9 แนวทางลดการปล่อยคาร์บอน แบบง่ายๆ ด้วยการกักเก็บไว้ในดิน เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล ทุกวันนี้ปัญหาที่เราเจออยู่ไม่ได้อยู่ที่ “คาร์บอนมีอยู่” ค่ะ แต่ปัญหาคือ “คาร์บอนอยู่ผิดที่” โดยเราดึงคาร์บอนจากใต้ดินขึ้นมาใช้เป็นพลังงาน แล้วปล่อยให้ลอยสะสมอยู่ในอากาศมากเกินไป ในขณะเดียวกันเรากลับทำให้ดินเสื่อมโทรม ตัดต้นไม้ และปล่อยให้ระบบนิเวศที่เคยช่วยดูดซับคาร์บอนอ่อนแอลง จึงมีผลลัพธ์ที่ตามคืออุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น สภาพอากาศที่แปรปรวน และภัยธรรมชาติที่ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัญหาจึงไม่ใช่แค่เรื่องการปล่อยเพิ่มเท่านั้น แต่คือการขาดพื้นที่ที่ทำหน้าที่ “รับกลับ” อย่างเพียงพอค่ะ โดยจุดสำคัญของการแก้ปัญหาให้ลดน้อยลงนั้น อยู่ตรงที่เราต้องเพิ่มพื้นที่และกระบวนการที่ช่วยพาคาร์บอนกลับสู่ดินและต้นไม้ค่ะ ที่ไม่ใช่รอแค่เพียงมาตรการระดับประเทศหรือโครงการใหญ่ๆ มารองรับเพียงอย่างเดียว เพราะจริงๆ แล้วเราสามารถเริ่มได้จากจุดเล็กๆ รอบตัวเรา เมื่อคนจำนวนมากช่วยกัน ระบบธรรมชาติก็จะกลับมามีบทบาทในการรักษาสมดุลอีกครั้งได้ค่ะ โดยหลายคนยังไม่รู้ว่าการกักเก็บคาร์บอนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เริ่มได้จากจุดตั้งต้นของปัญหาอย่างตรงจุดนะคะ และต่อไปนี้คือทางออกที่เราทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกันค่ะ 1. ทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารในบ้าน การทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารในบ้านช่วยได้มากกว่าที่คิดค่ะ เพราะทุกครั้งที่เราโยนเศษผักผลไม้ลงถังขยะ ก็มักจะไปจบที่หลุมฝังกลบและย่อยสลายแบบไม่มีอากาศ จนเกิดก๊าซมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่รุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า แต่ถ้าเราแยกเศษอาหารมาหมักในระบบที่มีอากาศ จุลินทรีย์จะย่อยสลายอย่างเป็นธรรมชาติ กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่อุดมด้วยคาร์บอนและธาตุอาหาร เมื่อนำกลับไปใส่ดิน คาร์บอนส่วนหนึ่งจะถูกกักเก็บอยู่ในดินในรูปอินทรียวัตถุ ที่มีส่วนช่วยให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำดี และมีชีวิตมากขึ้น หรือเรียกง่ายๆ ว่าเราเปลี่ยน “ขยะ” ให้กลายเป็น “อาหารของดิน” นั่นเองนะคะ โดยสิ่งที่เราสามารถเริ่มทำได้เลยตั้งแต่วันนี้คือแค่เตรียมภาชนะมีฝาปิดหนึ่งใบ แยกเก็บเศษผัก เปลือกผลไม้ กากกาแฟ หรือเปลือกไข่ เศษอาหาร จากนั้นเติมวัสดุแห้งอย่างใบไม้แห้ง หรือจะตักดินใส่ลงไปก็ได้ เพื่อเร่งการย่อยสลาย ซึ่งก็ไม่ต้องทำให้ซับซ้อนค่ะ แค่เริ่มจากปริมาณเพียงเล็กน้อยก็พอ หลังจากนั้นภายในไม่กี่สัปดาห์เราก็จะเห็นว่าเศษอาหารค่อยๆ กลายเป็นดินสีเข้ม กลิ่นหอมเหมือนดินป่า และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการกักเก็บคาร์บอนที่ทำได้จากบ้านของเราเองค่ะ 2. ปลูกต้นไม้ โดยเฉพาะไม้ยืนต้น คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า การปลูกต้นไม้โดยเฉพาะไม้ยืนต้นนั้น มีส่วนช่วยกักเก็บคาร์บอนได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน เพราะต้นไม้จะดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศไปใช้ในการเจริญเติบโต เป็นลำต้น กิ่ง ใบ และราก จึงกลายเป็นที่เก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ ยิ่งเป็นไม้ยืนต้นที่อยู่ได้นานหลายสิบปี คาร์บอนก็ยิ่งถูกเก็บสะสมไว้นานตามไปด้วยค่ะ นอกจากนี้ใบที่ร่วงลงดินและรากที่แผ่ลึกยังช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุ ทำให้ดินมีชีวิตมากขึ้น ร่วนซุย และอุ้มน้ำได้ดีขึ้นด้วย และสิ่งที่เราควรเริ่มทำโดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่กว้าง คือ หากมีบ้านอาจปลูกไม้ผลหรือไม้ให้ร่มเงาสักหนึ่งต้น หากอยู่คอนโดอาจร่วมปลูกต้นไม้กับชุมชน หรือสนับสนุนโครงการปลูกต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะ เลือกพันธุ์ที่เหมาะกับพื้นที่และดูแลให้เติบโตแข็งแรง เพราะการปลูกแล้วดูแลต่อเนื่องสำคัญกว่าการปลูกจำนวนมากแต่ไม่รอดค่ะ ซึ่งทุกต้นที่เติบโตคือการเก็บคาร์บอนเพิ่มขึ้นทีละน้อย และเมื่อรวมกันมากพอ ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงนะคะ 3. ปลูกพืชคลุมดินแทนสนามหญ้าโล่ง หลายคนยังมองไม่ออกว่า การปลูกพืชคลุมดินแทนสนามหญ้าโล่งช่วยให้ดินมีชีวิตมากขึ้นได้ เพราะพืชคลุมดินจะมีรากแผ่กระจายแน่นและหลากหลาย จึงช่วยยึดหน้าดิน ลดการพังทลาย และเพิ่มอินทรียวัตถุใต้ผิวดิน ซึ่งสนามหญ้าโล่งที่ตัดสั้นบ่อยๆ มักมีรากตื้นและต้องดูแลมาก แต่พืชคลุมดินที่เหมาะสมจะช่วยเก็บความชื้น ลดความร้อนที่สะสมบนพื้นดิน และค่อยๆ เพิ่มคาร์บอนในดินตามธรรมชาติ เมื่อดินดีขึ้น ระบบนิเวศเล็กๆ ใต้ดินก็สมดุลมากขึ้นตามไปด้วยค่ะ ซึ่งในสถานการณ์จริงให้เราเริ่มต้นจากการเลือกพืชที่เหมาะกับสภาพอากาศและแสงแดดในพื้นที่มาปลูก เช่น พืชท้องถิ่นหรือพืชตระกูลถั่วที่ช่วยบำรุงดิน แล้วค่อยๆ ปรับพื้นที่จากสนามหญ้าบางส่วนก่อน โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งหมดในครั้งเดียว ให้ลดการตัดแต่งที่ไม่จำเป็น และปล่อยให้พืชเติบโตตามธรรมชาติบ้าง เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้พื้นที่เล็กๆ รอบบ้านกลายเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ยั่งยืนขึ้นได้แล้วค่ะ 4. หยุดเผาใบไม้หรือเศษกิ่งไม้ในที่โล่ง การหยุดเผาใบไม้หรือเศษกิ่งไม้ในที่โล่งเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ส่งผลเชิงบวกอย่างมากค่ะ เพราะทุกครั้งที่เผาแบบเปิด คาร์บอนที่สะสมอยู่ในใบและไม้จะถูกปล่อยกลับสู่อากาศทันที และกลายเป็นควันและฝุ่นที่กระทบทั้งสภาพอากาศและสุขภาพของคนรอบข้าง แต่ถ้าเราเลือกวิธีจัดการแบบไม่เผา หรือนำมาทำไบโอชาร์หรือถ่านชีวภาพที่เป็นการควบคุมออกซิเจนในระหว่างการทำ เศษพืชเหล่านี้จะค่อยๆ ย่อยสลายและคืนคาร์บอนกลับสู่ดิน ทำให้ดินร่วนซุยขึ้น อุ้มน้ำดีขึ้น และช่วยให้ต้นไม้เติบโตแข็งแรงกว่าเดิมค่ะ ซึ่งการเริ่มต้นลงมือทำได้ง่าย ๆ ในชีวิตปะจำวันของเราเลย คือ การนำใบไม้มากองรวมแล้วปล่อยให้ย่อยสลายเอง หรือนำไปคลุมโคนต้นไม้และแปลงผักเพื่อลดการระเหยของน้ำ หากมีพื้นที่ก็ทำกองปุ๋ยหมักเล็กๆ ในมุมสวน ซึ่งเศษกิ่งไม้ขนาดเล็กสามารถตัดให้สั้นลงเพื่อให้ย่อยสลายตัวเร็วขึ้น หรือถ่านชีวภาพก็ได้ค่ะ เพราะตอนนี้ผู้เขียนก็ทำ โดยวิธีเหล่านี้ไม่เพียงลดควันพิษ แต่ยังเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็นทรัพยากรที่ช่วยกักเก็บคาร์บอนในดินได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปค่ะ 5. คลุมดินในกระถางและแปลงผัก การคลุมดินในกระถางและแปลงผักคือการนำวัสดุธรรมชาติ เช่น ฟาง ใบไม้แห้ง หรือเศษไม้ มาวางปกคลุมหน้าดินค่ะ ซึ่งวิธีง่ายๆ แบบนี้สามารถช่วยปกป้องดินจากแดดจัดและฝนแรงได้ ทำให้ลดการระเหยของน้ำ ทำให้ดินชุ่มชื้นได้นานขึ้น ที่สำคัญคือเมื่อวัสดุเหล่านี้ค่อยๆ ย่อยสลาย ก็จะกลายเป็นอินทรียวัตถุเพิ่มลงในดิน ช่วยกักเก็บคาร์บอนและทำให้ดินร่วนซุยขึ้น พืชจึงเติบโตได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งปุ๋ยมากเกินไปค่ะ และสิ่งที่เราควรเริ่มทำในวันนี้เลย คือ ให้เก็บใบไม้แห้งในบ้านมาวางหนาประมาณหนึ่งฝ่ามือบนหน้าดิน เว้นระยะรอบโคนต้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ชื้นเกินไป หากไม่มีใบไม้ อาจใช้ฟางหรือเศษกระดาษที่ไม่เคลือบสี ทำแบบนี้เพื่อเติมเพิ่มเป็นระยะเมื่อวัสดุยุบตัวลงนะคะ ซึ่งวิธีนี้ช่วยทั้งประหยัดน้ำ บำรุงดิน และเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่เล็กๆ ของเราได้อย่างต่อเนื่องค่ะ 6. เลือกซื้ออาหารจากเกษตรฟื้นฟู การเลือกซื้ออาหารจากเกษตรฟื้นฟู คือ การสนับสนุนระบบปลูกที่ดูแลดินให้ดีขึ้นทุกปี แทนที่จะทำให้ดินเสื่อมลงค่ะ ซึ่งการทำการเกษตรลักษณะนี้จะเน้นเพิ่มอินทรียวัตถุ ไม่ไถดินหนัก ปลูกพืชหลากหลาย และหลีกเลี่ยงสารเคมีรุนแรง โดยผลที่ตามมาก็คือดินสามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากขึ้น เก็บน้ำได้ดีขึ้น และมีจุลินทรีย์ที่ช่วยให้พืชแข็งแรง เมื่อดินแข็งแรงอาหารที่ได้ก็มักมีคุณภาพดีและปลอดภัยต่อคนกินมากขึ้นด้วยนะคะ และสิ่งที่เราควรเริ่มต้นทำเลยในวันนี้ คือ ให้สังเกตแหล่งที่มาของอาหาร เลือกซื้อจากเกษตรกรท้องถิ่น ตลาดนัดสีเขียว หรือกลุ่มที่บอกเล่าวิธีการปลูกอย่างโปร่งใส ลองพูดคุยสอบถามวิธีดูแลดินของเขา สนับสนุนด้วยการซื้ออย่างสม่ำเสมอ และถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ลงมือปลูกเอง แต่ทุกการตัดสินใจซื้อคือการส่งสัญญาณว่าเราอยากเห็นการดูแลดินและการกักเก็บคาร์บอนเกิดขึ้นมากขึ้นในระบบอาหารค่ะทุกคน 7. ลดการใช้สารเคมีในสวนที่บ้าน รู้ไหมคะว่าการลดการใช้สารเคมีในสวนที่บ้าน มีส่วนช่วยให้ดินฟื้นตัวและมีชีวิตมากขึ้นได้ เพราะในดินไม่ได้มีแค่ดินเปล่าๆ แต่เต็มไปด้วยจุลินทรีย์ ไส้เดือน และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุและเก็บคาร์บอนไว้ใต้ผิวดิน เมื่อมีการใช้สารเคมีรุนแรงบ่อยๆ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะลดลง โครงสร้างดินจะแน่นแข็ง และความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนก็ลดลงตามไปด้วย ดินที่แข็งแรงจึงไม่ได้ดีแค่กับต้นไม้ แต่ดีต่อระบบนิเวศทั้งหมดในสวนเล็กๆ ของบ้านเราค่ะ ดังนั้นให้เริ่มจากการเปลี่ยนวิธีดูแลสวน เช่น ใช้ปุ๋ยหมักแทนปุ๋ยเคมี ใช้น้ำหมักจากเศษพืช หรือปลูกพืชหลายชนิดร่วมกันเพื่อลดการระบาดของแมลง ลองปล่อยให้ธรรมชาติจัดการบางส่วน ที่ไม่จำเป็นต้องกำจัดทุกอย่างที่เห็น ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้เราค่อยๆ ลดการพึ่งพาสารเคมีได้ค่ะ หรือแม้แต่ลดได้เพียงบางส่วน แบบนี้ก็มีส่วนช่วยให้ดินค่อยๆ กลับมาสมดุลได้ และเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนได้ในระยะยาวนะคะ 8. ปลูกพืชหลายชนิดผสมกัน หลายคนยังมองไม่ออกว่าการปลูกพืชหลายชนิดผสมกัน มีส่วนช่วยให้ดินแข็งแรงขึ้นได้ ที่เป็นแบบนั้นเพราะพืชแต่ละชนิดมีรากต่างลักษณะกันค่ะ โดยบางชนิดรากลึก บางชนิดรากตื้น เมื่อนำมาปลูกรวมกันรากจะช่วยกันพยุงหน้าดิน เพิ่มช่องอากาศใต้ดิน และเติมอินทรียวัตถุที่หลากหลายรูปแบบลงไป ทำให้ดินกักเก็บคาร์บอนได้ดีขึ้น นอกจากนี้ความหลากหลายนี้ยังช่วยลดการระบาดของแมลงและโรคพืชได้ ทำให้สวนสมดุลโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีมากนัก ในสถานการณ์จริงเราสามารถเริ่มต้นง่ายๆ ได้ ด้วยการปลูกผักหลายชนิดในแปลงเดียวกันค่ะ เช่น ผักใบเขียวคู่กับสมุนไพร หรือพืชที่โตเร็วสลับกับพืชที่โตช้า หากมีพื้นที่น้อยก็จัดกระถางหลายแบบวางใกล้กัน เลือกพืชที่มีความสูงต่างระดับเพื่อใช้พื้นที่ให้คุ้มค่า โดยไม่จำเป็นต้องจัดให้เป็นระเบียบมาก ปล่อยให้มีความหลากหลายตามธรรมชาติบ้าง ถ้าทำแบบนี้ได้ดินจะเริ่มมีชีวิต และช่วยกักเก็บคาร์บอนได้มากขึ้นในระยะยาวค่ะ 9. สนับสนุนโครงการปลูกป่าและฟื้นฟูดินในชุมชน การสนับสนุนโครงการปลูกป่าและฟื้นฟูดินในชุมชน มีส่วนช่วยขยายผลในการกักเก็บคาร์บอนให้เกิดขึ้นในพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าบ้านของเราเองค่ะ เพราะเมื่อต้นไม้จำนวนมากเติบโตพร้อมกัน คาร์บอนจะถูกเก็บไว้ทั้งในลำต้น กิ่ง ใบ และในดินใต้ผืนป่า ทำให้พื้นที่ที่เคยเสื่อมโทรมจะค่อยๆ กลับมาชุ่มชื้น มีความหลากหลายของพืชและสัตว์มากขึ้น ดินที่ได้รับการฟื้นฟูจะเก็บน้ำได้ดี ลดการพังทลาย และช่วยให้ระบบนิเวศโดยรวมสมดุลขึ้นนะคะ และเราสามารถเริ่มได้จากการเข้าร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะ สนับสนุนกลุ่มชุมชนหรือองค์กรที่ทำงานด้านฟื้นฟูป่า หรือช่วยกระจายข้อมูลให้คนรอบตัวรับรู้ หากไม่มีเวลาลงพื้นที่ อาจสนับสนุนในรูปแบบการบริจาคหรืออุดหนุนสินค้าจากชุมชนที่ดูแลป่าอย่างยั่งยืน เพราะทุกการมีส่วนร่วมไม่ว่าจะเล็กแค่ไหน ก็ล้วนช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนให้เกิดขึ้นจริงในระยะยาวค่ะ จากแนวทางข้างต้นที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้นั้น จะเห็นได้ว่าการกักเก็บคาร์บอนไว้ในดินไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยใช่ไหมคะ แต่เป็นเรื่องที่เราเจอทุกวันอยู่แล้วในบางคน แต่เรามองไม่ออกว่านั่นคือแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าดินคือแหล่งเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่ที่ทำงานเงียบๆ อยู่ใต้เท้าเรา และทุกครั้งที่เราทำให้ดินมีอินทรียวัตถุมากขึ้น ไม่ว่าจะจากการปลูกต้นไม้ คลุมดิน ทำปุ๋ยหมัก หรือสนับสนุนเกษตรที่ดูแลดินอย่างดี เรากำลังช่วยเปลี่ยนคาร์บอนจากอากาศให้กลับไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ พร้อมๆ กับการทำให้ดินอุ้มน้ำดีขึ้น พืชแข็งแรงขึ้น และระบบอาหารยั่งยืนขึ้นค่ะ นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องลดโลกร้อนนะคะ แต่คือการดูแลฐานชีวิตของเราในระยะยาว ในชีวิตจริงเราควรเริ่มจากสิ่งที่ง่ายและใกล้ตัวที่สุดก่อนค่ะ เช่น แยกเศษอาหารมาทำปุ๋ยหมัก หรือหยุดเผาใบไม้ในที่โล่งแจ้ง หากมีพื้นที่ก็เริ่มปลูกต้นไม้หรือคลุมดินในกระถางเล็กๆ โดยวิธีที่เหมาะกับเราคือวิธีที่ทำได้ต่อเนื่องโดยไม่ฝืนชีวิตประจำวันค่ะ หากอยู่คอนโดอาจโฟกัสที่การแยกขยะอินทรีย์และเลือกซื้ออาหารจากแหล่งปลูกที่ดูแลดินดี ส่วนคนที่มีบ้านและสวนสามารถทำได้หลายอย่างมากขึ้น สำหรับคนส่วนใหญ่แนวทางที่เริ่มง่ายและเห็นผลชัดคือการจัดการเศษอาหารและเพิ่มอินทรียวัตถุให้ดินค่ะ เพราะทำได้แทบทุกบ้าน ลงทุนน้อย และสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเราเองนะคะ ที่โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนปลูกผักไว้กินเองแบบหลากหลายในพื้นที่ที่มีอยู่ค่ะ หากไปเจอผักสวนครัวแบบปลอดสารพิษ ชาวบ้านปลูกเอง แบบนี้ชอบซื้อมาทำอาหารค่ะ ปกติผู้เขียนเลือกใช้ปุ๋ยจากธรรมชาติเป็นหลักนะคะ คือก็มีความอยากรู้เหมือนกันค่ะว่าถ้าปลูกพืชแบบอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก จะไม่ได้ผักกินเลยมันจริงไหม? และจากที่มีประสบการณ์มานั้นก็ยังได้ผักมากินค่ะ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลงเลย ผักบางอย่างงามมาก โยนทิ้งยังเกิดต่อเต็มไปหมด เรื่องการเติมอินทรียวัตถุให้หลากหลาย เปลี่ยนเศษอาหารมาเป็นอาหารดิน ผู้เขียนทำตลอดอยู่แล้วค่ะ โดยตอนนี้ขยายผลมาทำในส่วนของการทำไบโอชาร์จากเศษวัสดุต่างๆ ในสวนด้วย ทำได้ง่ายๆ ค่ะ แค่เก็บลูกมะพร้าวแห้ง กิ่งไม้เล็กๆ ใส่ลงไปในเตาที่มีการควบคุมออกซิเจน จากนั้นเราก็ได้ถ่านสีดำที่เป็นคาร์บอนแล้วค่ะ ก็ลองดูค่ะทุกคนให้เริ่มจากจุดที่เราทำได้ก่อน ยังไม่ต้องอลังการงานช้างก็ได้ค่ะ ให้เริ่มจากเรื่องใกล้ตัว ให้เริ่มจากจุดสนใจของเรา แล้วนำไปโพสต์ส่งต่อแนวคิด เดี๋ยวผู้คนก็อยากทำโน่นทำนี่ตามเองค่ะ ลองคิดดูนะคะว่าเราจะเกิดมาเพื่อมากิน มาอยู่และนอนหลับเท่านี้ แล้วก็จากโลกไปแบบไม่ได้ช่วยอะไรโลกเลย แค่นี้ใช่หรือเปล่า? เพราะสุดท้ายแล้วคนทุกคนหากไม่ได้สร้างคุณค่าอะไรไว้ เราจะยังสงสัยตัวเองตลอดเวลาว่าเราเกิดมาทำไม ซึ่งแนวทางข้างต้นคือสิ่งที่สร้างคุณค่าให้กับโลกใบนี้ได้ค่ะ จึงอยากเชิญชวนคนไทยทุกคนหันมาช่วยกันลดการปล่อยคาร์บอน คนธรรมดาก็มีส่วนช่วยได้ โดยแนวทางว่าสามารถทำอะไรได้บ้างนั้น ผู้เขียนก็ได้นำเสนอไว้แล้วข้างต้น จะเหลือก็เพียงเรานำแนวทางที่เข้ากับสถานการณ์ของตัวเองมาลงมือทำค่ะ ทำให้ต่อเนื่อง ทำจนกลายเป็นปกติในชีวิตประจำวัน แล้วสิ่งแวดล้อมจะค่อยๆ ปรับสมดุลดีขึ้นเรื่อยๆ นะคะ ก็เหมือนร่างกายเรา หากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพ ร่างกายก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมใหม่ที่ดีกว่า #ลดการปล่อยคาร์บอน #ลดมลพิษ #ลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม #อนามัยสิ่งแวดล้อม #สิ่งแวดล้อม เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก AI Generated และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา ถ่ายภาพโดยผู้เขียน เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 ทริคประยุกต์ใช้ “การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยธรรมชาติ” 10 วิธีเพิ่มพื้นที่สีเขียว (Green space) ภายในบ้าน ทำยังไงดี 10 ทริคทำสวนผักในบ้าน ช่วยลดขยะต้นทาง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม