9 ทริคสร้างจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม ให้คนรักษ์โลก แบบไม่บังคับ เขียนโดย ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล แม้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะถูกพูดถึงมากขึ้นในสังคม แต่ในความเป็นจริงแล้วพฤติกรรมการดูแลสิ่งแวดล้อมยังไม่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายนัก โดยหลายคนก็รับรู้ว่าปัญหาอย่างขยะพลาสติก มลพิษทางอากาศ หรือภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลกระทบต่อโลก แต่กลับรู้สึกว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่และไกลตัว จนไม่แน่ใจว่าการกระทำเล็กๆ ของตนจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่ บางครั้งการสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เน้นการตำหนิหรือสร้างความรู้สึกผิด ยังทำให้ผู้คนรู้สึกกดดันและหลีกเลี่ยงที่จะมีส่วนร่วมค่ะ เพราะเบื้องหลังของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการขาดความรู้ แต่เป็นเรื่องของพฤติกรรมและแรงจูงใจของมนุษย์ ผู้คนมักเลือกสิ่งที่สะดวก คุ้นเคย และทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน หากการดูแลสิ่งแวดล้อมถูกมองว่าเป็นเรื่องยาก ต้องใช้ความพยายามมาก หรือไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน คนจำนวนมากก็อาจไม่เริ่มต้น ดังนั้นการสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่แค่การบอกให้ทำเพื่อโลก แต่คือการออกแบบวิธีคิดและพฤติกรรมใหม่ ให้ผู้คนรู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้ใกล้ตัว ทำได้จริง และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้🌱 1. ทำให้ “เรื่องรักษ์โลก” ใกล้ตัว การทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว คือ การสื่อสารให้ผู้คนเห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นเพียงปัญหาระดับโลกค่ะ แต่เป็นสิ่งที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของเราโดยตรง หลายครั้งผู้คนรู้จักคำว่าโลกร้อน ขยะทะเล หรือมลพิษ แต่ไม่รู้สึกว่าเกี่ยวข้องกับตัวเองจริงๆ เมื่อเราชี้ให้เห็นความเชื่อมโยง เช่น อากาศที่เราหายใจ คุณภาพน้ำที่ใช้ อาหารที่กิน หรือค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ผู้คนจะเริ่มตระหนักว่าสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เรื่องของธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิต สุขภาพ และความเป็นอยู่ของทุกคน และสิ่งที่เราทำได้คือการสื่อสารผ่านตัวอย่างที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน เช่น อธิบายว่าขยะพลาสติกที่ใช้เพียงไม่กี่นาทีอาจกลายเป็นปัญหาในทะเลนานหลายสิบปี หรือเชื่อมโยงปัญหาการเผาขยะกับฝุ่นควันที่ส่งผลต่อสุขภาพของคนในเมือง รวมถึงชวนให้ผู้คนเริ่มจากพฤติกรรมง่ายๆ เช่น พกแก้วหรือกล่องอาหาร แยกขยะ ลดการใช้ของใช้ครั้งเดียว หรือเลือกสนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เมื่อผู้คนเห็นว่าการรักษ์โลกเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน ความรู้สึกว่าปัญหานี้เป็นเรื่องไกลตัวก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเข้าใจและการมีส่วนร่วมมากขึ้นได้ 2. เริ่มจาก “พฤติกรรมเล็กๆ” การเริ่มจากพฤติกรรมเล็กๆ หมายถึง การสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการกระทำง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน แทนที่จะคาดหวังให้ผู้คนปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตครั้งใหญ่ในทันทีค่ะ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่เกินไปมักทำให้คนรู้สึกว่าทำได้ยากหรือไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร พฤติกรรมเล็กๆ จึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ และสามารถทำได้จริงในชีวิตประจำวัน เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมเล็กๆ เหล่านี้ก็สามารถสะสมและกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบในระยะยาวได้ โดยสิ่งที่เราทำได้ เช่น การพกแก้วหรือขวดน้ำส่วนตัวเพื่อลดการใช้แก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว การปิดไฟหรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน การพกถุงผ้าเวลาไปซื้อของ หรือการเริ่มแยกขยะก่อนทิ้ง แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อหลายคนเริ่มทำพร้อมกัน ผลลัพธ์ก็จะยิ่งชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้การเริ่มจากเรื่องเล็กยังช่วยสร้างความเคยชินใหม่ให้กับผู้คน ทำให้การรักษ์โลกกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตโดยไม่รู้สึกว่าถูกบังคับหรือเป็นภาระนะคะ 3. ทำให้ “ง่ายกว่าทางเลือกเดิม” การทำให้พฤติกรรมรักษ์โลกง่ายกว่าทางเลือกเดิม หมายถึง การออกแบบสภาพแวดล้อมหรือระบบให้การเลือกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม เป็นทางเลือกที่สะดวกที่สุดสำหรับผู้คนค่ะ เพราะโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์มักเลือกสิ่งที่ทำได้ง่าย ใช้เวลาน้อย และไม่ต้องใช้ความพยายามมาก หากการดูแลสิ่งแวดล้อมต้องใช้ขั้นตอนที่ยุ่งยากหรือเสียเวลามาก คนจำนวนมากอาจไม่เลือกทำ แต่ถ้าพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถูกทำให้สะดวก เข้าถึงง่าย และกลายเป็นตัวเลือกแรก ผู้คนก็มีแนวโน้มจะทำโดยไม่รู้สึกว่าถูกบังคับค่ะ และสิ่งที่สามารถทำได้ เช่น การจัดวางถังแยกขยะให้ชัดเจนและอยู่ในจุดที่เข้าถึงง่าย การมีจุดเติมน้ำดื่มเพื่อลดการซื้อขวดพลาสติก การให้ส่วนลดหรือสิทธิพิเศษกับผู้ที่พกแก้วหรือกล่องอาหารมาเอง หรือการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลง่าย เมื่อทางเลือกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมถูกทำให้สะดวกและเป็นระบบ คนส่วนใหญ่ก็จะเลือกทำโดยอัตโนมัติ เพราะไม่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าพฤติกรรมเดิมที่มีอยู่ 4. ใช้พลังของ “ตัวอย่าง” การใช้พลังของตัวอย่าง หมายถึง การสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านพฤติกรรมที่ผู้คนสามารถมองเห็นและเรียนรู้ได้จากคนรอบตัว เพราะมนุษย์มักได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่เห็นในสังคม เมื่อพฤติกรรมบางอย่างถูกทำซ้ำและปรากฏให้เห็นบ่อยๆ ผู้คนจะเริ่มรู้สึกว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องปกติและยอมรับได้ การรักษ์โลกก็เช่นกันค่ะ หากผู้คนได้เห็นตัวอย่างของการใช้ชีวิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ ความคิดและพฤติกรรมเหล่านั้นก็มีแนวโน้มจะถูกนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้นด้วน ซึ่งสิ่งที่เราทำได้คือเริ่มต้นจากตัวเราเองและสื่อสารให้คนรอบตัวเห็น เช่น การพกแก้วหรือกล่องอาหารส่วนตัว การแยกขยะก่อนทิ้ง การเลือกใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการแชร์เรื่องราวของบุคคล ชุมชน หรือองค์กรที่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อผู้คนเห็นตัวอย่างเหล่านี้ในชีวิตจริงหรือผ่านสื่อ ก็จะเริ่มตระหนักว่าการดูแลโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัว และเป็นพฤติกรรมที่ใครก็สามารถเริ่มต้นได้ 5. เล่าเรื่องมากกว่าสอน การเล่าเรื่อง มากกว่าสอน หมายถึง การสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านเรื่องราวที่ทำให้ผู้คนรู้สึกและเชื่อมโยงกับปัญหาได้จริง มากกว่าการให้ข้อมูลหรือคำแนะนำเพียงอย่างเดียว และถึงแม้ว่าข้อมูลเชิงวิชาการจะมีความสำคัญ แต่การบอกตัวเลขหรือข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ผู้คนรู้สึกห่างไกลจากปัญหา ในขณะที่เรื่องเล่าที่มีตัวละคร เหตุการณ์ หรือประสบการณ์จริง สามารถสร้างความเข้าใจและความรู้สึกร่วมได้ง่ายกว่า เมื่อผู้คนรู้สึกเชื่อมโยงกับเรื่องราว ก็มักเปิดใจรับสารและพร้อมที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมมากขึ้นค่ะ โดยสิ่งที่สามารถทำได้ คือ การถ่ายทอดประสบการณ์หรือเรื่องราวที่สะท้อนผลกระทบของสิ่งแวดล้อมในชีวิตจริง เช่น เรื่องของชุมชนที่สามารถลดขยะและเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นทรัพยากร เรื่องของสัตว์ทะเลที่ได้รับผลกระทบจากพลาสติก หรือเรื่องราวของผู้คนที่เริ่มปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อลดการสร้างขยะ เรื่องเล่าเหล่านี้ช่วยให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านเห็นภาพ เข้าใจปัญหา และตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงสามารถเริ่มต้นได้จากการกระทำเล็กๆ ในชีวิตประจำวันค่ะ 6. ทำให้เห็นผลลัพธ์ การทำให้ผู้คนเห็นผลลัพธ์ หมายถึง การสื่อสารให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการกระทำเล็กๆ ของแต่ละคนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง เพราะหลายครั้งผู้คนอาจรู้สึกว่าการแยกขยะ ลดพลาสติก หรือประหยัดพลังงานเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่น่าจะส่งผลต่อภาพรวมของโลก แต่เมื่อมีการแสดงผลลัพธ์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ตัวเลข ปริมาณขยะที่ลดลง หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชุมชน ก็จะช่วยให้ผู้คนตระหนักว่าความพยายามมีความหมายและมีส่วนช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกได้จริง ซึ่งสิ่งที่สามารถทำได้ เช่น การสรุปผลให้เห็นว่าการแยกขยะในชุมชนช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบได้กี่กิโลกรัมต่อเดือน การรายงานว่าการลดการใช้พลาสติกในองค์กรช่วยลดขยะได้กี่ตันต่อปี หรือการสื่อสารว่าการประหยัดพลังงานช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากเพียงใด เมื่อผู้คนได้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนจากการกระทำของตนเอง ก็มักเกิดความภูมิใจและมีแรงจูงใจที่จะทำพฤติกรรมที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป 7. เปลี่ยน “ความรู้สึกผิด” เป็น “ความภูมิใจ การเปลี่ยนความรู้สึกผิดเป็นความภูมิใจ หมายถึง การสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมในเชิงบวก แทนการตำหนิหรือทำให้ผู้คนรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาค่ะ เพราะการสื่อสารที่เน้นการกล่าวโทษ เช่น การบอกว่าผู้คนใช้พลาสติกมากเกินไปหรือไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม อาจทำให้เกิดความรู้สึกต่อต้านหรือปิดรับข้อมูล ในทางกลับกันหากเน้นการชื่นชมและให้คุณค่ากับพฤติกรรมที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ผู้คนจะรู้สึกว่าการกระทำของตนมีความหมาย และอยากทำสิ่งนั้นต่อไปอย่างเต็มใจ และสิ่งที่เราสามารถทำได้ เช่น การขอบคุณหรือชื่นชมผู้ที่พกแก้วหรือกล่องอาหารมาเอง การยกตัวอย่างบุคคลหรือชุมชนที่สามารถลดขยะได้อย่างน่าสนใจ หรือการสร้างกิจกรรมที่ให้ผู้คนรู้สึกภูมิใจเมื่อได้มีส่วนร่วม เช่น โครงการลดขยะในองค์กรหรือกิจกรรมเก็บขยะในพื้นที่สาธารณะ เมื่อผู้คนรู้สึกว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจและได้รับการยอมรับในสังคม พฤติกรรมเหล่านั้นก็จะค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในระยะยาวค่ะ 8. เชื่อมสิ่งแวดล้อมกับ “สุขภาพ” การเชื่อมสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพ หมายถึง การทำให้ผู้คนเห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อธรรมชาติหรือระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ด้วย หลายครั้งผู้คนอาจมองว่าสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องไกลตัว แต่เมื่อเชื่อมโยงให้เห็นว่าอากาศที่เราหายใจ น้ำที่เราใช้ หรืออาหารที่เราบริโภคล้วนได้รับผลกระทบจากมลพิษและการจัดการทรัพยากรที่ไม่เหมาะสม จากนั้นผู้คนก็จะเริ่มตระหนักว่าสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของธรรมชาติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพของทุกคน โดยสิ่งที่เราสามารถเริ่มทำได้ เช่น การสื่อสารให้เห็นว่าการลดการเผาขยะหรือการเผาในที่โล่งช่วยลดปัญหาฝุ่นควันที่กระทบต่อระบบทางเดินหายใจ การลดการใช้พลาสติกช่วยลดความเสี่ยงจากสารเคมีที่อาจปนเปื้อนในอาหาร หรือการเลือกบริโภคอาหารท้องถิ่นและอาหารที่ผลิตอย่างยั่งยืนซึ่ง ช่วยทั้งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและดีต่อสุขภาพ เมื่อผู้คนเห็นว่าสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ก็มักจะให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะนั่นหมายถึงการดูแลตัวเองและคนรอบข้างไปพร้อมๆ กัน 9. ทำให้การรักษ์โลก “สนุก” การทำให้การรักษ์โลกสนุก หมายถึง การเปลี่ยนภาพลักษณ์ของการดูแลสิ่งแวดล้อมจากเรื่องที่จริงจังหรือเต็มไปด้วยข้อจำกัด ให้กลายเป็นกิจกรรมที่ผู้คนรู้สึกอยากมีส่วนร่วม หลายครั้งการพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมมักเต็มไปด้วยข้อมูลที่หนักหรือสร้างความกังวล ซึ่งอาจทำให้บางคนรู้สึกห่างไกลหรือไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เมื่อกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมถูกออกแบบให้มีความสนุก มีความท้าทาย หรือสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้อื่น ผู้คนจะเปิดใจเข้ามามีส่วนร่วมได้ง่ายขึ้น และมองว่าการรักษ์โลกเป็นเรื่องที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน และสิ่งที่สามารถทำได้ เช่น การจัดกิจกรรมหรือแคมเปญที่ชวนให้คนมีส่วนร่วม เช่น การท้าทายลดขยะในชีวิตประจำวัน การจัดกิจกรรมเก็บขยะตามชายหาดหรือสวนสาธารณะ การจัดเวิร์กช็อปแยกขยะหรือการรีไซเคิลของใช้ รวมถึงการสร้างกิจกรรมในชุมชนหรือในองค์กรที่ทำให้ผู้คนได้เรียนรู้และลงมือทำไปพร้อมกัน เมื่อการดูแลสิ่งแวดล้อมกลายเป็นกิจกรรมที่สนุกและสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ผู้คนก็จะมีแนวโน้มทำพฤติกรรมเหล่านี้อย่างต่อเนื่องมากขึ้นได้ค่ะ ที่โดยแล้วการสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการบังคับใครหรือการออกกฎที่เข้มงวดค่ะ แต่ควรเริ่มจากการทำให้ผู้คนเข้าใจและรู้สึกเชื่อมโยงกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการชวนให้เริ่มจากพฤติกรรมเล็กๆ ที่ทำได้จริง และทำให้ทางเลือกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องง่าย มองเห็นตัวอย่างจากคนรอบตัว และสื่อสารผ่านเรื่องราวที่เข้าใจง่าย เมื่อผู้คนเห็นผลลัพธ์ของการกระทำ ได้รับการชื่นชม และรู้สึกว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของตนเอง พฤติกรรมเหล่านั้นก็จะค่อยๆ กลายเป็นนิสัยและส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตโดยธรรมชาติเอง ตัวอย่างเช่น ในโรงเรียนครูสามารถปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมได้ผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวันของนักเรียน เช่น ชวนให้นักเรียนช่วยกันแยกขยะในห้องเรียน จัดกิจกรรมลดขยะจากการใช้พลาสติก หรือให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในกิจกรรมดูแลพื้นที่สีเขียวของโรงเรียน ครูอาจเล่าเรื่องผลกระทบของขยะต่อธรรมชาติ หรือชื่นชมเมื่อนักเรียนแสดงพฤติกรรมที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำและการเห็นตัวอย่างจริงจะช่วยให้เด็กๆ ซึมซับแนวคิดเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมโดยไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ และค่อยๆ พัฒนาเป็นจิตสำนึกที่ติดตัวไปในระยะยาว และสำหรับผู้เขียนนั้น จริงๆ ไม่ค่อยชอบสอนใครหรือบังคับใครให้มาจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมเท่าไหร่ค่ะ แต่มักจะพูดแค่ครั้งเดียวแล้วให้ไปคิดเองเอง ซึ่งส่วนมากแล้วผู้เขียนจะลงมือทำในส่วนของตัวเองมากกว่า เพราะมองว่าการทำให้ดูเป็นตัวอย่างง่ายกกว่า แต่ถ้าจะมาถามต่อว่าทำไมต้องทำแบบนั้นแบบนี้ สิ่งนี่ก็อธิบายและเล่าให้ฟังได้ค่ะ คือจริงๆ ในตอนนี้ผู้เขียนก็ทำค่ะ ทำตลอด ไม่มีใครเข้าใจด้วยก็ยังทำค่ะ และที่ผู้เขียนมาทำคลิปหรือเขียนบทความนั้น โดยส่วนตัวมองว่าต้องการให้ข้อมูลมากกว่า เพราะมองว่าไม่ใช่ทุกคนจะรู้หรือมองออกเหมือนที่คนคนหนึ่ง ซึ่งการจะรู้เรื่องสุขภาพกับสิ่งแวดล้อมแบบลึกนั้น เราต้องรู้ศาสตร์สองศาสตร์ในเวลาเดียวกันและนำมาเชื่อมโยงกันให้ได้ และคนเรามักไม่ลงมือทำเวลาเขาไม่รู้ว่าทำไมต้องทำ ผลดีและผลเสียคืออะไร ทุกเรื่องจะเป็นแบบนี้หมด ยิ่งถ้าเรานำมลพิษนั้นมาเชื่อมโยงกับสุขภาพ คนกลัวตุยมาก คือเคยเห็นผู้ป่วยที่โรงพยาบาลตัวใหญ่บึก แต่พอหมอบอกว่าจะโน่นจะนี่เขากลัวมาก ซึ่งสิ่งนี้ก็นำมาใช้ได้แบบเดียวกันกับสิ่งแวดล้อมค่ะ คนกลัวเป็นโรค คนกลัวการเจ็บป่วย คนกลัวความไม่แน่นอนด้านสุขภาพของตัวเอง ยิ่งเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมยิ่งน่ากลัว เพราะมลพิษบางอย่างมองไม่เห็น ขนาดเป็นโรคยังบอกไม่ได้เลยว่าจากอะไร เราเลยมักได้ยินหมอวินิจฉัยโรคว่าไม่ทราบสาเหตุ เช่น เป็นมะเร็งแต่ไม่ทราบสาเหตุ และจริงๆ นั้นการทำให้เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นกิจกรรมใหม่ๆ คือจุดที่สร้างความแตกต่างได้เหมือนกันค่ะ เพราะคนเรามักชอบอะไรใหม่ อย่างขยะแลกไข่ต้องเลิกไปเลย เอาขยะไปแลกอย่างอื่นแทน เพราะล่าสุดมีโครงการฉลากขวดแลกเครื่องดื่มในคาเฟ่อเมซอนค่ะ และผู้เขียนก็ได้ไปร่วมด้วยช่วยกัน ให้นำฉลากข้างขวดน้ำดื่มสิงห์ จำนวน 4 ชิ้น ที่มีรูปภาพของเครื่องดื่มชนิดเดียวกันนะคะ แลกได้ที่สาขาในปั๊ม ปตท. เท่านั้น แลกได้ในเดือนมีนาคม 2569 1 ล้านสิทธิ์ เนื่องจากว่าฉลากข้างขวดน้ำมักไม่ได้มีมูลค่าในระบบการรับซื้อขยะรีไซเคิล และการไม่ตัดออกมักไปสร้างภาระให้ระบบการรีไซเคิล การตัดออกจะง่ายขึ้นมาก พอเราซื้อน้ำสิงห์มาดื่มและดึงฉลากออกไปแลกของฟรี เป็นส่วนหนึ่งในการจัดการขยะ แต่ยังไม่ได้ช่วยลดขยะนะคะ ยังไงก็ตามก็มีอะไรดีขึ้นจากจุดนี้ค่ะ ก็อย่าลืมไปดึงฉลากข้างขวดน้ำออกมาแลกกันค่ะ จึงอยากเชิญชวนคนไทยทุกคนหันมาร่วมด้วยช่วยกัน มาคัดแยกขยะ มาลดการทิ้งขยะอาหาร มาช่วยกันนำเศษอาหารมาเปลี่ยนรูปเพื่อนำไปบำรุงดิน ปลูกผัก ลดการเผาในที่โล่ง แยกขยะรีไซเคิลมาขาย ใช้น้ำให้ประหยัดเพื่อลดการเกิดน้ำเสีย อย่าทิ้งขยะลงในแหล่งน้ำ ทิ้งขยะให้เหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความสกปรก แมลงและสัตว์พาหะนำโรค แยกขยะทั่วไปอย่างจริงจังเพื่อลดภาระของหลุมฝังกลบขยะ และอื่นๆ อีกที่ทำได้นะคะ ซึ่งตัวอย่างแนวทาง ความรู้ ข้อมูลต่างๆ เราสามารถหาได้จากอินเตอร์เน็ต โดยในส่วนของผู้เขียนก็มีให้ติดตามเหมือนกัน พอดีล่าสุดทำเฟซบุ๊กเพจชื่อว่า สิ่งแวดล้อมดี by Pchalisa ก็ติดตามได้ค่ะ แต่ข้อมูลด้านสุขภาพที่นั่นจะไม่มีนะคะ เฟซบุ๊กภาพจะสวยกว่าเวลาลงคลิป หรือจะดูและติดตามในทรูไอดีเพียงอย่างเดียวก็ได้ค่ะ #สิ่งแวดล้อมน่ารู้ #ป้องกันมลพิษ #สร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม #ลดมลพิษ #สิ่งแวดล้อมดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เครดิตรูปภาพประกอบบทความ รูปภาพทำหน้าปก AI Generated และออกแบบหน้าปกโดยผู้เขียน ใน Canva รูปภาพประกอบเนื้อหา ถ่ายภาพโดยผู้เขียน เกี่ยวกับผู้เขียน ภัคฒ์ชาลิสา จำปามูล จบการศึกษา: พยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม กระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (อนามัยสิ่งแวดล้อม) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสนใจและประสบการณ์เกี่ยวกับ: สุขภาพ จิตวิทยาเชิงบวก การบำบัดน้ำเสียและกำจัดสิ่งปฏิกูล 9 แนวทางใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบในสิ่งแวดล้อม 9 ของเสียในบ้าน ที่คนไทยมักทิ้งเป็นขยะ แต่ยังใช้ประโยชน์ได้ 9 ทริคลดผลกระทบจากเตาแก็ส ทำอาหาร ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !