9 ปัจจัยสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้เกิดโรคระบาด ภัยสุขภาพที่ควรรู้ เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล โรคระบาดเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่สามารถส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมากได้ในเวลาอันรวดเร็ว และมักสร้างความกังวลต่อสังคมในวงกว้าง โดยหลายคนมองว่าโรคระบาดเกิดจากจุลินทรีย์เพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้วปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราก็มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการเกิดและการแพร่กระจายของโรคค่ะ ซึ่งสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ความแออัดของชุมชน สุขาภิบาลที่ไม่ดี แหล่งน้ำสกปรก การจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือมลพิษในอากาศ ล้วนเป็นเงื่อนไขที่เอื้อให้จุลินทรีย์และพาหะนำโรคเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น โดยสิ่งที่หลายคนมักมองข้ามอีกคือ บทบาทของสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราในการก่อให้เกิดโรคระบาด เพราะคนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการรักษาโรคหรือการป้องกันตนเองเฉพาะหน้า เช่น การกินยา การฉีดวัคซีน หรือการสวมหน้ากาก แต่กลับละเลยต้นตอของปัญหาที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่น การปล่อยให้ขยะสะสม แหล่งน้ำสกปรก น้ำขัง มลพิษทางอากาศ หรือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่สมดุล ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนสร้างเงื่อนไขที่เอื้อให้สิ่งก่อโรคและพาหะนำโรคเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น ดังนั้นหากสังคมเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคระบาดได้ตั้งแต่ต้นทางและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อผู้คนมากขึ้นในระยะยาว เพราะมีหลายอย่างมากที่เอื้อต่อการเกิดโรคระบาดค่ะ ดังนี้ 1. ความหนาแน่นของประชากรสูง ความหนาแน่นของประชากรเป็นหนึ่งในปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ที่มีผลต่อการเกิดและการแพร่กระจายของโรคระบาดอย่างชัดเจนค่ะ เพราะเมื่อผู้คนจำนวนมากอาศัยอยู่รวมกันในพื้นที่จำกัด เช่น ชุมชนแออัด เมืองขนาดใหญ่ หรือพื้นที่ที่ระบบสาธารณูปโภคไม่เพียงพอ การติดต่อระหว่างคนจะเกิดขึ้นบ่อยและใกล้ชิดมากขึ้น จึงส่งผลให้สิ่งก่อโรคสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว ทั้งผ่านการสัมผัส ละอองฝอยจากการไอจาม รวมถึงการใช้พื้นที่และสิ่งของร่วมกัน นอกจากนี้หากพื้นที่เหล่านี้มีปัญหาด้านสุขาภิบาลหรือการจัดการขยะไม่ดี ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้โรคต่างๆ ระบาดได้ง่ายขึ้น ซึ่งการลดความเสี่ยงจากโรคระบาดในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง จำเป็นต้องอาศัยทั้งการจัดการในระดับชุมชนและการดูแลตนเองค่ะ โดยต้องเริ่มจากการพัฒนาระบบสุขาภิบาล การจัดการขยะและน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มพื้นที่สาธารณะและการระบายอากาศในอาคาร รวมถึงการส่งเสริมสุขอนามัยพื้นฐาน เช่น การล้างมือ การสวมหน้ากากในช่วงที่มีการระบาด และการเฝ้าระวังโรคอย่างต่อเนื่อง เมื่อชุมชนมีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีและผู้คนมีความตระหนักร่วมกัน ก็จะช่วยลดโอกาสการแพร่กระจายของโรคและทำให้เมืองมีความปลอดภัยด้านสุขภาพมากขึ้นในระยะยาว 2. สุขาภิบาลไม่ดี สุขาภิบาลที่ไม่ดีเป็นหนึ่งในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดและการแพร่กระจายของโรคระบาดค่ะ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ขาดระบบจัดการน้ำสะอาด น้ำเสีย และขยะอย่างเหมาะสม เพราะเมื่อแหล่งน้ำหรืออาหารปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ สิ่งปฏิกูลหรือของเสีย จุลินทรีย์และพยาธิต่างๆ ก็สามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้ง่าย จึงส่งผลให้เกิดโรคติดต่อหลายชนิด นอกจากนี้สภาพแวดล้อมที่สกปรกยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงและสัตว์พาหะนำโรคได้ ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการระบาดในชุมชนนะคะ โดยการป้องกันปัญหาจากสุขาภิบาลที่ไม่ดี ต้องเริ่มต้นได้จากการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องค่ะ ทั้งในระดับครัวเรือนและชุมชน เช่น การจัดการขยะอย่างเหมาะสม การดูแลแหล่งน้ำไม่ให้ปนเปื้อน การกำจัดน้ำเสียอย่างเป็นระบบ รวมถึงการรักษาความสะอาดของพื้นที่อยู่อาศัย การส่งเสริมสุขอนามัยพื้นฐาน เช่น การล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังใช้ห้องน้ำ ก็เป็นวิธีสำคัญในการลดการแพร่กระจายของจุลินทรีย์ได้ หากชุมชนร่วมมือกันพัฒนาระบบสุขาภิบาลให้ดีขึ้น ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคระบาดและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของทุกคนในระยะยาว 3. แหล่งน้ำสกปรกหรือมีน้ำขัง คุณผู้อ่านรู้ไหมคะว่า แหล่งน้ำสกปรกหรือมีน้ำขังเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดและการแพร่กระจายของโรคได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการจัดการน้ำไม่เหมาะสม น้ำที่ปนเปื้อนสิ่งสกปรก จุลินทรีย์ หรือของเสียจากชุมชนสามารถกลายเป็นแหล่งสะสมของสิ่งก่อโรคต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยในคนเราได้ นอกจากนี้น้ำขังตามภาชนะ ร่องน้ำ หรือพื้นที่รกร้างยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สำคัญของยุงและแมลงพาหะนำโรค ซึ่งสามารถแพร่โรคหลายชนิดได้ เช่น โรคที่เกี่ยวข้องกับยุงพาหะ ดังนั้นเมื่อสภาพแวดล้อมมีน้ำขังจำนวนมาก ความเสี่ยงต่อการระบาดของโรคในชุมชนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยค่ะ โดยสิ่งที่เราสามารถทำได้ในตอนนี้ คือ การช่วยกันดูแลและจัดการแหล่งน้ำในพื้นที่รอบตัวอย่างเหมาะสม เช่น การไม่ทิ้งขยะลงแหล่งน้ำ การดูแลท่อระบายน้ำไม่ให้เกิดการอุดตัน และการกำจัดภาชนะหรือพื้นที่ที่อาจทำให้น้ำขังสะสมได้ รวมถึงการรักษาความสะอาดของแหล่งน้ำในชุมชนให้ปลอดจากสิ่งปนเปื้อน เพราะการร่วมมือกันเฝ้าระวังและลดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงและแมลงพาหะ เป็นอีกวิธีสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคที่มากับน้ำและพาหะนำโรค ที่จะทำให้สภาพแวดล้อมปลอดภัยและดีต่อสุขภาพของผู้คนมากขึ้นในระยะยาวค่ะ 4. การทำลายป่าและระบบนิเวศ การทำลายป่าและระบบนิเวศเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ความเสี่ยงของโรคระบาดเพิ่มขึ้นได้ค่ะ เพราะเมื่อพื้นที่ป่าถูกบุกรุกเพื่อการเกษตร การขยายตัวของเมือง หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ มนุษย์จะเข้าไปใกล้ชิดกับสัตว์ป่ามากขึ้น ซึ่งสัตว์หลายชนิดเป็นแหล่งสะสมของจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ เมื่อสมดุลของระบบนิเวศถูกรบกวน จุลินทรีย์ที่เคยอยู่แค่ในสัตว์หรือในธรรมชาติอาจมีโอกาสข้ามมาสู่มนุษย์ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้การลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพยังทำให้ระบบควบคุมตามธรรมชาติอ่อนแอลง ส่งผลให้พาหะนำโรคบางชนิดเพิ่มจำนวนมากขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดในคนเรา โดยสิ่งที่เราควรทำในตอนนี้ คือ การตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการลดการทำลายป่า สนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการวางแผนการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม เพื่อลดการรุกล้ำพื้นที่ธรรมชาติ ในระดับบุคคลเราสามารถสนับสนุนกิจกรรมหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพของมนุษย์กับธรรมชาติ เมื่อระบบนิเวศยังคงสมดุล ความเสี่ยงของโรคที่อาจเกิดจากการรบกวนธรรมชาติก็จะลดลงตามไปด้วยนะคะ 5. การเลี้ยงสัตว์หนาแน่นในระบบอุตสาหกรรม การเลี้ยงสัตว์หนาแน่นในระบบอุตสาหกรรมเป็นอีกหนึ่งสภาพแวดล้อม ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดและการแพร่กระจายของโรคค่ะทุกคน เพราะเมื่อสัตว์จำนวนมากถูกเลี้ยงรวมกันในพื้นที่จำกัด เช่น ฟาร์มไก่ หมู หรือสัตว์ปีกขนาดใหญ่ สิ่งก่อโรคจะสามารถแพร่กระจายจากตัวหนึ่งไปสู่อีกตัวหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว ความหนาแน่นที่สูงยังเอื้อต่อการกลายพันธุ์ของจุลินทรีย์บางชนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ที่รุนแรงขึ้นได้ นอกจากนี้ของเสียจากการเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก หากจัดการไม่เหมาะสม ก็อาจปนเปื้อนสู่ดิน น้ำ และสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ที่ตะส่งผลต่อสุขภาพของคนในพื้นที่ใกล้เคียงได้อีกเหมือนกัน และจากปัญหาข้างต้นสิ่งที่เราควรทำในตอนนี้ คือ การส่งเสริมระบบการเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดภัยและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การควบคุมความหนาแน่นของสัตว์ในฟาร์ม การดูแลสุขอนามัยและระบบป้องกันโรคอย่างเข้มงวด รวมถึงการจัดการของเสียจากฟาร์มอย่างเหมาะสม เพื่อลดการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้บริโภคอย่างเราสามารถสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากระบบการผลิตที่คำนึงถึงสุขภาพสัตว์ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยทางอาหาร ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคและส่งเสริมระบบอาหารที่ยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาวค่ะ 6. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ที่สามารถส่งผลต่อการเกิดและการแพร่กระจายของโรคระบาดมากขึ้นได้ จากที่เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น รูปแบบของฝนและฤดูกาลเปลี่ยนแปลงไป สภาพแวดล้อมหลายพื้นที่จึงเหมาะสมต่อการเพิ่มจำนวนของพาหะนำโรค เช่น ยุง เห็บ หรือแมลงบางชนิด ทำให้โรคที่เคยพบในบางพื้นที่เริ่มขยายไปสู่พื้นที่ใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือพายุรุนแรง ยังอาจทำให้ระบบสุขาภิบาลและแหล่งน้ำเสียหาย จึงส่งผลให้ความเสี่ยงของโรคติดต่อเพิ่มสูงขึ้นตามมา และสิ่งที่เราสามารถทำได้ในตอนนี้เพื่อลดความเสี่ยง คือ การร่วมกันลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การลดของเสีย และการดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้คงสมดุล ควบคู่กับการเฝ้าระวังโรคที่อาจเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อสังคมให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคระบาดและสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้กับผู้คนในระยะยาวได้ค่ะ 7. มลพิษทางอากาศ มลพิษทางอากาศเป็นอีกหนึ่งสภาพแวดล้อม ที่ส่งผลต่อความเสี่ยงของโรคและการระบาดในสังคมค่ะ เนื่องจากอากาศที่ปนเปื้อนฝุ่นละอองขนาดเล็ก ควันพิษ หรือสารเคมีจากการคมนาคม อุตสาหกรรม และการเผาไหม้ต่างๆ สามารถทำลายระบบทางเดินหายใจและทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลงได้ เมื่อร่างกายมีความต้านทานลดลง โอกาสในการเจ็บป่วยก็เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้มลพิษทางอากาศยังทำให้โรคเดิมที่มีอยู่ เช่น โรคหอบหืดหรือโรคปอด มีอาการรุนแรงขึ้น และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรคในพื้นที่เมืองที่มีมลพิษสูงด้วย และสิ่งที่เราสามารถทำได้ในตอนนี้เลย คือ การช่วยกันลดแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ เช่น การลดการเผาในที่โล่ง การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ระบบขนส่งสาธารณะหรือการเดินทางที่ปล่อยมลพิษต่ำ รวมถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชนเพื่อลดฝุ่นและปรับคุณภาพอากาศ ในคนธรรมดาทั่วไปการติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศและป้องกันตนเองเมื่อค่าฝุ่นสูงก็เป็นสิ่งสำคัญค่ะ โดยเมื่อสังคมร่วมกันลดมลพิษและดูแลสิ่งแวดล้อมทางอากาศให้ดีขึ้น ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของทุกคนในระยะยาวนะคะ 8. ระบบจัดการขยะไม่ดี ระบบจัดการขยะที่ไม่ดีเป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคและการแพร่กระจายของสิ่งก่อโรคได้ค่ะ จากที่เมื่อขยะถูกทิ้งสะสมโดยไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นขยะชุมชน ขยะอาหาร หรือของเสียต่างๆ พื้นที่เหล่านั้นจะกลายเป็นแหล่งสะสมของจุลินทรีย์ที่ก่อโรค นอกจากนี้กองขยะยังดึงดูดสัตว์พาหะนำโรค เช่น หนู แมลงวัน และแมลงสาบ ซึ่งสามารถนำโรคไปแพร่กระจายสู่คนผ่านอาหาร น้ำ หรือพื้นผิวต่างๆ ได้ จึงส่งผลให้ความเสี่ยงของโรคติดต่อในชุมชนเพิ่มสูงขึ้นค่ะ และสิ่งที่เราสามารถทำได้ในตอนนี้ คือ การเริ่มต้นจากการจัดการขยะอย่างถูกวิธีในชีวิตประจำวัน เช่น การคัดแยกขยะ การลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทาง และการกำจัดขยะอย่างเหมาะสม เพื่อลดการสะสมของของเสียในสิ่งแวดล้อม ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันพัฒนาระบบจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งเสริมการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์หรือหมุนเวียนเป็นทรัพยากรใหม่ เพราะเมื่อขยะได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง ก็จะช่วยลดแหล่งสะสมของพาหะนำโรค ลดปัญหามลพิษ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้คนในระยะยาว 9. การเดินทางและการเคลื่อนย้ายรวดเร็ว การเดินทางและการเคลื่อนย้ายที่รวดเร็วในโลกยุคปัจจุบัน ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โรคสามารถแพร่กระจายได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้นค่ะ ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่าการคมนาคมที่สะดวกทั้งทางอากาศ ทางบก และทางทะเล ทำให้ผู้คนสามารถเดินทางข้ามเมืองหรือข้ามประเทศได้ภายในเวลาไม่นาน หากมีผู้ที่เจ็บป่วยเดินทางจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง สิ่งก่อโรคก็อาจแพร่กระจายไปยังชุมชนใหม่ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก เช่น สนามบิน สถานีขนส่ง หรือแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งเป็นจุดที่มีการสัมผัสและปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนจากหลากหลายพื้นที่อยู่ตลอดเวลา และสิ่งที่เราสามารถทำได้ในตอนนี้ คือ การเพิ่มความตระหนักด้านสุขภาพและการป้องกันโรคเมื่อมีการเดินทาง เช่น การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล การล้างมืออย่างสม่ำเสมอ การสวมหน้ากากในช่วงที่มีการระบาด และการหลีกเลี่ยงการเดินทางเมื่อมีอาการป่วย นอกจากนี้ระบบสาธารณสุขและการเฝ้าระวังโรคที่มีประสิทธิภาพ ก็มีบทบาทสำคัญในการตรวจจับและควบคุมการแพร่กระจายของโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เมื่อทั้งภาครัฐและประชาชนร่วมมือกัน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดและทำให้การเดินทางยังคงปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้คนมากขึ้นในระยะยาวค่ะ ก็จบแล้วค่ะ เป็นยังไงบ้างคะ พอมองเห็นภาพบ้างไหม ซึ่งสิ่งสำคัญในสถานการณ์จริงคือการตระหนักว่าโรคระบาดไม่ได้เกิดจากจุลินทรีย์เพียงอย่างเดียวค่ะ แต่ยังเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของมนุษย์อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นความหนาแน่นของประชากร ระบบสุขาภิบาล แหล่งน้ำ ขยะ มลพิษ หรือการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ โดยปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้สิ่งก่อโรคสามารถแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น ดังนั้นการป้องกันโรคระบาดจึงต้องเริ่มจากการดูแลสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ในสังคม เพราะเมื่อสิ่งแวดล้อมมีความสมดุลและได้รับการจัดการที่ดี ความเสี่ยงของการเกิดโรคก็จะลดลงตามไปด้วย โดยในชีวิตประจำวันจริงๆ เราสามารถดูแลและลดความเสี่ยงได้จากเรื่องพื้นฐาน เช่น การรักษาความสะอาดของบ้านและชุมชน การจัดการขยะอย่างถูกวิธี การไม่ปล่อยให้น้ำขัง การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การล้างมืออย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่สะอาด และการป้องกันตนเองเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง นอกจากนี้การช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม ลดมลพิษ และใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของโรคระบาด และทำให้สังคมมีความปลอดภัยด้านสุขภาพมากขึ้นในระยะยาวค่ะ สำหรับผู้เขียนนั้นก็เคยเห็นการระบาดของโรคหลายอย่างมาแล้วเหมือนกันค่ะ โดยล่าสุดที่เราเจอกันหนักเลยก็คือโควิด ดังนั้นในทุกๆ วัน ผู้เขียนให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก ซึ่งสิ่งแรกที่ต้องทำเลยของทุกวันที่ตื่นมาคือเดินดูรอบๆ เพื่อจัดเก็บ ตรวจสอบความเรียบร้อย ที่บางทีก็เป็นน้ำขังหลังฝนตกตอนกลางคืนค่ะ เรื่องน้ำเสียผู้เขียนจะตรวจสอบตลอดอยู่แล้วนะคะ หากมีกลิ่นเหม็น มีตะกอนสะสม หรืออุดตัน แบบนี้จะจัดการทันที ในเรื่องของสิ่งปฏิกูลก็ไม่เคยเพิกเฉยค่ะ นอกจากนี้ได้เพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดการใช้สารเคมีรุนแรง ไม่สะสมบางสิ่งบางอย่างจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์และแมลงพาหะนำโรค หากไปในที่ชุมชนแออัดหรือมีมลพิษทางอากาศสูง จะสวมใส่หน้ากากอนามัยค่ะ ที่ปกติทุกวันผู้เขียนจะเน้นการดูแลสุขภาพตัวเองก่อนเสมอ ออกกำลังกายเป็นประจำ กินอาหารให้ครบหลัก 5 หมู่และหลากหลายค่ะ จึงอยากเชิญชวนคนไทยทุกคนหันมาร่วมด้วยช่วยกัน ดูแลสิ่งแวดล้อมให้ดี จัดเก็บขยะให้เหมาะสม มีน้ำเสียอย่างเฉยเมย มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ให้รีบจัดการค่ะ เพราะสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราสามารถคุกคามสุขภาพคนเราได้ ซึ่งโรคระบาดเป็นหนึ่งตัวอย่างของสิ่งที่จะทำให้เราเจ็บป่วยหรือตุยได้นะคะ ดังนั้นมาร่วมกันค่ะ มาดูแลสิ่งแวดล้อมช่วยกันทุกวันแบบที่ไม่มีวันหยุดนะคะ เพราะโรคระบาดสามารถจะก่อร่างสร้างตัวได้ตลอดเวลา แม้ในขณะที่เรากำลังนอนหลับอยู่ #อนามัยสิ่งแวดล้อม #ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม #มลพิษ #โรคระบาด #การป้องกันโรค เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก ถ่ายภาพโดย Drazen Zigic จาก FREEPIK และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา: ภาพที่ 1,3 ถ่ายภาพโดยผู้เขียน, ภาพที่ 2 ถ่ายภาพโดย Wirestock จาก FREEPIK และภาพที่ 4 ถ่ายภาพโดย Frimufilms จาก FREEPIK เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 แนวทางการดูแลสุขภาพ ในยุควิกฤตสิ่งแวดล้อม ต้องทำอะไรบ้าง 9 สาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว มีอะไรได้บ้าง 10 จุดที่ควรทำความสะอาดบ่อยที่สุด ในบ้าน เพื่อสุขอนามัยที่ดี เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !