วันที่ 22 เมษายน ของทุกปี คือ "Earth Day วันคุ้มครองโลก" ที่มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1970 โดย "เกย์ลอร์ด เนลสัน" สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา ได้ผลักดันให้เกิดการรวมตัวของชาวอเมริกันกว่า 20 ล้านคน เพื่อประท้วงและเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงอย่างหนักในขณะนั้น จนกลายเป็นจุดกำเนิดของขบวนการด้านสิ่งแวดล้อมไปทั่วโลก เพื่อให้พวกเราหันมาตระหนักถึงปัญหาสภาพแวดล้อมที่กำลังวิกฤต ซึ่งจริง ๆ แล้วการกู้โลกไม่ได้ไกลตัว หรือต้องทำเฉพาะเรื่องใหญ่ ๆ เท่านั้น เพราะโลกก็คือบ้านหลังใหญ่ที่เราทุกคนอยู่ร่วมกัน การดูแลสามารถเริ่มได้จากเรื่องง่าย ๆ จากบ้านหลังเล็ก ๆ ของเรา เริ่มจากกิจวัตรประจำวันและสิ่งต่างๆ รอบตัว ดังนั้นเราก็เลยนำ "10 วิธีทำเพื่อโลกฉบับทำง่ายในวัน Earth Day และทุก ๆ วัน" มาฝากกัน เป็นไอเดียรักษ์โลกที่ทำง่าย ทำได้จริง และทำได้ทันที 1. ใช้น้ำซ้ำให้คุ้มค่า วิธีนี้ทำได้ง่ายมาก ๆ อย่างเช่นเวลาที่ซักผ้าเช็ดมือหรือซักผ้าขี้ริ้ว น้ำในกะละมังสุดท้ายก็จะยังดูสะอาดอยู่ อย่าเพิ่งเททิ้งลงท่อให้เสียของ สามารถนำเอาไปรดน้ำต้นไม้ในสวนต่อได้เลย หรืออาจจะเอาไปราดพื้นหน้าบ้านเพื่อลดฝุ่นและช่วยให้บ้านเย็นขึ้น เป็นการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อนจะกลายเป็นน้ำเสีย กระซิบว่าน้ำซักผ้าที่มีฟองสบู่อ่อน ๆ ช่วยไล่แมลงบางชนิดในดินได้ด้วยนะ 2. เช็กท่อรั่วและแก้ปัญหา ก๊อกน้ำที่หยดติ๋ง ๆ ก๊อกน้ำที่ปิดไม่สนิทจนมีน้ำหยดติ๋ง ๆ ตลอดเวลา ถ้าปล่อยทิ้งไว้เราอาจจะเสียน้ำไปหลายลิตรแบบเปล่าประโยชน์ ค่าน้ำเพิ่มขึ้นแน่ ๆ เพราะน้ำที่ไหลลงมาแม้จะไหลมาทีละนิด ถ้าเราเอากะละมังหรือถังมารองก็จะเห็นเลยว่าหยดแค่นิดเดียว ผ่านไปแค่คืนเดียวก็ได้น้ำเต็มถัง เปลืองน้ำมาก ๆ ควรรีบหาทางแก้ไขทันที หรือถ้าเห็นค่าน้ำสูงกว่าปกติ ก็ควรจะเช็คด้วยว่าท่อมีรอยรั่วตรงไหนหรือเปล่า ถ้าเจอจุดไหนรั่ว รีบหาผ้ามาพันไว้ก่อน แล้วรีบซ่อมโดยเร็วที่สุด ซ่อมเองได้ก็ซ่อมเลย ถ้าซ่อมเองไม่เป็นก็ตามช่าง อย่าปล่อยไว้เพราะค่าน้ำจะไม่หยุดแน่ ๆ 3. พกแก้วน้ำหรือกระติกส่วนตัว การพกแก้วน้ำหรือกระติกส่วนตัว ทุกวันนี้เป็นแฟชั่นที่หลาย ๆ คนชอบ เราก็ชอบเช่นกัน เดี๋ยวนี้ซื้อแก้วน้ำบ่อยกว่าเครื่องประดับซะอีก นอกจากเป็นแฟชั่นยังเป็นการช่วยลดการสร้างขยะจากขวดน้ำพลาสติก แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งได้วันละหลายขวดเลย ก็ยังเก็บความเย็น ทำให้น้ำในแก้วเย็นได้ตลอดทั้งวัน ขณะที่อากาศร้อน ๆ การที่ได้ดื่มน้ำเย็น ๆ ในยามกระหาย มันทำให้สดชื่นจริง ๆ นะ เป็นวิธีง่าย ๆ ที่โชว์ให้เห็นว่าเราก็เป็นคนหนึ่งที่รักษ์โลก อยากเห็นโลกนี้สวยงามจริง ๆ 4. พกถุงผ้าติดตัวให้เป็นนิสัย ถุงผ้าใบเดียวช่วยลดถุงพลาสติกได้เป็นร้อยใบต่อปีเลยนะ เพราะไม่ว่าจะซื้ออะไรก็จะได้ถุงพลา่สสติกมาทุกครั้ง เราแค่พับถุงผ้าใบเล็กลงในกระเป๋าหรือเก็บไว้ที่รถเสมอ เวลาแวะซื้อของกินหรือของใช้ ก็หยิบมาโชว์พนักงานเลยว่าถุงพลาสติกไม่ต้อง ฉันมีถุงมาเอง เท่สุด ๆ 5. ถุงพลาสติกใช้ซ้ำและไม่ซื้อกล่องบ่อย เรามักจะติดใจกับกล่องพลาสติกใบใหม่ที่ได้เห็นเวลาไปช็อปปิ้ง เพราะรูปทรง ลาย และสีสันบนกล่องช่างสวยงาม เร้าความอยากได้ของเรายิ่งนัก แล้วเราก็ตัดสินใจซื้อง่ายด้วย เพราะราคาส่วนใหญ่จะไม่แพงมากนัก และเมื่อซื้อบ่อย ๆ มันก็กลายเป็นขยะในบ้าน เพราะเราจะไม่ค่อยได้หยิบมาใช้ หรือพวกถุงพลาสติกที่ได้มาจากการซื้อของแต่ละครั้ง เราควรเก็บพับรวม ๆ ไว้ให้เป็นที่เป็นทาง เพื่อจะหยิบมาใช้ซ้ำได้อีก เราเองฝึกจนติดเป็นนิสัยคือการพักถุงพลาสติกทุกครั้งที่เอาของออกจากถุงแล้ว ทำให้บ้านไม่รก หยิบมาใช้ครั้งต่อไปก็สะดวก เป็นการลดการใช้ถุงพลาสสติกได้เป็นอย่างดี 6. ปลูกผักสวนครัวฉบับเราเอง พื้นที่เล็ก ๆ ในบ้าน หรือเพียงแค่มีกระถางก็สามารถเริ่มปลูกผักสวนครัวได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพริก, กะเพรา หรือโหระพา ผักพวกนี้ปลูกง่ายและใช้บ่อยมาก แต่ถ้าใครพอมีพื้นที่มากหน่อย เราแนะนำให้ปลูกต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านได้มากขึ้นอย่าง มะนาว หรือมะกรูด รับรองว่าได้ใช้ทำอาหารกันตลอดเวลาแน่นอน ส่วนต้นไม้ที่เป็นไอเทมลับและต้องมีติดบ้านเราเสมอเลยก็คือต้นมะละกอ เพราะเมนูส้มตำคือเมนูหลักของบ้านเรา แถมวันไหนนึกไม่ออกว่าจะทำอะไร มะละกอดิบเอามาผัดใส่ไข่ก็เป็นเมนูง่าย ๆ ที่เด็ก ๆ ชอบมาก หรือถ้าปล่อยให้สุกก็กินเป็นผลไม้ตบท้ายมื้ออาหารได้อีก เรียกว่าปลูกต้นเดียวแต่คุ้มค่าและช่วยลดขยะพลาสติกจากการซื้อผักที่ตลาดได้เยอะเลย 7. ปิดไฟและถอดปลั๊กเมื่อเลิกใช้ บ่อยครั้งที่เราออกจากบ้าน เราจะแค่ปิดสวิตช์ เพราะคิดว่าเท่านี้ก็พอแล้ว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่นะ สิ่งที่ควรทำก็คือเราต้องถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้บ่อย ๆ ออกด้วย เพราะปลั๊กที่เสียบไว้นั้นกินไฟเงียบ ๆ แบบที่เราไม่รู้ตัวเลย โดยเฉพาะพวกเครื่องใช้ที่มีไฟโชว์สถานะ เราต้องฝึกการปิดไฟและถอดปลั๊กให้เป็นความเคยชินที่จะทำอย่างนั้น เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยโลกประหยัดพลังงานแล้ว ค่าไฟเราก็จะลดลงด้วย ดีงามที่สุดเรื่องนี้ 8. ตักอาหารมาแล้วกินให้หมด วิธีลดขยะที่ง่ายที่สุดและเริ่มต้นจากตัวเราได้จริง ๆ ก็คือการกินอาหารที่ตักมาให้หมดทุกครั้ง เป็นการลดขยะอาหารที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ เพราะจะทำให้ไม่มีเศษอาหารเหลือเน่าเสียในถังขยะให้ส่งกลิ่นรบกวน อีกสิ่งหนึ่งที่เราทำเป็นประจำคือการลดการกินอาหารแบบบุฟเฟต์ ที่จ่ายแล้วกินเท่าไหร่ก็ได้ เพราะวิธีนี้มักจะทำให้เราเสียนิสัย ชอบตักมาเยอะ ๆ ไว้ก่อนเพื่อให้รู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป แต่สุดท้ายพออิ่มจนกินไม่ไหว ของเหล่านั้นก็กลายเป็นขยะอาหารไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้นเราจึงเลือกเลี่ยงอาหารสไตล์นี้ แล้วหันมาสั่งแค่พออิ่ม นอกจากจะช่วยโลกแล้ว ยังช่วยคุมน้ำหนักและถนอมสุขภาพเราได้ด้วยนะ 9. แยกขยะให้ถูกที่ สิ่งที่ควรทำและทำได้ทันทีคือการแยกขยะเปียกและขยะแห้ง เราไม่ควรทิ้งรวมกันในถังเดียว เพราะเศษอาหารเปียก ๆ จะไปเปื้อนขยะแห้งจนนำไปรีไซเคิลต่อไม่ได้ แถมยังทำให้มีกลิ่นเหม็นเน่าอีกด้วย การแยกแบบนี้ช่วยให้พนักงานจัดการขยะทำงานได้ง่ายขึ้นมาก ไม่ต้องเสียเวลามาคอยคัดแยกใหม่ท่ามกลางขยะกองโต หรือถ้าวันไหนเราไปนอกบ้านแล้วเห็นถังขยะที่เขาเขียนประเภทไว้ชัดเจน เราก็แค่ทิ้งให้ลงตามช่องที่กำหนด ซึ่งมันไม่ได้เสียเวลามากนัก แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมมาก 10. ขยะอันตรายทิ้งแยกจากขยะอื่น ๆ เรื่องนี้สำคัญมาก ๆ เป็นเรื่องที่เราอยากเน้นที่สุด เพราะขยะอย่าง ถ่านไฟฉาย, หลอดไฟ, หรือมือถือเก่า เป็นขยะที่อันตรายมาก เพราะมีสารเคมีจำพวกโลหะหนักอย่างปรอท ตะกั่ว และแคดเมียมซ่อนอยู่ข้างใน ซึ่งถ้าเราทิ้งรวมกับขยะทั่วไป สารพิษเหล่านี้อาจรั่วซึมลงดินหรือปนเปื้อนไปในน้ำ จนส่งผลเสียต่อสุขภาพของพวกเราและสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้ ดังนั้นอย่าทิ้งรวมกับขยะทั่วไป ให้รวมใส่ถุงแยกไว้และเขียนบอกให้ชัดเจนก่อนนำไปทิ้งในจุดที่หน่วยงานท้องถิ่นกำหนดไว้สำหรับขยะอันตรายโดยเฉพาะ เพื่อให้เขาเอาไปกำจัดอย่างถูกวิธีและปลอดภัยต่อโลกที่สุด Q&A Q1: ทำไมต้องมีวัน Earth Day? A1: เพื่อให้เราตระหนักถึงปัญหาภาวะโลกร้อน ขยะล้นโลก และมลพิษต่าง ๆ เป็นวันที่เตือนใจว่าโลกคือบ้าน และเราต้องช่วยกันดูแลก่อนจะสายเกินไป Q2: ประเทศไทยเริ่มจัดงานวันคุ้มครองโลกครั้งแรกเมื่อไหร่? A2: ประเทศไทยเริ่มจัดกิจกรรมจริงจังครั้งแรกเมื่อปี 1990 โดยได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐและเอกชนมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน Q3: "ขยะอาหาร" เกี่ยวอะไรกับโลกร้อน? A: เกี่ยวเต็ม ๆ เพราะเศษอาหารที่เน่าเสียในหลุมขยะจะปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งทำให้โลกร้อนกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่าเลย การกินให้หมดจึงช่วยโลกได้จริง ๆ ภาพประกอบโดย CRUSH ที่แปลว่าแอบชอบ ผู้เขียน เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !