่พื้นที่คลองชายทะเลและระบายออกสู่อ่าวไทย

รศ.ดร.เสรี ระบุว่า ระบบเครื่องสูบน้ำในพื้นที่ปลายน้ำมีศักยภาพระบายน้ำประมาณ 60-65 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่ยังไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มประสิทธิภาพ เพราะปริมาณน้ำที่ไหลมาถึงสถานีสูบน้ำไม่เพียงพอต่อกำลังสูบที่มีอยู่

จึงจำเป็นต้องเร่งการไหลของน้ำจากพื้นที่ตอนบนให้เข้าสู่ระบบระบายน้ำปลายน้ำโดยเร็ว รวมถึงใช้คลองสำโรงและคลองชายทะเลเป็นเส้นทางสนับสนุนการระบายน้ำ

หากสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดน้ำสะสมในพื้นที่องครักษ์ บางน้ำเปรี้ยว รวมถึงพื้นที่เขตหนองจอกและลาดกระบังของกรุงเทพมหานคร

สำหรับระยะเวลาการคลี่คลายสถานการณ์น้ำในพื้นที่รอยต่อกรุงเทพมหานครและฉะเชิงเทรา รศ.ดร.เสรี ประเมินว่าอาจต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ โดยขึ้นอยู่กับการระบายน้ำและจังหวะน้ำทะเลหนุน

เมื่อระดับน้ำทะเลลดลง การระบายน้ำตามธรรมชาติอาจทำได้มากกว่า 100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งสูงกว่ากำลังสูบน้ำที่ประเมินไว้ประมาณ 65 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน

ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงกำลังทหารได้เข้าไปสนับสนุนการผลักดันน้ำและการระบายน้ำในหลายพื้นที่แล้ว เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

ดร.เสรี เสนอเพิ่มแก้มลิง รองรับฝนหนักที่ตกเกือบเท่าทั้งเดือน

ในประเด็นการแก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาว รศ.ดร.เสรี มองว่าข้อจำกัดสำคัญของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลคือการลดลงของพื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติ จากการพัฒนาพื้นที่เมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน

โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ฝนตกหนักช่วงวันที่ 25-27 กันยายน 2569 ซึ่งมีฝนสะสมตลอด 3 วัน คิดเป็นประมาณ 85-90% ของปริมาณฝนเฉลี่ยรายเดือน ทำให้ระบบระบายน้ำต้องรองรับน้ำจำนวนมากภายในระยะเวลาสั้น

แนวทางระยะยาวจึงควรเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำหรือโครงการแก้มลิงในลุ่มน้ำต่าง ๆ ตั้งแต่พื้นที่ตอนบน พร้อมพัฒนาระบบเชื่อมโยงระหว่างแหล่งเก็บน้ำ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนและนำกลับมาใช้ประโยชน์ในฤดูแล้ง

รศ.ดร.เสรี ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้สำรวจและพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำในแต่ละลุ่มน้ำ เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับน้ำและลดผลกระทบต่อพื้นที่ปลายน้ำ

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงโครงการคลองชัยนาท-ป่าสัก ซึ่งผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว ว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยา

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.เสรี ย้ำว่า โครงการโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ มีเป้าหมายเพื่อลดความรุนแรงและระยะเวลาของน้ำท่วม ไม่สามารถรับประกันว่าจะป้องกันน้ำท่วมได้ทั้งหมด โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำขนาดใหญ่ในระดับเดียวกับปี 2554

เตือนเอลนีโญเสี่ยงกระทบเกษตร แม้น้ำในเขื่อนมีเพียงพอ

นอกจากสถานการณ์น้ำท่วม รศ.ดร.เสรี ยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงภัยแล้งในปี 2570 โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่ภาวะเอลนีโญ ซึ่งอาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและปริมาณฝนลดลงในบางพื้นที่

แม้ปริมาณฝนในปี 2569 จะทำให้เขื่อนหลายแห่งมีน้ำสะสมอยู่ในระดับสูง ส่งผลดีต่อการจัดสรรน้ำในพื้นที่ชลประทาน แต่ภาคเกษตรกรรมยังมีความเสี่ยงจากอุณหภูมิสูงที่กระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืช

รศ.ดร.เสรี ยกตัวอย่างการปลูกทุเรียน ซึ่งอุณหภูมิสูงกว่า 38 องศาเซลเซียสอาจกระทบต่อกระบวนการออกดอก ขณะที่อากาศร้อนจัดยังเพิ่มการระเหยของน้ำ ทำให้พืชต้องการน้ำมากขึ้น

กลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือเกษตรกรนอกเขตชลประทาน ซึ่ง รศ.ดร.เสรี ระบุว่ามีพื้นที่มากกว่า 70% ของประเทศ และมีความเสี่ยงทั้งจากข้อจำกัดด้านแหล่งน้ำและอุณหภูมิที่สูงขึ้นพร้อมกัน

จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแนวทางสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการเกษตร การปรับชนิดพืชให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการจัดการน้ำสำหรับพื้นที่ที่ไม่ได้รับประโยชน์จากระบบชลประทานโดยตรง

รศ.ดร.เสรี ประเมินว่า หากสถานการณ์เอลนีโญพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรง อาจทำให้ประเทศไทยเผชิญภัยแล้งครั้งสำคัญในปีหน้า แต่ระดับความรุนแรงยังต้องติดตามข้อมูลสภาพภูมิอากาศและปริมาณฝนในระยะต่อไป

จากรับมือน้ำท่วม สู่การเตรียมพร้อมภัยแล้งปี 2570

ภาพรวมจากการประเมินของ รศ.ดร.เสรี ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ความเสี่ยงฝนตกหนักในกรุงเทพมหานครช่วงวันที่ 10-13 ตุลาคมมีแนวโน้มลดลง แต่พื้นที่เพชรบุรีและราชบุรียังต้องเฝ้าระวังฝนสะสม ขณะที่บริเวณรอยต่อกรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรียังต้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ

ส่วนภาคใต้ต้องติดตามฝนในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีแนวโน้มฝนตกมากขึ้นตามฤดูกาล

ในระยะยาว การเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ การเชื่อมโยงระบบระบายน้ำ และการเตรียมแผนรองรับภัยแล้ง เป็นแนวทางที่ รศ.ดร.เสรี เสนอให้ดำเนินการควบคู่กัน เพื่อช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วมและเสริมความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง