รีเซต

ไทย–รัสเซียต่อยอดความร่วมมือการศึกษา จากห้องเรียนสู่ภาคธุรกิจ มุ่งสร้างคนรับเศรษฐกิจใหม่

ไทย–รัสเซียต่อยอดความร่วมมือการศึกษา จากห้องเรียนสู่ภาคธุรกิจ มุ่งสร้างคนรับเศรษฐกิจใหม่
TNN ช่อง16
7 พฤศจิกายน 2569 ( 15:33 )
3

ความร่วมมือระหว่างไทยกับรัสเซียกำลังถูกเสนอให้ขยับไปไกลกว่าการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและการให้ทุนการศึกษา สู่การพัฒนาหลักสูตรร่วม การฝึกงานกับภาคธุรกิจ และการวิจัยด้านเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ โดยมหาวิทยาลัยจากทั้งสองประเทศมองว่า การสร้างบุคลากรที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยี ภาษา และตลาดของอีกฝ่าย จะเป็นส่วนสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว


ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการประชุมโต๊ะกลมด้านการศึกษาและการวิจัย ภายในงาน Russian–Thai Investment Forum 2026 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากหน่วยงานด้านการศึกษาและมหาวิทยาลัยของไทยและรัสเซีย นำเสนอแนวทางความร่วมมือที่สามารถพัฒนาไปสู่โครงการจริงได้


ภาพรวมจากข้อเสนอของผู้เข้าร่วมสะท้อนแนวคิดร่วมกันว่า การศึกษาควรเชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดแรงงานและภาคธุรกิจมากขึ้น ตั้งแต่การออกแบบหลักสูตร การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและอาจารย์ ไปจนถึงการให้ผู้เรียนได้ทำงานกับโจทย์จริงจากบริษัทและพัฒนางานวิจัยร่วมกัน


จากการแลกเปลี่ยนนักศึกษา สู่เส้นทางการเรียนรู้และทำงานร่วมกัน


หนึ่งในข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมมาจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ชไมภัค ไม้กลัด รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเสนอแนวทางพัฒนาความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยรัสเซียเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรร่วม การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การฝึกงานในภาคอุตสาหกรรม และการแลกเปลี่ยนงานวิจัยสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก


แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยเข้ากับทักษะที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะสาขาปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีอวกาศ และเทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกงานกับบริษัทด้านเทคโนโลยีและเกษตรกรรมในไทยและรัสเซีย


รองศาสตราจารย์ ดร.ชไมภัคยังเสนอให้พัฒนาระบบเทียบโอนหน่วยกิตระหว่างสถาบัน เพื่อให้การแลกเปลี่ยนนักศึกษาสามารถต่อยอดเป็นเส้นทางการศึกษาที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงการเดินทางไปเรียนรู้ระยะสั้นเท่านั้น


ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย ดวงสุภา รองคณบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน แสดงความสนใจในการสร้างเครือข่ายกับมหาวิทยาลัยและบริษัทของรัสเซีย โดยเฉพาะโอกาสส่งนักศึกษาไทยไปฝึกปฏิบัติงานและศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก พร้อมเสนอให้พิจารณาการสนับสนุนทุนการศึกษาเพิ่มเติม


สาขาที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย กล่าวถึงครอบคลุมโลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทาน และการขนส่งสินค้า ตลอดจนการพัฒนางานวิจัยและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในภาคธุรกิจ ข้อเสนอนี้สะท้อนความพยายามที่จะทำให้ความร่วมมือด้านการศึกษาสร้างประโยชน์ต่อการทำงานจริง และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศ


ปั้นบุคลากรเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เชื่อมมหาวิทยาลัยกับบริษัท


อีกหนึ่งสาขาที่ได้รับความสนใจคือ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ซึ่งผสานความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และการบริหารธุรกิจเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ภาพยนตร์ ดนตรี และบริการสตรีมมิง ไปจนถึงวิดีโอเกมและนิทรรศการ


Danil Tolmachev จากมหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (Saint Petersburg State University) ของรัสเซีย เสนอให้จัดตั้งโครงการโรงเรียนร่วมไทย–รัสเซียด้านเทคโนโลยีดิจิทัล วัฒนธรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยให้นักศึกษาจากทั้งสองประเทศทำงานเป็นทีมในช่วงเวลาสั้น ๆ ทั้งในรัสเซียและไทย พร้อมเรียนรู้ผ่านโจทย์จริงและการทำงานในสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม


แนวคิดนี้ต่อยอดจากรูปแบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยที่เน้นการทำโครงงานร่วมกับภาคธุรกิจ โดยนักศึกษาไม่ได้เรียนเพียงทฤษฎีในห้องเรียน แต่ต้องนำความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ การจัดการ กฎหมาย และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาจริง


Tolmachev เสนอว่า การนำรูปแบบดังกล่าวมาปรับใช้กับความร่วมมือไทย–รัสเซีย อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างบุคลากรที่เข้าใจทั้งตลาดและผู้บริโภคของอีกประเทศ รวมถึงเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะของนักศึกษา


ในฝั่งไทย รองศาสตราจารย์ ดร.ดำรงค์ อดุลยฤทธิกุล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีความร่วมมือด้านหลักสูตรระยะสั้นและการศึกษากับนักศึกษาต่างชาติ เสนอให้ขยายกิจกรรมสำหรับนักศึกษารัสเซียในประเทศไทย ทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรมไทย เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยว โดยสามารถผสมผสานการศึกษานอกห้องเรียน การศึกษาดูงาน และการฝึกงานเข้าไว้ด้วยกัน


มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังแสดงความสนใจในการพัฒนาโครงการด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ร่วมกับมหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเสนอให้พิจารณาจัดทำหนังสือแสดงเจตจำนงความร่วมมือ หรือ Letter of Intent กับสถาบันที่สนใจภายใน 3 เดือน ก่อนพัฒนาโครงการนำร่องในปี 2027 ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวยังเป็นแนวทางที่ต้องหารือกับพันธมิตรที่เกี่ยวข้องต่อไป

ภาษาและวัฒนธรรม กลไกสำคัญที่ช่วยเชื่อมคนสองประเทศ


นอกจากทักษะทางวิชาชีพแล้ว ภาษาและความเข้าใจทางวัฒนธรรมยังเป็นอีกองค์ประกอบที่ผู้เข้าร่วมมองว่าจำเป็นต่อการพัฒนาความร่วมมือระหว่างสองประเทศ เพราะบุคลากรที่เข้าใจทั้งภาษาและบริบทของสังคม สามารถทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้นทั้งในด้านการศึกษา การท่องเที่ยว และธุรกิจ


รองศาสตราจารย์ ดร.ดำรงค์ ระบุถึงความสนใจในการขยายการเรียนการสอนภาษาและวัฒนธรรมรัสเซียในประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นว่ามีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาและครูเข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันภาษารัสเซียมากกว่า 300 คน พร้อมเสนอให้พัฒนาหลักสูตรที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเรียนภาษา แต่รวมถึงการทำความเข้าใจสังคมและวัฒนธรรมของรัสเซียด้วย


ด้านมหาวิทยาลัย MGIMO ของรัสเซียที่เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษา เสนอให้ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนประสบการณ์การสอนภาษารัสเซียในประเทศไทยและภาษาไทยในรัสเซีย รวมถึงพิจารณาความเป็นไปได้ในการส่งครูผู้สอนไปสนับสนุนโรงเรียนนานาชาติในไทย โดยกล่าวถึงโครงการสนับสนุนครูสอนภาษารัสเซียในต่างประเทศของกระทรวงศึกษาธิการรัสเซีย ซึ่งมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนตามเงื่อนไขของโครงการ


ขณะเดียวกัน ผู้แทนจากมหาวิทยาลัย Far Eastern Federal University เสนอให้จัดโรงเรียนภาคฤดูร้อนหรือหลักสูตรระยะสั้นเป็นภาษาอังกฤษในหัวข้อเอเชียแปซิฟิก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ เพื่อให้นักศึกษาไทยได้เรียนรู้ในสภาพแวดล้อมของรัสเซีย และทำงานร่วมกับนักศึกษาจากประเทศอื่นโดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากหลักสูตรปริญญาระยะยาว


ข้อเสนอเหล่านี้สะท้อนว่า การเรียนภาษาอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือ แต่เป้าหมายที่กว้างกว่านั้นคือการสร้างบุคลากรที่สามารถสื่อสาร ทำงาน และเข้าใจความแตกต่างระหว่างสังคมได้จริง


จากงานวิจัยสู่เทคโนโลยีและนโยบายสาธารณะ


ความร่วมมือที่นำเสนอในเวทีไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องเรียน แต่ยังครอบคลุมการวิจัยและการพัฒนาความรู้ที่อาจนำไปใช้แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม


มหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งทำงานในห้องปฏิบัติการวิจัยเศรษฐกิจเอเชีย เสนอให้ขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัยของไทยในหลายสาขา ตั้งแต่เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI วัสดุใหม่ การแพทย์เฉพาะบุคคล เกษตรกรรมและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยทางอาหาร และความมั่นคงทางพลังงาน


ส่วนทางด้านมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เสนอให้พิจารณาความร่วมมือด้านการวิจัยและการแลกเปลี่ยนนักวิจัยหรือนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา โดยมองว่าการทำงานร่วมกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีโอกาสช่วยเพิ่มองค์ความรู้ด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติม


ในด้านการบริหารภาครัฐ ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เสนอแนวทางจัดกิจกรรมและหลักสูตรฝึกร่วมกับสถาบันฝึกอบรมด้านการบริหารรัฐกิจของรัสเซีย เพื่อพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่รัฐและบุคลากรท้องถิ่น โดยเฉพาะการบริหารนโยบายสาธารณะและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในบริการภาครัฐ


ข้อเสนอเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน เพื่อให้การพัฒนาทักษะและงานวิจัยตอบสนองต่อความต้องการของสังคมได้มากขึ้น

ความท้าทายคือทำให้ข้อเสนอเกิดขึ้นจริง


แม้การประชุมจะมีข้อเสนอความร่วมมือหลากหลายรูปแบบ แต่การนำไปปฏิบัติยังต้องอาศัยการหารือระหว่างสถาบัน การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทำให้ข้อเสนอที่เริ่มต้นจากการแลกเปลี่ยนแนวคิดพัฒนาไปสู่โครงการที่มีผู้รับผิดชอบและกรอบเวลาดำเนินงาน


สำหรับฝ่ายไทย ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานกล่าวถึงความสนใจในการเพิ่มโอกาสทุนการศึกษาและความร่วมมือกับสถาบันรัสเซีย พร้อมสะท้อนว่าความกังวลของนักเรียนและผู้ปกครองเกี่ยวกับสงครามและอุปสรรคด้านภาษา เป็นประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจควบคู่ไปกับการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา


ดังนั้น การสร้างความร่วมมืออาจต้องเริ่มจากกิจกรรมที่ทำได้จริงและมีขอบเขตชัดเจน เช่น หลักสูตรระยะสั้น การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การฝึกอบรมครู หรือโครงการวิจัยนำร่อง ก่อนขยายไปสู่หลักสูตรร่วมและความร่วมมือระยะยาว


สาระสำคัญจากเวทีจึงไม่ใช่เพียงจำนวนมหาวิทยาลัยที่แสดงความสนใจ แต่คือการเปลี่ยนความสนใจเหล่านั้นให้กลายเป็นแผนงานที่สามารถเดินหน้าต่อได้ โดยผู้ดำเนินรายการในช่วงปิดการประชุมเน้นให้ผู้เข้าร่วมระบุคู่ความร่วมมือ ขั้นตอนแรกที่เป็นไปได้ และกำหนดเวลาสำหรับการหารือต่อไป พร้อมย้ำว่าข้อเสนอจากเวทีควรได้รับการติดตามผ่านผู้ประสานงานที่เกี่ยวข้อง


ท้ายที่สุด ความร่วมมือด้านการศึกษาไทย–รัสเซียจะสร้างผลลัพธ์ได้มากเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้กับการทำงานจริงได้แค่ไหน ตั้งแต่การสร้างคนที่เข้าใจเทคโนโลยีและตลาด ไปจนถึงการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ร่วมกัน


จากห้องเรียนสู่ห้องแล็บ และจากมหาวิทยาลัยสู่ภาคธุรกิจ จึงเป็นทิศทางที่ผู้เข้าร่วมการประชุมเสนอให้พิจารณาต่อยอด แต่ขั้นตอนสำคัญหลังจากนี้คือการทำให้ข้อเสนอเหล่านั้นเกิดเป็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่หยุดอยู่เพียงบนเวทีสนทนา

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง