หุ้นไทย Q4 ผัวผวนเผชิญความเสี่ยง น้ำมันขึ้นดันเงินเฟ้อ – บอนด์ยีลด์คงระดับสูง

BLS Wealth Research ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4/2569 ยังเผชิญความผันผวนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามที่ยืดเยื้อกว่าคาด ซึ่งอาจผลักดันราคาน้ำมันและ Bond Yield ให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง กดดันสินทรัพย์เสี่ยงและเพิ่มแรงกดดันต่อค่าครองชีพ ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่มีลักษณะ K-Shape ซึ่งกำลังซื้อของประชาชนแต่ละกลุ่มฟื้นตัวไม่เท่ากัน
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากวัฏจักรการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าและการขยาย Data Center ที่มีแนวโน้มต่อเนื่องไปถึงปี 2570 รวมถึงกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่มีส่วนช่วยพยุงตลาดและจำกัดความเสี่ยงด้านขาลง
สำหรับกรอบดัชนี SET ในช่วงสิ้นปี 2569 ประเมินกรณีฐานมีโอกาสขึ้นทดสอบ 1,600-1,650 จุด หากสถานการณ์สงครามไม่รุนแรงขึ้น ขณะที่กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากสงครามทวีความรุนแรง ดัชนีมีโอกาสปรับฐานลงสู่ระดับ 1,500 จุด
ชู Barbell Strategy กระจายลงทุน รับมือความผันผวน
ด้านนายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน BLS Wealth Research กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันแนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบ Barbell Strategy กระจายการลงทุนระหว่างสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากสงครามและราคาพลังงานกับหุ้นที่มีโอกาสเติบโตจากเมกะเทรนด์และวัฏจักรการลงทุนระยะยาว ได้แก่ กลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานในระดับสูง อาทิ PTT ซึ่งมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงาน-ปิโตรฯ พร้อมทั้งมีจุดเด่นด้านการจ่ายเงินปันผลสูง
กลุ่มเติบโตระยะยาวและโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ GULF และ BGRIM ซึ่งได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของ Data Center และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังแนะนำ CRC และ COM7 ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าระดับปานกลางถึงบนเป็นฐานสำคัญ และมีการบริหารค่าใช้จ่ายที่ดี มีอำนาจในการส่งผ่านต้นทุน รวมถึง CENTEL ได้รับประโยชน์จากกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลจากยุโรปและสหรัฐฯ ซึ่งมีระยะวลาพำนักเฉลี่ยนาน 14 วันและมีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวระยะสั้นประมาณ 60% และคาดเป็นผู้นำการเติบโตของกำไรกลุ่มโรงแรมในปีหน้า
กลุ่มหุ้นปันผลในกลุ่มธนาคาร แนะนำ KTB คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานก่อนการตั้งสำรองจะเติบโตโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 5% และมีฐานผู้ใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่ ทั้งแอปพลิเคชันเป๋าตังและถุงเงิน ขณะที่ KBANK มีแนวโน้มรายได้จากค่าธรรมเนียมหนุนจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) เติบโตโดดเด่นและมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 5% และมีโอกาสเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล
นอกจากนี้แนะนำ CPN มีรายได้ค่าเช่ามั่นคงและอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 4.54.6% และ BDMS มองว่ากำไรผ่านจุดต่ำสุดหนุนแล้วและมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลมากกว่า 4%
ส่วนกลุ่มหุ้นที่เลี่ยงลงทุน ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจบริหารหนี้เสีย เช่น JMT และ BAM ในระยะสั้น เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคระดับฐานรากยังเปราะบาง ขณะที่ค่าครองชีพและราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นอาจเพิ่มความเสี่ยงในการชำระหนี้และการติดตามเรียกเก็บหนี้
มอง SET ปี 2570 แตะ 1,710 จุด รับวัฏจักรลงทุนเอกชน
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2570 BLS Wealth Research ประเมินเป้าหมาย SET Index ที่ 1,710 จุด โดยมองว่าเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในช่วงที่ผ่านมา จะทยอยเปลี่ยนผ่านไปสู่การลงทุนจริงมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และการลงทุน Data Center ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจและธุรกิจที่เกี่ยวข้องในระยะยาว
ส่วนการจัดพอร์ตลงทุนแนะนำแบ่งเงินลงทุนออกเป็น 3 ส่วน เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน ได้แก่
- Core Portfolio สัดส่วน 60-70% เน้นกลยุทธ์ Auto Top Funds Portfolio กระจายลงทุนทั่วโลกทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำ พร้อมปรับสัดส่วนอัตโนมัติตามสภาวะตลาด โดยมีผลตอบแทนย้อนหลังประมาณ 7-8% ต่อปี
- Satellite Portfolio / Enhance Return สัดส่วน 20-30% เน้นเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนผ่านกลยุทธ์ DR Stock Focus ลงทุนใน DR ที่อ้างอิงหุ้นสหรัฐฯ หุ้นเทคโนโลยี และเมกะเทรนด์ระดับโลก โดยผลการทดสอบย้อนหลัง (Backtest) อยู่ที่ประมาณ 25-30% ต่อปี
- Cash Flow / Yield Asset สัดส่วน 10-20% เน้นสร้างกระแสเงินสดจากหุ้นปันผลไทย หรือพิจารณาลงทุนในตราสาร Fixed Coupon Note (FCN) ซึ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนในรูปกระแสเงินสดประมาณ 8-10% ต่อปี
ทั้งนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวมุ่งเน้นการกระจายความเสี่ยงระหว่างสินทรัพย์ที่ช่วยรองรับความผันผวนกับสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโต เพื่อรับมือความไม่แน่นอนของตลาดในระยะสั้น และสร้างโอกาสการลงทุนในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
