รีเซต

หวั่นปีหน้าส่งออกชะลอลงแรงเหตุประเทศคู่ค้ารัดเข็มขัด

หวั่นปีหน้าส่งออกชะลอลงแรงเหตุประเทศคู่ค้ารัดเข็มขัด
TNN ช่อง16
27 ตุลาคม 2569 ( 15:55 )

แม้ว่าจีดีพีของไทยจะโตต่ำเกือบรั้งท้ายในอาเซียนและต่ำกว่าเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและสปป.ลาว แตรัฐบาลยังมั่นใจว่าปีนี้จีดีพีไทยจะโตได้ในระดับ 2.1% ขณะที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ราว 2.1-2.5% ขณะที่การส่งออกคาดขยายตัว 18-25% ส่วนอัตราเงินเฟ้อขึ้นไปที่ระดับ 3% โดยมองว่าปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้ให้ดีขึ้นอย่างมาก คือการที่รัฐบาลเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด

แน่นอนว่าการส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกระแสลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และ Data Center ที่กำลังสร้างความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนเพิ่มขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ แรงส่งจากการส่งออกจะกระจายไปถึงธุรกิจไทยได้มากแค่ไหน ในวันที่ผู้ประกอบการยังต้องรับมือกับภาษีการค้าของสหรัฐฯ กำลังซื้อต่างชาติที่อ่อนแอ และต้นทุนที่ผันผวน

ส่วนมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมองว่าการส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่าปีนี้จะขยายตัว 17.8% และในปีหน้ายังเติบโตได้ประมาณ 7.4% ปัจจัยสำคัญมาจากการลงทุนด้าน AI และ Data Center ซึ่งกระตุ้นทั้งการนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การลงทุนภายในประเทศ และความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่เทคโนโลยีดิจิทัล อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวยังมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีการค้า

อย่างไรก็ตามหากไปเจาะลึกข้อมูลผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการประชุม IMF-World Bank 2026 ที่มีต่อภาคการส่งออกของไทย จัดทำโดยสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จากผู้ประกอบการสมาชิกหอการค้าไทย 113 ราย ใน 6 ภูมิภาค โดยผู้ตอบ 25% อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม 32% รองลงมาคือภาคเกษตร 26% ภาคบริการ 22% และภาคการค้า 20%

ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการ 29.2% มองว่าผลจากการประชุม IMF-World Bank 2026 จะทำให้ทิศทางการส่งออกไทย “เหมือนเดิม” เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ 23.9% มองว่าดีขึ้น อีก 23.0% มองว่าแย่ลง และ 23.9% ยังไม่แน่ใจ

ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้การส่งออกโดยรวมยังมีแรงหนุน แต่ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการไม่ได้แข็งแกร่งไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด และความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ว่าแรงขับเคลื่อนจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะสามารถสร้างโอกาสให้กับธุรกิจอื่นได้มากเพียงใดสำหรับกระแส AI และ Data Center ผู้ประกอบการ 40.7% มองว่า AI จะยังช่วยหนุนการส่งออกไทยในปีหน้าแต่แรงส่งจะชะลอลง ขณะที่ 31% ยังไม่แน่ใจ และ 15% มองว่าแรงหนุนอาจหมดลง มีเพียง 13.3% ที่เชื่อว่า AI จะยังสนับสนุนการส่งออกได้อย่างเต็มที่

แต่ที่น่าจับตาคือ ผู้ประกอบการ 41.6% มองว่าประโยชน์จากกระแส AI และ Data Center จะยังกระจุกอยู่ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนเป็นหลัก ขณะที่ 30.1% มองว่าจะกระจายไปยังสินค้าอื่นบ้าง แต่ยังไม่ทั่วถึงนั่นหมายความว่า การส่งออกที่เติบโตสูงอาจยังไม่ได้สะท้อนความแข็งแกร่งของทุกอุตสาหกรรม หากธุรกิจส่วนใหญ่ไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีได้โดยตรง การพึ่งพาสินค้าบางกลุ่มก็อาจทำให้การส่งออกมีความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อความต้องการในตลาดโลกเปลี่ยนแปลง

อีกหนึ่งแรงกดดันคือภาวะดอกเบี้ยสูงและการรัดเข็มขัดทางการคลังทั่วโลก ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจในประเทศคู่ค้าระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการรวม 73.5% มองว่าปัจจัยดังกล่าวจะกระทบการส่งออกผ่านกำลังซื้อของลูกค้าต่างชาติ โดย 33.6% มองว่าจะกระทบมาก และ 39.8% มองว่าจะกระทบบางส่วน เมื่อแยกตามประเภทธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมถึง 88.9% มองว่าจะได้รับผลกระทบมากหรือบางส่วน ภาคบริการอยู่ที่ 88% และภาคการค้า 78.3% สะท้อนว่าความต้องการซื้อจากต่างประเทศยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องติดตามอย่างใกล้ชิด


ขณะเดียวกัน ภาษีการค้าของสหรัฐฯ ยังเป็นความเสี่ยงหลักสำหรับปีหน้า โดยผู้ประกอบการ 24.8% ระบุว่าเป็นปัจจัยที่จะส่งผลต่อการส่งออกปี 2027 มากที่สุด ตามด้วยราคาอาหารโลกและปรากฏการณ์เอลนีโญ 21.2% ราคาพลังงานและสถานการณ์ตะวันออกกลาง 18.6% และการค้าในภูมิภาคอาเซียน 14.2%

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงไม่ได้เหมือนกันในทุกอุตสาหกรรม ภาคเกษตรให้น้ำหนักกับราคาอาหารโลกและเอลนีโญมากที่สุดถึง 51.7% เพราะสภาพภูมิอากาศส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตและรายได้ ส่วนภาคการค้าให้ความสำคัญกับทั้งภาษีสหรัฐฯ และอุปสรรคทางการค้าในอาเซียน ซึ่งมีสัดส่วนเท่ากันที่ 39.1%

ส่วนความสามารถในการรับมือกับมาตรการภาษีสหรัฐฯ ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการ 34.5% ปรับตัวได้บางส่วน แต่ยังมีอีก 30.1% ที่ระบุว่ายังปรับตัวไม่ได้ ขณะที่ 15.9% มองว่าปรับตัวได้ดี และ 19.5% ยังไม่แน่ใจสำหรับตลาดส่งออกที่ผู้ประกอบการมองว่ามีศักยภาพมากที่สุดในปีหน้าคือจีน ด้วยสัดส่วน 30.1% รองลงมาคืออาเซียน 23.9% สหรัฐฯ 15% และตะวันออกกลางกับอินเดีย 13.3% ตามลำดับ

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้ประกอบการกำลังมองหาตลาดทางเลือกเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่นโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ยังมีความไม่แน่นอนในส่วนของข้อเสนอถึงรัฐบาล ผู้ประกอบการ 31.9% ต้องการให้เร่งสนับสนุนสินเชื่อและประกันภัยพิบัติสำหรับ SME รองลงมาคือการผลักดันข้อตกลงการค้าที่ลงนามแล้วให้เกิดผลจริง 24.8% และการลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีในอาเซียน 23.9%ข้อเสนอเหล่านี้สะท้อนว่า ผู้ประกอบการไม่ได้ต้องการเพียงการเปิดตลาดเพิ่ม แต่ยังต้องการเงินทุนเพื่อประคองธุรกิจ เครื่องมือบริหารความเสี่ยง และการแก้ปัญหาที่ตรงกับข้อจำกัดของแต่ละอุตสาหกรรม

เพราะโจทย์ของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่เพียงการส่งออกให้เติบโตสูง แต่ต้องทำให้แรงส่งจากตลาดโลกกระจายไปถึงอุตสาหกรรมอื่น สร้างรายได้และงานในวงกว้าง พร้อมเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพื่อไม่ให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับสินค้าเพียงไม่กี่กลุ่มมากเกินไป

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง