คลังโอดเศรษฐกิจส.ค. ยังอ่วมพิษโควิด-19 บริโภค-ลงทุนเอกชนทรุด สวนส่งออกโตแกร่งต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6

คลังโอดเศรษฐกิจส.ค. ยังอ่วมพิษโควิด-19 บริโภค-ลงทุนเอกชนทรุด สวนส่งออกโตแกร่งต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6
ข่าวสด
29 กันยายน 2564 ( 16:20 )
8
คลังโอดเศรษฐกิจส.ค. ยังอ่วมพิษโควิด-19 บริโภค-ลงทุนเอกชนทรุด สวนส่งออกโตแกร่งต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6

คลังโอดเศรษฐกิจส.ค. ยังอ่วม - นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือนส.ค. 2564 ส่งสัญญาณชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า ตามการบริโภคที่มีสัญญาณชะลอตัวลง โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลงมาที่ระดับ 39.6 จากระดับ 40.9 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย

 

 

สอดคล้องกับภาพรวมการลงทุนภาคเอกชนที่มีสัญญาณชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ ในเดือนส.ค. 2564 ติดลบ 40.5% ต่อปี ส่วนการลงทุนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ ติดลบ 6.8% ต่อปี จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ ติดลบ8.3% ต่อปี เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19ทำให้การก่อสร้างชะลอตัว

 

 

ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนส.ค. 2564 อยู่ที่ 21,976.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกันที่ 8.9% ต่อปี โดยสินค้าที่ขยายตัวได้ดี ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะ ยางพารา ขยายตัว 98.8% ผักและผลไม้ ขยายตัว 84.8% และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ที่ขยายตัว 48.4% ต่อปี,

 

 

สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้าน (Work from Home) อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ โทรศัพท์และอุปกรณ์ เครื่องใช้ภายในบ้าน อาทิ เตาอบไมโครเวฟ โทรทัศน์และส่วนประกอบ

 

 

สินค้าที่เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและลดการแพร่ระบาด เช่น เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ และถุงมือยาง ที่ยังคงมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง, กลุ่มสินค้าเกี่ยวเนื่องกับภาคการผลิตที่เริ่มกลับมาฟื้นตัว เช่น เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง แผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น และสินค้ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ)

 

 

โดยเมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า การส่งออกไปยังตลาดคู่ค้าหลักของไทยปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะการส่งออกไปตลาดหลัก ได้แก่ อินเดีย ขยายตัว 44.2% จีน ขยายตัว 32.3% อาเซียน-5 ขยายตัว 26.9% และสหรัฐ ที่ขยายตัว 16.2% ต่อปี

 

 

สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน ส่งสัญญาณชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า โดยภาคเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนส.ค. 2564 ขยายตัวที่ 13.8% ต่อปี จากการเพิ่มขึ้นของผลผลิตสำคัญ ได้แก่ ยางพารา ข้าวโพดและหมวดไม้ผล ส่วนดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ติดลบ 4.1% ต่อปี สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 76.8 จากระดับ 78.9 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลายลง

 

 

นายวุฒิพงศ์ กล่าวอีกว่า ด้านการท่องเที่ยว ในเดือนส.ค. 2564 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจากโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) และอื่นๆ รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ได้รับการตรวจลงตราประเภทนักท่องเที่ยว (Tourist Visa) รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวสมาชิกสิทธิพิเศษ (Thailand Privilege Card) นักธุรกิจ กลุ่มสุขภาพที่เข้ามารับบริการทางการแพทย์ในประเทศไทยรวม จำนวน 15,105 คน

โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากสหรัฐ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาตามโครงการ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” จำนวน 12,345 คน สำหรับการท่องเที่ยวของชาวไทย จำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย อยู่ที่ 893,565 คน ลดลง92% ต่อปี ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

อย่างไรก็ดี เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ -0.02% ต่อปี ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 0.45% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาอาหารสด อาทิ ข้าว เนื้อสัตว์ ผักสด ผลไม้สดปรับตัวลดลง รวมถึงมาตรการลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.07% ต่อปี

ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนก.ค. 2564 อยู่ที่ 55.6% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ด้านเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนส.ค. 2564 อยู่ในระดับสูงที่ 252.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง