วิกฤตใกล้ตัวคนไทย? "เมียนมา" เร่งช่วยเกษตรกร จัดหาน้ำมันดีเซลราคาถูก กระจายทั่วประเทศ หวั่นกระทบการเพาะปลูก

วิกฤตน้ำมันป่วนโลก "เมียนมา" เสี่ยงหนัก ทางการเร่งหาน้ำมันดีเซลราคาถูก กระจายให้เกษตรกร หวั่นกระทบวิกฤตอาหาร
"วิกฤตพลังงาน" จุดเริ่มต้นของความเสี่ยงด้านอาหาร
วิกฤตพลังงานในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่กำลังลุกลามไปสู่ปัญหาที่ลึกกว่านั้น นั่นคือ “ความมั่นคงทางอาหาร” เพราะหากสถานการณ์น้ำมันไม่ได้จบเพียงแค่ราคาที่พุ่งขึ้น และลุกลามไปถึง ภาวะขาดแคลน ผลกระทบคงจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาคการขนส่งหรือการเดินทาง แต่จะลามไปถึงกระบวนการผลิตอาหารทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
สถานการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นจริงในเมียนมา ซึ่งได้รับผลกระทบจากแรงกระเพื่อมของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกตึงตัว และซัพพลายน้ำมันเผชิญข้อจำกัด
"เมียนมา" เร่งขายดีเซลราคาถูก ช่วยเกษตรกรถึงพื้นที่
ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว รัฐบาลเมียนมาได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือภาคเกษตร โดยกระทรวงไฟฟ้าและพลังงาน ร่วมกับกระทรวงเกษตร ปศุสัตว์ และการชลประทาน รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่น ดำเนินการจัดสรรน้ำมันดีเซลที่ผลิตภายในประเทศ ส่งตรงถึงเกษตรกรในพื้นที่เพาะปลูก
รายงานจาก The Global New Light of Myanmar ระบุว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิง และช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงน้ำมันในราคาที่เหมาะสม
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก Xinhua ระบุว่า ในฤดูกาลเพาะปลูกปี 2568-2569 น้ำมันดีเซลถูกจำหน่ายในราคาประมาณ 10,000 จ๊าดต่อแกลลอน ในพื้นที่หมู่บ้านที่ยังมีการทำเกษตรอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด คือ วันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา มีการกระจายน้ำมันแล้วกว่า 7,609 แกลลอน และยังมีแผนเดินหน้าจัดสรรเพิ่มเติมไปยังภูมิภาคอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง
ทำไม “ดีเซล” คือหัวใจของภาคเกษตร
คำถามสำคัญคือ เหตุใดรัฐบาลเมียนมาจึงต้องเร่งช่วยเหลือ “ภาคเกษตร” เป็นลำดับแรก
รายงานจาก Reuters ชี้ว่า เกษตรกรในเมียนมากำลังเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันดีเซลอย่างหนัก ถึงขั้นต้องออกตระเวนหาซื้อเพื่อให้เครื่องจักรสามารถทำงานได้ เพราะน้ำมันดีเซลถือเป็นพลังงานหลักของภาคเกษตร ใช้ตั้งแต่การไถพรวน สูบน้ำ ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว หากขาดดีเซลเพียงจุดเดียว กระบวนการผลิตทั้งหมดจะสะดุดทันที และเมื่อการผลิตหยุดชะงัก สิ่งที่จะตามมาคือ “ผลผลิตอาหารลดลง” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาสินค้าเกษตรและค่าครองชีพของประชาชน
"ราคาน้ำมัน" พุ่งแรง รัฐต้องอุ้มต่ำกว่าตลาด
สถานการณ์ราคาพลังงานในเมียนมาสะท้อนความรุนแรงของวิกฤตได้อย่างชัดเจน ข้อมูลจาก The Star ระบุว่า ราคาดีเซลในเมียนมาเคยอยู่ที่ประมาณ 11,000 จ๊าดต่อแกลลอน แต่ในบางช่วงพุ่งขึ้นไปมากกว่า 40,000 จ๊าดต่อแกลลอน นั่นหมายความว่าราคาเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า
ดังนั้น เมื่อเราเทียบกับราคาที่รัฐบาลจำหน่ายให้เกษตรกรที่ 10,000 จ๊าดต่อแกลลอน จึงถือว่าเป็นการอุดหนุนในระดับที่ต่ำกว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อพยุงต้นทุนการผลิตอาหารไม่ให้พุ่งสูงเกินควบคุม
วิกฤตไม่ได้เกิดแค่เมียนมาเพียงประเทศเดียว
แม้มาตรการจะเกิดขึ้นในเมียนมา แต่ต้นตอของปัญหามีความเชื่อมโยงในระดับโลก ปัจจัยสำคัญมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่อการขนส่งและอุปทานน้ำมัน
ขณะเดียวกัน เมียนมายังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินตราต่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้เพียงพอ เมื่อรวมกับค่าเงินจ๊าดที่อ่อนค่าลง จึงยิ่งทำให้ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้นไปอีก นอกจากนี้ โครงสร้างพลังงานภายในประเทศที่ยังไม่แข็งแกร่ง และกำลังการกลั่นที่จำกัด ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ซึ่งเพิ่มความเปราะบางต่อวิกฤตครั้งนี้
องค์กรโลกเตือน “พลังงาน-เกษตร” คือจุดเสี่ยงใหญ่
สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเมียนมา แต่เป็นแนวโน้มที่หลายประเทศกำลังเผชิญ Food and Agriculture Organization หรือ FAO ระบุว่า หลายประเทศเริ่มใช้มาตรการช่วยเหลือด้านพลังงานแก่เกษตรกร เพื่อป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร พร้อมเตือนว่า หากภาคเกษตรหยุดชะงัก จะนำไปสู่การขาดแคลนอาหาร ราคาพุ่งสูง เงินเฟ้อเร่งตัว และอาจลุกลามไปสู่ความไม่สงบทางสังคม
อาเซียนขยับ รับมือ "ความเสี่ยงห่วงโซ่อาหาร"
ในระดับภูมิภาค กลุ่ม ASEAN ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่กรุงมะนิลา ประเทศสมาชิกได้ออกแถลงการณ์ร่วม เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร รวมถึงการรับประกันการเข้าถึงปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย และวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อลดความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น
พร้อมกันนี้ยังให้คำมั่นว่าจะรักษาการเปิดตลาด ลดความผันผวนของราคา และเสริมความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานอาหารของภูมิภาค
บทเรียนใกล้ตัวไทย เมื่อพลังงาน = อาหาร
กรณีของเมียนมาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า เมื่อเกิดวิกฤตทรัพยากร รัฐบาลจำเป็นต้อง “เลือก” ว่าจะช่วยภาคส่วนใดก่อน
คำตอบในครั้งนี้สำหรับเมียนมา คือ “เกษตรกร” เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือเรื่องของการดำรงชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ
และสำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญของโลก ความเชื่อมโยงระหว่างพลังงานกับอาหารยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
เพราะหากต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น หรือเกิดการขาดแคลนในระดับภูมิภาค ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่จะสะท้อนผ่าน “ราคาอาหาร” และ “ค่าครองชีพ” ที่ประชาชนต้องเผชิญร่วมกัน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
