ศาสตร์สามก๊ก: ทำไมหงษ์ร่อน บังทองถึงด่วนจากไป แม้ฝีมือเทียบเคียงขงเบ้ง หากใครเคยได้อ่านวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์จีนเลื่องชื่ออย่าง สามก๊ก หรือเคยได้รับชมในเวอร์ชั่นละคร ภาพยนตร์ ก็คงจะพอคุ้นหูกับวลีคลาสสิคที่่ว่า "หงษ์ร่อน มังกรหลับ ได้ใครคนใดคนหนึ่งไปก็รวมแผ่นดินได้" โดยวลีดังกล่าวนั้นเป็นการกล่าวถึงสองกุนซือผู้ถูกยกว่าเป็นบุคคลที่มีปัญญาเลิศล้ำมากที่สุดในยุค ซึ่งก็คือ หงษ์ร่อน บังทอง และมังกรหลับ ขงเบ้ง และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้บรรดาผู้ที่ตั้งตนเป็นใหญ่และหวังจะรวมแผ่นดินจีนที่กำลังระส่ำระส่ายอยู่ในขณะนั้นให้กลับคืนเป็นหนึ่งต้องที่จะดึงตัวทั้งคู่ไปทำงานวางกลยุทธ์การรบเพื่อรับมือกับข้าศึกให้ และในท้ายที่สุดก็เป็นจ๊กก๊กของเล่าปี่ ที่ได้กุนซือทั้งสองรายไปทำงานให้ ทว่าเพียงเวลาไม่นานหนึ่งในนั้น ซึ่งก็คือ "หงษ์ร่อน บังทอง" กลับถูกข้าศึกยิงธนูใส่เสียชีวิตตั้งแต่ยังไม่ทันทำงานแรกสำเร็จลุล่วงเลยด้วยซ้ำ จากเหตุนี้จึงทำให้เกิดคำถามตามมามากมายว่าทำไมผู้ที่ถูกยกให้มีปัญญาล้ำเลิศถึงได้ตกม้าตายง่าย ๆ บ้างก็ว่าฝีมือของเขาที่ถูกยกให้เทียบเคียงกับยอดกุนซือขงเบ้งนั้นเป็นการกล่าวอวยเกินจริง บ้างก็ว่าการตายของเขาเกิดจากเจตจำนงของเจ้าตัวเอง ในวันนี้เราจึงจะมาชวนกันทำความเข้าใจว่าเพราะเหตุใดหนึ่งในยอดกุนซือแห่งยุคถึงด่วนจากไปตั้งแต่ยังทำงานแรกไม่สำเร็จ 1. หงษ์ร่อนเป็นผู้วากรากฐานให้จ๊กก๊กเข้ายึดเสฉวนได้สำเร็จ ประเด็นแรกที่ต้องบอกว่าควรต้องให้ความเป็นธรรมกับบังทองก็คือแม้ว่าเขาจะทำงานแรกไม่สำเร็จลุล่วงด้วยตนเอง แต่แท้ที่จริงแล้วการที่จ๊กก๊กของเล่าปี่สามารถบุกยึดเสฉวนได้สำเร็จในเวลาต่อมา นั่นก็เพราะการวางรากฐานกลยยุทธ์ของบังทองนั่นเอง ทั้งนี้แม้ว่าบังทองจะนำทัพทหารจ๊กก๊กไปและถูกข้าศึกซุ่มใช้ธนูยิงที่เนินหงษ์ร่วงจนเสียชีวิต แต่หากย้อนกลับไปดูแผนการบุกยึดเสฉวนที่เจ้าตัววางเอาไว้ให้เล่าปี่นั้นก็ต้องบอกว่าเป็นแผนการที่รัดกุม และได้ประเมิณสถานการณ์รอบด้านไว้หมดแล้ว หาใช่การยกทัพบุกไปยึดโต้ง ๆ อย่างเดียว โดยกลยุทธ์ที่บังทองแนะนำให้เล่าปี่ใช้เพื่อเข้ายึดเสฉวนนั้นมีถึง 3 ทางเลือกด้วยกัน ประกอบด้วย การเข้าบุกยึดเมืองสำคัญ ๆ ของเสฉวนอย่างฉับพลัน, ค่อย ๆ แทรกซึม แผ่ขยายอำนาจ ดึงขุนนางคนในของเสฉวนเข้ามาเป็นพวกพ้อง, ใช้ความไว้วางใจของเล่าเจี้ยง(เจ้าผู้ปกครองเสฉวน) ในการเปิดช่องให้นำกำลังทหารของจ๊กก๊กเข้าไปวางในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ๆ แล้วค่อยยึดครองเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งสุดท้ายแล้วเล่าปี่เลือที่จะใช้ทั้ง 3 กลยุทธ์ผสมผสานกันจนในที่สุดก็เข้ายึดครองเสฉวนได้สำเร็จ 2. พยายามเร่งพิสูจน์ตัวเองมากเกินไป จุดหนึ่งที่ต้องเรียกได้ว่าเป็นจุดบอดของบังทองที่แตกต่างจากขงเบ้งก็คือ รูปลักษณ์ภายนอกที่ไ่ม่เป็นที่ต้องตาต้องใจผู้เป็นนายตั้งแต่แรกเห็นนั่นเอง สำหรับขงเบ้งที่มีรูปลักษณ์ภายนอกงดงาม ดูสะอ้านสะอาดสมกับบุคลิกนักปราชญ์นั้นจึงไม่ยากนักที่จะสร้างความประทับใจแก่เล่าปี่ตั้งแต่แรกเห็น แต่บังทองนั้นแตกต่างออกไป เขามีรูปลักษณ์ที่ไม่น่าดึงดูดสักเท่าไหร่ เรียกได้ว่าเขามีสภาพภายนอกที่ดูซอมซ่อนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงอาจทำให้เจ้าตัวต้องการเร่งพิสูจน์ฝีมือของตนอง และสุดท้ายก็เลือกใช้วิธีที่เสี่ยงเกินไปเพื่ออยากให้ผลงานออกมาเป็นที่ประจักษ์โดยเร็ว 3. สไตล์การทำงานของเจ้าตัวที่เน้นสร้างผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะต้องแลกด้วยความเสี่ยง อีกจุดหนึ่งที่ถูกมองว่าอธิบายโชคชะตาของบังทองได้ค่อนข้างสมเหตุสมผลก็คือ สไตล์การทำงานของเจ้าตัวนั่นเอง ซึ่งถ้าพิจารณาดูที่ฉายาที่สองยอดกุนซือแห่งยุคได้รับก็จะพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน และล้วนอธิบายสไตล์การทำงานของทั้งคู่ได้ ซึ่งก็คือ "หงษ์ร่อน" และ "มังกรหลับ" กล่าวคือสไตล์การทำงานของบังทองนั้นเน้นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ฉับไว ขณะที่สไตล์การทำงานของขงเบ้งเน้นไปที่ความสุขุม รอบคอบ และเลือกลงมือเฉพาะโอกาสครั้งสำคัญ ๆ เท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ชีวิตของบังทองจะตกอยู่ในอันตรายมากกว่าขงเบ้ง 4. ความไม่เชี่ยวชาญภูมิศาสตร์ ในยุคสามก๊กนั้นต้องบอกว่าการศึกษาเรื่องภูมิศาสตร์แทบจะไม่ได้มีเครื่องมือใด ๆ ช่วยเหลือเลย นอกเสียจากต้องอาศัยการเดินทางไปสำรวจด้วยมนุษย์เอง ประกอบกับความที่แผ่นดินจีนนั้นกว้างใหญ่ ในแต่ละพื้นที่มีความแตกทางภูมิศาสตร์สูง จึงทำให้บังทองที่เลือกจะนำทัพทหารไปด้วยตนเองต้องพลาดท่าเมื่อถูกศัตรูซุ่มโจมตีแบบไม่คาดคิดมาก่อน ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าในการยกทัพทำศึกแต่ละครั้งไม่เฉพาะแค่จ๊กก๊กของเล่าปี่เท่านั้น แม้กระทั่งวุยก๊กของโจโฉก็เจอปัญหาเรื่องความไม่เชี่ยวชาญในภูมิศาสตร์อยู่บ่อยครั้ง โดยแม้ว่าวุยก๊กของโจโฉจะเคยยกทัพทหารนับล้านไปตีง่อก๊กของซุนกวนแต่ก็ต้องพลาดท่ากลับมาเพราะความไม่คุ้นชินในภูมิศาสตร์นั่นเอง ณัฐเลิร์นกิฟต์ เขียน ภาพปก/ภาพประกอบ โดยผู้เขียน เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !