การเงินเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะทุกการตัดสินใจในชีวิตล้วนมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง อยู่เสมอ ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ อย่างค่าเดินทาง ไปจนถึงเรื่องใหญ่ ๆ อย่างการวางแผนอนาคต เมื่อเราจัดการเงินได้ดี เราจะมีทั้งความมั่นคงและโอกาสในการต่อยอดเป้าหมายของตัวเอง และหนึ่งในทักษะที่หลายคนเริ่มสนใจคือ “การลงทุน” ซึ่งควรเริ่มจากความเข้าใจพื้นฐาน การวางแผน และการบริหารความเสี่ยงก่อนเสมอ หากถามว่า “การลงทุนสำคัญอย่างไร” ผมมองว่าการลงทุนคือการวางแผนให้เงินเติบโตไปพร้อมกับเวลา เพื่อให้เราไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้อย่างเป็นระบบ แต่เพราะตลาดมีความผันผวน การลงทุนจึงมีตวามเสี่ยง เราควรมาพร้อม “เครื่องมือช่วยตัดสินใจ” หนึ่งในเครื่องมือที่นักลงทุนสายวิเคราะห์กราฟพูดถึงบ่อยคือ Elliott Wave ซึ่งบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าแนวคิดคลื่นใช้มองโครงสร้างราคาได้อย่างไร ซึ่งบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับแนวคิด Elliott Wave เท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวนให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ Elliott Wave เป็นแนวคิดหนึ่งในการวิเคราะห์กราฟราคาของสินทรัพย์ เช่น หุ้น หรือดัชนีตลาด โดยเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของราคามักเกิดเป็นจังหวะขึ้นและลงคล้าย “คลื่น” ซึ่งสะท้อนอารมณ์และพฤติกรรมของนักลงทุนในตลาด โดยทั่วไปโครงสร้างของ Elliott Wave จะประกอบด้วย คลื่นแนวโน้ม 5 คลื่น และคลื่นพักตัว 3 คลื่น ซึ่งใช้เป็นกรอบในการศึกษาการเคลื่อนไหวของราคา ในมุมมองของผมต่อElliott Wave เปรียบเสมือน “ศิลปะของการอ่านกราฟ” เพราะแม้ว่าราคาจะเคลื่อนไหวอยู่บนกราฟเดียวกัน แต่นักวิเคราะห์แต่ละคนอาจตีความรูปแบบของคลื่นแตกต่างกันออกไปตามมุมมองและประสบการณ์ของตนเอง อย่างไรก็ตาม Elliott Wave ก็ไม่ได้เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น แต่ยังมีทฤษฎี โครงสร้าง และกฎพื้นฐานที่ถูกใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์พฤติกรรมของราคาในตลาดซึ่งคลื่นใน Elliott Wave มักมีความสัมพันธ์กับสัดส่วน Fibonacci โดยทั่วไป Elliott Wave จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ คลื่นแนวโน้ม (Impulse Wave) และ คลื่นปรับฐาน (Corrective Wave) ในช่วงที่ตลาดอยู่ในแนวโน้มหลัก ราคามักจะเคลื่อนที่เป็น 5 คลื่น ซึ่งประกอบด้วยคลื่นที่เคลื่อนไปตามแนวโน้ม และคลื่นที่พักตัวสลับกันไป โดยจะถูกเรียกว่า คลื่นที่ 1 ถึงคลื่นที่ 5 คลื่นแนวโน้ม (Impulse Wave) เป็นคลื่นที่ เคลื่อนไปตามแนวโน้มหลักของตลาด เช่น ถ้าตลาดเป็นขาขึ้น คลื่นนี้ก็จะเคลื่อนที่ขึ้น โดยโครงสร้างคลื่นแนวโน้ม ประกอบด้วย 5 คลื่น คลื่นที่ 1 (Wave 1) เริ่มต้นแนวโน้มใหม่ นักลงทุนยังไม่มั่นใจ ตลาดเริ่มฟื้นตัว คลื่นที่ 1 เป็นคลื่นเริ่มต้นของแนวโน้มใหม่ โดยปกติแล้วจะยังไม่สามารถใช้ Fibonacci วัดได้ชัดเจน เพราะยังไม่มีคลื่นก่อนหน้าให้เปรียบเทียบ จึงมักถือเป็น จุดเริ่มต้นของการวัดคลื่นถัดไป คลื่นที่ 2 (Wave 2) เป็นการ ย่อตัวหรือพักตัว หลังจากคลื่น 1 แต่จะ ไม่ลงต่ำกว่าจุดเริ่มต้นของคลื่น 1 คลื่นที่ 2 เป็นการพักตัวของคลื่นที่ 1 โดยมักจะย่อลงมาประมาณ 0.382 0.5 หรือ 0.618 คลื่นที่ 3 (Wave 3) เป็นคลื่นที่ แรงที่สุดและยาวที่สุดในหลายกรณี นักลงทุนเริ่มเชื่อในแนวโน้ม มักมีความสัมพันธ์กับ Fibonacci Extension ของคลื่นที่ 1 โดยมักจะยาว 1.618 เท่าของคลื่นที่ 1 (พบบ่อยที่สุด) หรืออาจจะ 2.618 เท่าของคลื่นที่ 1 บางกรณีก็มีมากกว่านี้ คลื่นที่ 4 (Wave 4) เป็นคลื่นพักตัวอีกครั้ง มักไม่ลงต่ำกว่าคลื่น 1 คลื่นที่ 4 เป็นการพักตัวหลังจากคลื่นที่ 3 โดยมักย่อลงประมาณ 0.236 หรือ 0.382 คลื่นที่ 5 (Wave 5) คลื่นสุดท้ายของแนวโน้ม มักเกิดช่วง ตลาดเริ่มร้อนแรงหรือเกิด FOMO ซึ่งบางครั้งสามารถวัดเป้าหมายได้จาก Fibonacci เช่น 0.618 ของคลื่น 1 ถึง 3 หรือ ยาวเท่าคลื่นหนึ่งแต่กก็สามารถขยายไปถึง 1.618 ของคลื่นที่ 1 ได้ หลังจากที่แนวโน้มหลักสิ้นสุดลง ราคามักจะเข้าสู่ช่วงการปรับฐาน ซึ่งจะเกิดเป็น 3 คลื่น คือ คลื่น A, B และ C โดยลักษณะของคลื่นชุดนี้มักเป็นการเคลื่อนไหวสวนทางกับแนวโน้มก่อนหน้า โครงสร้างดังกล่าวจึงทำให้ Elliott Wave ถูกสรุปอย่างง่ายว่าเป็นรูปแบบ 5 คลื่นตามแนวโน้ม และ 3 คลื่นปรับฐาน คลื่นปรับฐาน (Corrective Wave) เป็นคลื่นที่ เคลื่อนไหวสวนทางกับแนวโน้มหลัก โครงสร้างคลื่นปรับฐาน ประกอบด้วย 3 คลื่น A → B → C คลื่น A เริ่มต้นการปรับฐาน นักลงทุนบางส่วนเริ่มขายทำกำไร มักจะย่อลงมาประมาณ 0.382 , 0.50 หรือ 0.618 ของความยาวคลื่น 1 ถึง 5 ก่อนหน้า คลื่น B เป็นการเด้งกลับเล็กน้อย นักลงทุนบางส่วนคิดว่าตลาดจะกลับขึ้น โดยทั่วไปคลื่น B มักจะเด้งขึ้นประมาณ 0.382 , 0.50 หรือ 0.618 ของความยาวคลื่น A คลื่น C เป็นคลื่นปรับฐานที่แรงที่สุด ตลาดลงต่อจนจบการพักตัว คลื่น C มักมีความสัมพันธ์กับ Fibonacci ประมาณ 1.00 เท่าของคลื่น A , 1.618 เท่าของคลื่น A หรืออาจจะ 2.618 เท่าของคลื่น Aเลยก็ได้ กฎเหล่านี้ถูกใช้เพื่อช่วยให้นักวิเคราะห์สามารถแยกแยะโครงสร้างของคลื่นได้ชัดเจนขึ้น การใช้ Elliott Wave ในการวิเคราะห์กราฟ ในทางปฏิบัติ นักลงทุนบางส่วนใช้ Elliott Wave เพื่อช่วยมองภาพรวมของแนวโน้มตลาด เช่น การพยายามระบุว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงของ คลื่นแนวโน้ม หรือกำลังเข้าสู่ช่วง การปรับฐาน ทั้งนี้ Elliott Wave ยังมีรูปแบบอีกหลายแบบเช่นถ้าคลื่น 2 ลงมาลึก คลื่น 4 จะลงไม่ลึกมาก หรือ คลื่น B เด้งขึ้นแรงมากจนทำให้คลื่น C ลงมานิดหน่อย เพราะฉะนั้น Elliott Wave เป็นการวิเคราะห์กราฟเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการศึกษาพฤติกรรมของราคา และไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์ของการลงทุนได้ ภาพตัวอย่างจากผู้เขียนที่เคยวิเคราะห์ไว้ Elliott Wave เป็นแนวคิดที่พยายามอธิบายพฤติกรรมของตลาดผ่านรูปแบบของคลื่น ซึ่งสะท้อนถึงอารมณ์และจิตวิทยาของนักลงทุนในแต่ละช่วงเวลา แม้ว่าการตีความคลื่นอาจแตกต่างกันไปในมุมมองของแต่ละคน แต่โครงสร้างและกฎพื้นฐานของทฤษฎีก็ยังเป็นแนวทางที่ช่วยให้เราเข้าใจการเคลื่อนไหวของตลาดได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับแนวคิด Elliott Wave เท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวนให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ ภาพทั้งหมดเป็นภาพจากผู้เขียน เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !