รีเซต

ผู้เชี่ยวชาญชี้ “ที่อยู่อาศัย” ที่ดี คือกุญแจรับมือภัยโลกร้อน ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ผู้เชี่ยวชาญชี้ “ที่อยู่อาศัย” ที่ดี  คือกุญแจรับมือภัยโลกร้อน  ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
TNN ช่อง16
16 มีนาคม 2569 ( 12:30 )
1

ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองเตือนว่า การเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและมีราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ เป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมความสามารถของเมืองในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลังพบว่าการพัฒนาเมืองที่ขาดการวางแผนและระบบการใช้ที่ดินที่อ่อนแอ ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญความเสี่ยงจากภัยพิบัติและสภาพอากาศสุดขั้ว

บทความวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองระบุว่า ที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและมีคุณภาพไม่เพียงช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการพื้นฐานได้ง่ายขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มศักยภาพของชุมชนในการรับมือและฟื้นตัวจากวิกฤตต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ที่อยู่อาศัยมักถูกมองเป็นเพียงผลลัพธ์ของการพัฒนาเมืองหรือการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับเมือง

รายงานความก้าวหน้าการพัฒนาที่ยั่งยืนในเอเชียและแปซิฟิกปี 2026 ระบุว่า ภูมิภาคยังไม่อยู่บนเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภายในปี 2030 โดยคาดว่าประมาณ 88% ของเป้าหมายที่สามารถวัดผลได้จะไม่สามารถบรรลุได้ตามกำหนด

สำหรับเป้าหมาย SDG 11 ที่มุ่งสร้างเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน แม้บางตัวชี้วัดจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ความเสียหายจากภัยพิบัติและโครงสร้างพื้นฐานยังคงเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนช่องว่างระหว่างนโยบายกับผลลัพธ์ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 11.1 ซึ่งมุ่งให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และมีราคาที่เหมาะสม รวมถึงการพัฒนาชุมชนแออัด

ข้อมูลระบุว่า ปัจจุบันมีประชาชนราว 700 ล้านคน หรือเกือบ1 ใน 3 ของประชากรเมืองในเอเชียและแปซิฟิก อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดจำนวนมาก ซึ่งมักตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น พื้นที่น้ำท่วม พื้นที่เสี่ยงดินถล่ม หรือพื้นที่ที่เผชิญคลื่นความร้อนและระดับน้ำทะเลสูงขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การขยายตัวของชุมชนไม่เป็นทางการสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเมือง เช่น ช่องว่างด้านการบริหารจัดการที่ดิน การวางผังเมือง และการให้บริการสาธารณะ ส่งผลให้ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่อยู่อาศัยเปราะบางที่สุด อย่างในชุมชนแออัด ความเสี่ยงดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงจากสภาพบ้านเรือนที่ไม่ได้มาตรฐาน ความแออัด และการเข้าถึงน้ำสะอาดหรือระบบสุขาภิบาลที่จำกัด ขณะที่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วม คลื่นความร้อน ภาวะขาดแคลนน้ำ การทรุดตัวของพื้นดิน และมลพิษทางอากาศ ยิ่งซ้ำเติมความเปราะบางของเมือง

งานวิจัยขององค์กร Habitat for Humanity ยังพบว่า การปรับปรุงชุมชนแออัดในวงกว้างสามารถช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัวของประเทศได้สูงสุดถึง 10% และเพิ่มอายุขัยเฉลี่ยของประชากรได้ราว 4% นอกจากนี้ ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี การปรับปรุงที่อยู่อาศัยยังสามารถช่วยป้องกันการเจ็บป่วยได้มากกว่า 20 ล้านกรณี ลดเหตุความรุนแรงทางเพศได้เกือบ 43 ล้านเหตุการณ์ และช่วยป้องกันการเสียชีวิตได้ประมาณ 80,000 ราย

ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า การสร้างเมืองที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยรัฐบาลควรกำหนดให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและรองรับสภาพภูมิอากาศเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมบูรณาการเข้ากับนโยบายการพัฒนาเมือง การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

ขณะที่ภาคเอกชนสามารถมีบทบาทในการสนับสนุนเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยราคาที่เข้าถึงได้ รวมถึงการปรับปรุงบ้านให้มีความทนทานต่อสภาพอากาศ โดยใช้วัสดุที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและการออกแบบอาคารที่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศในเมืองเขตร้อน

ส่วนภาคประชาสังคมและสถาบันการศึกษา มีบทบาทสำคัญในการทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อพัฒนานโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในพื้นที่

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อนาคตของความยืดหยุ่นของเมืองในเอเชียและแปซิฟิกจะขึ้นอยู่กับการพัฒนาพื้นที่ชุมชนไม่เป็นทางการ หากแนวโน้มปัจจุบันยังดำเนินต่อไป ครอบครัวอีกจำนวนมากอาจต้องอาศัยอยู่ในที่อยู่อาศัยที่ไม่มั่นคงและเสี่ยงต่อภัยพิบัติ ดังนั้น การเชื่อมโยงนโยบายที่อยู่อาศัยเข้ากับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการบริหารจัดการเมืองอย่างทั่วถึง จึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับเมืองในภูมิภาค

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง