9 ปัญหาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ตอนอากาศร้อนขึ้น สลับกับมีฝนตก เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล หลายคนยังไม่รู้ว่าสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นสลับกับมีฝนตกกำลัง กลายเป็นรูปแบบสภาพอากาศที่พบได้บ่อยมากขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณน้ำฝนที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ สามารถทำให้สภาพแวดล้อมรอบตัวเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในบ้าน พื้นที่ชุมชน และแหล่งน้ำต่างๆ สภาพอากาศลักษณะนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความร้อนหรือฝนเท่านั้นค่ะ แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สภาพแวดล้อมมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย และสิ่งที่หลายคนอาจยังไม่ค่อยตระหนักอีกคือ การเปลี่ยนแปลงของอากาศเช่นนี้สามารถส่งผลต่อสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวันได้ในหลายมิติ ตั้งแต่น้ำที่เราใช้ อาหารที่เรากิน ไปจนถึงสภาพบ้านและพื้นที่รอบตัว โดยปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนไม่สำคัญ เช่น น้ำขัง ความชื้น หรือการจัดการขยะ อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมได้นะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ดังนั้นการทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวจึงเป็นก้าวสำคัญในการดูแลสุขภาพของคนในครัวเรือนและชุมชน และต่อไปนี้คือ 9 ปัญหาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ตอนอากาศร้อนขึ้น สลับกับมีฝนตก ที่สามารถพบได้ 1. โรคจากยุงลายเพิ่มขึ้น หลายคนยังไม่รู้ว่าเมื่อสภาพอากาศร้อนขึ้นสลับกับมีฝนตก สถานการณ์นี้มักทำให้เกิดน้ำขังตามภาชนะหรือพื้นที่ต่างๆ รอบบ้าน เช่น กระถางต้นไม้ ถังน้ำ หรือรางระบายน้ำ ซึ่งน้ำขังเหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายได้อย่างรวดเร็ว เพราะยุงลายใช้เวลาเพียงประมาณ 7–10 วันเท่านั้น ก็สามารถพัฒนาจากไข่เป็นตัวเต็มวัยได้แล้ว เมื่อจำนวนยุงเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงของโรคที่มียุงลายเป็นพาหะ เช่น ไข้เลือดออก ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในชุมชนที่มีน้ำขังและการจัดการสิ่งแวดล้อมไม่ทั่วถึงค่ะ โดยแนวทางการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันการเกิดเจ็บป่วย ก็สามารถเริ่มได้จากการลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบ้านและรอบบ้าน เช่น หมั่นเทน้ำที่ขังในภาชนะ ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด และดูแลไม่ให้มีน้ำขังตามจานรองกระถางหรือพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ควรป้องกันการถูกยุงกัดโดยสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด ใช้มุ้งลวดหรือมุ้งกางนอน และใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่ที่มียุงจำนวนมาก ซึ่งการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดจำนวนยุง และลดความเสี่ยงของโรคที่มียุงลายเป็นพาหะได้ค่ะ 2. น้ำขังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์พาหะนำโรค เมื่อมีฝนตกสลับกับอากาศร้อนมักจะเกิดน้ำขังตามพื้นที่ต่างๆ เช่น ภาชนะรอบบ้าน รางระบายน้ำ หรือแอ่งน้ำในชุมชน น้ำที่นิ่งและมีความชื้นสูงกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเพิ่มจำนวนของพาหะนำโรคหลายชนิด เช่น ยุง แมลงวัน หรือแมลงบางชนิดที่สามารถนำสิ่งก่อโรคมาสู่คนได้ ซึ่งพาหะเหล่านี้อาจเป็นตัวกลางในการแพร่กระจายโรคหลายชนิด และเมื่อจำนวนพาหะเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงด้านสุขภาพของคนในชุมชนก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วยค่ะ โดยการลดความเสี่ยงสามารถเริ่มได้จากการจัดการสิ่งแวดล้อมรอบบ้านและชุมชนของเรา เช่น ไม่ปล่อยให้มีน้ำขังในภาชนะหรือพื้นที่ต่างๆ หมั่นทำความสะอาดรางระบายน้ำ และดูแลระบบระบายน้ำให้ไหลสะดวก นอกจากนี้การกำจัดขยะและสิ่งของที่อาจกักเก็บน้ำ เช่น ขวด กระป๋อง หรือภาชนะที่ไม่ได้ใช้ ก็ช่วยลดแหล่งเพาะพันธุ์ของพาหะนำโรคได้ เมื่อชุมชนร่วมกันดูแลสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยลดจำนวนพาหะและลดความเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวข้องได้มากขึ้นนะคะ 3. คุณภาพน้ำปนเปื้อนง่ายขึ้น ในช่วงที่มีฝนตกสลับกับอากาศร้อน น้ำฝนที่ไหลบ่าตามพื้นดิน ถนน หรือพื้นที่เกษตร สามารถชะล้างสิ่งสกปรก สิ่งก่อโรค และสารเคมีต่างๆ ลงสู่แหล่งน้ำได้ง่ายขึ้น เช่น คูคลอง บ่อน้ำ หรือแหล่งน้ำใช้ในชุมชน หากระบบระบายน้ำหรือการจัดการน้ำไม่ดีพอ สิ่งปนเปื้อนเหล่านี้อาจทำให้คุณภาพน้ำลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำนะคะ ซึ่งการดูแลตัวเองสามารถเริ่มได้จากการเลือกใช้น้ำที่สะอาดและผ่านการกรองหรือต้มก่อนดื่ม หลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแหล่งที่อาจปนเปื้อน และหมั่นดูแลภาชนะเก็บน้ำให้สะอาดและปิดมิดชิด นอกจากนี้การจัดการสิ่งแวดล้อมรอบแหล่งน้ำ เช่น ไม่ทิ้งขยะหรือของเสียลงในคูคลอง และช่วยกันดูแลระบบระบายน้ำในชุมชน ก็เป็นอีกแนวทางสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนในแหล่งน้ำได้ค่ะ 4. อาหารบูดเสียเร็ว คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า อากาศร้อนและมีความชื้นสูงจากฝนตก จุลินทรีย์สามารถเจริญเติบโตในอาหารได้รวดเร็วขึ้น ทำให้อาหารที่ปรุงสุกแล้วหรืออาหารสดจึงมีโอกาสบูดเสียได้ง่าย หากเก็บรักษาไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอาหารที่วางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานาน โดยอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้ โดยการป้องกันสามารถทำได้โดยเลือกบริโภคอาหารที่ปรุงสุกใหม่ และหลีกเลี่ยงการเก็บอาหารไว้ในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานาน ควรเก็บอาหารที่เหลือในภาชนะที่สะอาดและแช่เย็นทันที รวมทั้งอุ่นอาหารให้ร้อนก่อนรับประทานทุกครั้ง นอกจากนี้การล้างมือก่อนเตรียมและรับประทานอาหาร รวมถึงการรักษาความสะอาดของพื้นที่ปรุงอาหาร ก็มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนและการบูดเสียของอาหารได้ 5. เชื้อราในบ้านเพิ่มขึ้น ในสถานการณ์ที่มีสภาพอากาศร้อนสลับกับมีฝนตกนั้น ความชื้นในอากาศและภายในบ้านมักสูงขึ้นค่ะ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทไม่ดี เช่น ห้องน้ำ ผนังที่อับชื้น เพดาน หรือบริเวณที่มีน้ำรั่วซึม ซึ่งสภาพแวดล้อมที่ชื้นและอุ่นเช่นนี้เหมาะต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรามาก เชื้อราสามารถปรากฏเป็นคราบสีดำ เขียว หรือขาวตามผนัง เฟอร์นิเจอร์ และของใช้ภายในบ้านได้ และอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ ระคายเคืองทางเดินหายใจ หรือกลิ่นอับภายในบ้านด้วย ดังนั้นการป้องกันสามารถทำได้โดยลดความชื้นภายในบ้านค่ะ เช่น เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท ใช้พัดลมหรือเครื่องดูดความชื้นในพื้นที่อับชื้น และหมั่นทำความสะอาดบริเวณที่มีคราบเชื้อรา หากพบการรั่วซึมของน้ำควรรีบซ่อมแซมทันที นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการเก็บของในพื้นที่ที่อับชื้นเป็นเวลานาน เพราะการดูแลบ้านให้แห้งและมีการระบายอากาศที่ดี จะช่วยลดโอกาสการเกิดเชื้อราและส่งเสริมสุขอนามัยภายในบ้านได้นะคะ 6. กลิ่นและมลพิษจากขยะ ในช่วงที่อากาศร้อนสลับกับมีฝนตก ขยะโดยเฉพาะขยะอินทรีย์ เช่น เศษอาหารหรือเศษพืช สามารถย่อยสลายและเน่าเสียได้รวดเร็วขึ้นค่ะ เพราะความร้อนช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลาย ในขณะที่ความชื้นจากฝนทำให้เกิดกลิ่นเหม็นและน้ำเสียจากขยะได้ง่าย หากขยะถูกกองสะสมเป็นเวลานาน อาจดึงดูดพาหะนำโรค เช่น แมลงวัน หนู หรือแมลงสาบ และทำให้เกิดปัญหามลพิษทางกลิ่นในชุมชนได้นะคะ สำหรับการลดปัญหาสามารถเริ่มได้จากการจัดการขยะในครัวเรือนอย่างเหมาะสม เช่น แยกขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล และขยะทั่วไปออกจากกัน เก็บขยะในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด และนำขยะออกไปทิ้งอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้การนำเศษอาหารมาทำปุ๋ยหมักหรือใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ ยังช่วยลดปริมาณขยะและลดปัญหากลิ่นในบ้านและชุมชนได้อีกด้วย เพราะการหมักปุ๋ยง่ายที่บ้าน ยังเป็นการย่อยสลายแบบใช้อากาศ หากฝังไม่ลึกเกิน 30 เซนติเมตร จึงทำให้ไม่มีกลิ่นรบกวนค่ะ 7. ปัญหาน้ำท่วมขังในชุมชน เมื่อฝนตกหนักในช่วงที่อากาศร้อนนั้น ปกติระบบระบายน้ำในหลายพื้นที่อาจระบายไม่ทันนะคะ จึงทำให้เกิดน้ำท่วมขังตามถนน ซอย หรือพื้นที่ชุมชน โดยน้ำที่ท่วมขังที่มีระยะยาวนานอาจกลายเป็นแหล่งสะสมของสิ่งสกปรก ขยะ และจุลินทรีย์ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยของคนในพื้นที่ เช่น ทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ การแพร่กระจายของพาหะนำโรค และเพิ่มความเสี่ยงต่อการสัมผัสน้ำที่ปนเปื้อนค่ะ โดยการลดความเสี่ยงเราสามารถทำได้โดยช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชน เช่น ไม่ทิ้งขยะลงในท่อหรือรางระบายน้ำ เพราะอาจทำให้เกิดการอุดตัน หมั่นทำความสะอาดท่อระบายน้ำและพื้นที่รอบบ้าน รวมถึงหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำที่ท่วมขังโดยไม่จำเป็น หากต้องสัมผัสน้ำควรสวมรองเท้าบูทหรืออุปกรณ์ป้องกัน และทำความสะอาดร่างกายหลังจากสัมผัสน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยจากสิ่งแวดล้อม 8. ความเครียดจากความร้อน เมื่ออุณหภูมิอากาศสูงขึ้นโดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าวก่อนหรือหลังฝนตกนั้น ร่างกายคนเราจะทำงานหนักขึ้นเพื่อระบายความร้อนผ่านการขับเหงื่อค่ะ หากเราไปอยู่ในสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานาน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งโดยไม่มีการพักผ่อนเพียงพอ อาจทำให้เกิดภาวะความเครียดจากความร้อน ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการ เช่น อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หรือในกรณีที่รุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะลมแดดได้ โดยการดูแลตัวเองสามารถทำได้โดยหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัด ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอตลอดวัน และสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี หากจำเป็นต้องทำงานหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ควรพักเป็นระยะและหาพื้นที่ร่มเพื่อลดการสะสมความร้อนในร่างกาย ซึ่งการดูแลสุขภาพในช่วงอากาศร้อนจะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะความเครียดจากความร้อนได้นะคะทุกคน 9. โรคที่มากับน้ำและดินปนเปื้อน เมื่อมีฝนตกหนักหรือน้ำท่วมขัง น้ำฝนอาจพัดพาสิ่งก่อโรคได้จากดิน ขยะ หรือของเสียต่างๆ กระจายไปในพื้นที่ ทำให้น้ำและดินเกิดการปนเปื้อนได้ง่าย ซึ่งผู้ที่ต้องสัมผัสน้ำท่วมขังหรือดินที่ปนเปื้อนอาจเสี่ยงต่อโรคบางชนิด เช่น โรคฉี่หนู โรคทางผิวหนัง โดยเฉพาะหากมีบาดแผลหรือรอยถลอกบนร่างกาย จุลินทรีย์จะสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านผิวหนังหรือการสัมผัสโดยตรงได้ สำหรับการป้องกันสามารถทำได้โดยหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือสัมผัสดินที่อาจปนเปื้อนโดยไม่จำเป็นค่ะ หากจำเป็นต้องทำงานในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ควรสวมรองเท้าบูทหรืออุปกรณ์ป้องกัน และล้างทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังจากสัมผัสน้ำหรือดิน นอกจากนี้หากมีบาดแผลควรปิดแผลให้มิดชิด และสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย หากมีไข้หรืออาการผิดปกติหลังสัมผัสน้ำท่วม ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจรักษานะคะ จากข้อมูลข้างต้นถ้าต้องนำไปใช้ในสถานการณ์จริงนั้น เราสามารถประเมินความเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมได้จากการสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวทั้งภายในบ้านและบริเวณรอบบ้านค่ะ เช่น