นายกฯ ยืนยันปลูกกะเพราได้ปกติ ม.เกษตรฯ แจงคุ้มครองเฉพาะ 4 พันธุ์ใหม่

ประเด็นการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราสายพันธุ์ใหม่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ แก้วจุรี 01 แก้วจุรี 02 แก้วจุรี 03 และแก้วจุรี 04 ยังคงได้รับความสนใจจากประชาชน โดยเฉพาะข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิในการปลูกและจำหน่ายกะเพราพื้นเมือง ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่าการคุ้มครองพันธุ์พืชดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน ขณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ชี้แจงรายละเอียดทางวิชาการ พร้อมยืนยันว่ากะเพราพื้นเมืองทั่วไปไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองดังกล่าว
ทีมข่าว TNN ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นของประชาชน ผู้ประกอบการร้านอาหาร และพ่อค้าแม่ค้าในจังหวัดชัยนาทและอุทัยธานี พบว่าบรรยากาศการซื้อขายกะเพรายังคงเป็นปกติ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้กังวลต่อประเด็นที่เกิดขึ้น เนื่องจากกะเพราที่ปลูกและจำหน่ายเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน
ร้านอาหารชัยนาทยืนยันยอดขายกะเพราไม่กระทบ
ผู้สื่อข่าว TNN ลงพื้นที่ตลาดเทศบาลเมืองชัยนาท และสำรวจร้านอาหารตามสั่งบริเวณหน้าอำเภอเมืองชัยนาท พบว่าการจำหน่ายเมนูกะเพรายังคงดำเนินไปตามปกติ ไม่ได้รับผลกระทบจากกระแสข่าวการคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์
ผู้ประกอบการร้านอาหารตามสั่งรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ TNN ว่า หลังเกิดกระแสข่าว ยอดจำหน่ายอาหารเมนูกะเพราไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง โดยทางร้านยังคงเลือกใช้กะเพราพื้นเมืองที่จำหน่ายอยู่ในตลาดสด และไม่มีความกังวลว่าจะเกี่ยวข้องกับกะเพราสายพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครอง
ผู้ประกอบการระบุว่า กะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ที่เป็นประเด็นไม่ได้มีจำหน่ายอยู่ในตลาดที่ทางร้านซื้อวัตถุดิบเป็นประจำ จึงยังสามารถประกอบอาหารจำหน่ายให้ลูกค้าได้ตามปกติ
ขณะที่ผู้บริโภคในพื้นที่ซึ่งกำลังรับประทานเมนูกะเพรา ให้สัมภาษณ์ว่า ที่บ้านปลูกกะเพราขาวพันธุ์พื้นเมืองไว้ประกอบอาหารอยู่แล้ว จึงไม่ได้กังวลกับเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเป็นกะเพราที่ปลูกและบริโภคกันมาเป็นเวลานาน
สำหรับความแตกต่างของกะเพราขาวและกะเพราแดง ผู้บริโภครายนี้ให้ความเห็นว่า กะเพราแดงมีกลิ่นหอมมากกว่า แต่เมื่อนำมาผัดอาจทำให้สีของอาหารเข้มขึ้น จึงนิยมเลือกใช้กะเพราขาวในการประกอบอาหาร เพราะให้สีสันที่น่ารับประทาน
แม่ค้าอุทัยธานียังขายกะเพราพื้นบ้านตามปกติ
ส่วนบรรยากาศการซื้อขายผักสดในจังหวัดอุทัยธานี ทีมข่าว TNN พบว่าพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนยังคงจับจ่ายเลือกซื้อผักตามปกติ โดยเฉพาะกะเพราขาวและกะเพราแดงที่ชาวบ้านเก็บมาจำหน่าย
แม่ค้าแผงผักสดในตลาดให้สัมภาษณ์ว่า กะเพราที่นำมาขายส่วนใหญ่เป็นกะเพราพื้นบ้านซึ่งรับมาจากชาวบ้านในพื้นที่ บางส่วนเป็นกะเพราที่ขึ้นเองตามธรรมชาติและมีการเก็บมาจำหน่ายสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน
แม่ค้าระบุว่า ไม่รู้สึกกังวลต่อการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราสายพันธุ์ใหม่ เนื่องจากกะเพราที่จำหน่ายเป็นพืชพื้นบ้านที่มีอยู่เดิม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการนำพันธุ์พืชของบุคคลอื่นมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เช่นเดียวกับประชาชนในพื้นที่ที่ยืนยันว่า กะเพราเป็นพืชที่ปลูกและรับประทานกันมายาวนาน โดยยังคงซื้อกะเพราจากตลาดสดเพื่อนำไปประกอบอาหารตามปกติ
นายกฯ ยืนยันปลูกกะเพราได้ตามปกติ ไม่กระทบประชาชน
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ โดยยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป เนื่องจากเป็นการคุ้มครองเฉพาะสายพันธุ์ที่มีการวิจัยและพัฒนาขึ้นใหม่ ไม่ได้ครอบคลุมกะเพราพื้นเมืองที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า
“การจดไม่มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ไม่มีผลกระทบ ปลูกไปเลยครับ”
พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า กะเพราที่ประชาชนปลูกและจำหน่ายกันมาตั้งแต่เดิมยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ เนื่องจากการจดทะเบียนดังกล่าวเป็นเรื่องของสายพันธุ์ที่ผู้พัฒนาปรับปรุงขึ้นมาโดยเฉพาะ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตทั่วไปของประชาชน
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า
“ปลูกเต็มที่เลยครับ”
คำยืนยันดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจให้ประชาชนและเกษตรกรสามารถดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกะเพราพื้นเมืองได้ตามปกติ โดยไม่ต้องกังวลว่าการปลูกกะเพราที่มีอยู่เดิมจะเข้าข่ายละเมิดสิทธิของผู้ได้รับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่
ม.เกษตรศาสตร์แจงโอกาสผสมข้ามพันธุ์เพียง 0.001%
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยร่วมกับบริษัท ซีพีแรม จำกัด โดยเฉพาะกรณีที่ประชาชนกังวลว่า เกสรของกะเพราสายพันธุ์ใหม่อาจเกิดการผสมกับกะเพราพื้นเมืองที่เกษตรกรปลูกอยู่เดิม และทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในพันธุ์พืช
มหาวิทยาลัยอธิบายว่า กะเพราเป็นพืชผสมตัวเอง โดยกะเพราแก้วจุรีที่พัฒนาขึ้นมีโครโมโซม 4 ชุด ขณะที่กะเพราทั่วไปมีโครโมโซม 2 ชุด ความแตกต่างดังกล่าวทำให้โอกาสเกิดการผสมข้ามพันธุ์ตามธรรมชาติมีเพียงร้อยละ 0.001 เท่านั้น
นอกจากนี้ หากเกิดการผสมข้ามพันธุ์ขึ้นจริง ลูกผสมที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะแตกต่างจากกะเพราสายพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครอง ซึ่งมหาวิทยาลัยเห็นว่าไม่เข้าข่ายละเมิดสิทธิในพันธุ์พืชใหม่
คำชี้แจงดังกล่าวมุ่งตอบข้อสงสัยของเกษตรกรที่กังวลว่าการผสมเกสรตามธรรมชาติอาจทำให้กะเพราที่ปลูกอยู่เดิมเกี่ยวข้องกับสายพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครอง
เปิดที่มากะเพราแก้วจุรี วิจัยร่วมซีพีแรมช่วงปี 2020–2023
สำหรับที่มาของกะเพราแก้วจุรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุว่า เป็นผลงานวิจัยที่ดำเนินการร่วมกับบริษัท ซีพีแรม จำกัด ระหว่างปี 2020–2023 หรือ พ.ศ. 2563–2566 โดยมีเป้าหมายพัฒนากะเพราให้มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร
การวิจัยมุ่งปรับปรุงลักษณะสำคัญของกะเพรา ทั้งขนาดใบ กลิ่นหอม และคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อกระบวนการแปรรูปอาหาร ผ่านกระบวนการปรับปรุงพันธุ์ร่วมกับเทคนิคเพิ่มจำนวนชุดโครโมโซม
จากกระบวนการวิจัยและคัดเลือกพันธุ์ ได้กะเพราสายพันธุ์ใหม่จำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่
- แก้วจุรี 01
- แก้วจุรี 02
- แก้วจุรี 03
- แก้วจุรี 04
ภายหลังการพัฒนา บริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้นำกะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ไปดำเนินการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่กับกรมวิชาการเกษตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อธิบายว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการพัฒนาวัตถุดิบสำหรับภาคอุตสาหกรรมอาหาร ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้การคุ้มครองครอบคลุมถึงกะเพราพื้นเมืองที่ประชาชนปลูกและใช้ประโยชน์อยู่แล้ว
งานวิจัยเปิดโอกาสพัฒนาเกษตรกรและอุตสาหกรรมอาหาร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังให้ข้อมูลถึงประโยชน์ของความร่วมมือวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชนว่า เป็นโอกาสในการพัฒนาองค์ความรู้และประสบการณ์ของนักวิจัยไทยด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช รวมถึงการสร้างรายได้เพื่อนำกลับมาสนับสนุนงานวิจัยในอนาคต
ในส่วนของเกษตรกรและชุมชน ความร่วมมือดังกล่าวมีแนวทางส่งเสริมความรู้ด้านการเพาะปลูก ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรเข้ากับตลาดรับซื้อวัตถุดิบ เพื่อสร้างโอกาสในการผลิตพืชสำหรับอุตสาหกรรมอาหารที่มีความต้องการใช้วัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ผู้บริโภคจะมีทางเลือกในการรับประทานอาหารที่ใช้กะเพราซึ่งผ่านการพัฒนาคุณภาพด้านกลิ่นและรสชาติ ควบคู่ไปกับการเลือกซื้อกะเพราพื้นเมืองที่มีจำหน่ายในตลาดได้เช่นเดิม
มหาวิทยาลัยมองว่าการวิจัยลักษณะนี้มีส่วนช่วยพัฒนาศักยภาพนักวิจัยไทย เพิ่มมูลค่าให้พืชเศรษฐกิจ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมพืช โดยคำนึงถึงสิทธิของชุมชนภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ย้ำกะเพราพื้นเมืองปลูก ขยายพันธุ์ และจำหน่ายได้ตามเดิม
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยืนยันว่า ขอบเขตการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ครอบคลุมเฉพาะกะเพราแก้วจุรี 01–04 ไม่รวมกะเพราพื้นเมืองหรือกะเพราพันธุ์ทั่วไปที่ประชาชนปลูกอยู่เดิม
เกษตรกรและประชาชนยังสามารถปลูก ขยายพันธุ์ เก็บใบจำหน่าย และเก็บเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่เดิมไว้ปลูกต่อได้ตามปกติ โดยไม่มีความจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทผู้พัฒนากะเพราสายพันธุ์ใหม่
ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นของทีมข่าว TNN ในจังหวัดชัยนาทและอุทัยธานี พบว่าผู้ประกอบการร้านอาหาร พ่อค้าแม่ค้าผักสด และประชาชนยังคงใช้กะเพราพื้นเมืองในชีวิตประจำวันตามปกติ ขณะที่คำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับขอบเขตการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจความแตกต่างระหว่างกะเพราที่ผ่านการพัฒนาสำหรับอุตสาหกรรมอาหารกับกะเพราพื้นเมืองที่ปลูกกันมาอย่างยาวนาน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