มีน้ำขังหลังฝนตกหรือไม่ มีขยะสะสมหรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์จากการเน่าเสียหรือเปล่า บ้านมีความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท หรือมีคราบเชื้อราบนผนังและเพดานหรือไม่ นอกจากนี้ยังควรสังเกตการเก็บอาหาร น้ำดื่ม และการจัดการของเสียในครัวเรือนว่ามีความสะอาดและถูกสุขลักษณะหรือไม่ การสังเกตสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เรามองเห็นจุดเสี่ยงในบ้านและชุมชนของตนเอง และสามารถวางแนวทางจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพได้ตั้งแต่ต้นนะคะ ตัวอย่างเช่น หากพบว่ามีน้ำขังในจานรองกระถางต้นไม้ ถังน้ำ หรือภาชนะที่วางทิ้งไว้รอบบ้าน อาจเป็นสัญญาณของความเสี่ยงต่อการเพิ่มจำนวนของยุงลายและโรคที่มียุงเป็นพาหะนำโรค หากภายในบ้านมีความอับชื้นหรือผนังเริ่มมีคราบสีดำหรือเขียว อาจบ่งบอกถึงการเกิดเชื้อราที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ หรือหากขยะในบ้านถูกเก็บสะสมไว้นานจนเกิดกลิ่น ก็อาจดึงดูดแมลงวัน หนู หรือแมลงสาบซึ่งเป็นพาหะนำโรคได้ ซึ่งการสังเกตสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ในชีวิตประจำวันจะช่วยให้เราจัดการสภาพแวดล้อมในบ้านได้ทันเวลา และช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของคนในครัวเรือนและชุมชนได้มากขึ้นค่ะ และนั่นเป็นเหตุว่าทำไมผู้เขียนตื่นมาทุกเช้าต้องเดินตรวจสอบบริเวณโดยรอบก่อนค่ะ ปกติตื่นมาไม่ได้จับโทรศัพท์เป็นหลัก แต่จะเดินออกไปหาไม้กวาดทางมะพร้าวและที่ตักขยะ จากนั้นเดินดูรอบๆ ค่ะ เพราะในตอนที่เรานอนหลับอยู่ อาจมีหลายอย่างในสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป ที่สามารถมาทำให้มีความเสี่ยงต่อสุขภาพได้ ถ้าเจอขยะผู้เขียนก็จะเก็บกวาดค่ะ คือทำแบบนี้ตลอด ไม่ได้ใช้เวลานานนะคะ ไม่เกิน 10 นาที คือถ้าคุณผู้อ่านได้อ่านและทำความเข้าใจดีๆ นั้น จะทำให้เรามีภาพของสิ่งแวดล้อมที่ไม่ปกติ เพื่อนำไปสังเกตดูว่าอะไรที่เข้าเกณฑ์ในนี้บ้าง จะคล้ายวงการแพทย์ค่ะ คือหมอหรือพยาบาลจะรู้ว่าร่างกายปกติเป็นแบบไหน และเขาจะเรียนสิ่งที่ผิดปกติควบคู่กันไปด้วย พอในสถานการณ์จริงเขาก็เอาสิ่งที่ผิดปกติที่เจอมาเทียบกับความปกติที่ควรเป็น ซึ่งเราก็จะมองเห็นว่าต้องแก้ไขอะไรยังไงนะคะ โดยในด้านสิ่งแวดล้อมก็ไม่ต่างค่ะ แต่มีมุมมองและหลักการในแบบที่คล้ายกัน จึงอยากเชิญชวนคนไทยเราทุกคนหันมาใส่ใจในการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะสิ่งแวดล้อมสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราได้ ที่บางครั้งแค่เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม คนบางคนก็มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อสุขภาพได้ พอเกิดขึ้นแล้วคนในชุมชนเจอแบบเดียวกันหมด ถ้าเกิดในบ้านของเราก่อน เราก็เป็นคนแรกที่ได้รับผลกระทบนะคะ ที่พอมีอากาศร้อนขึ้นสลับกับมีฝนตก แบบนี้ก็มีความเสี่ยงหลายๆ อย่างเกิดขึ้นตามที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้แล้ว ก็อย่าลืมนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันค่ะ เพราะอยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี ในขณะที่ก็มีความสามารถในการจัดการสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ดีด้วย จึงฝากไว้เท่านี้ค่ะ #อนามัยสิ่งแวดล้อม #ปัญหาสิ่งแวดล้อม #มลพิษ #การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม #ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก ถ่ายภาพโดย Starline จาก FREEPIK และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา: ภาพที่ 1-2 ถ่ายภาพโดยผู้เขียน, ภาพที่ 3 ถ่ายภาพโดย Karlyukav จาก FREEPIK และภาพที่ 4 ถ่ายภาพโดย Prostooleh จาก FREEPIK เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 แนวทางการดูแลสุขภาพ ในยุควิกฤตสิ่งแวดล้อม ต้องทำอะไรบ้าง 9 ทริคจัดสภาพแวดล้อม ในที่อยู่อาศัย เพื่อส่งเสริม Longevity 9 วิธีลดอาหารเสีย จากการเก็บผิดวิธี ในระหว่างซื้อของตุนไว้ เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !