สำหรับเจ้าของกิจการที่ว่าด้วยเรื่องของ"บัญชี การเงิน ภาษี" หนังสือเล่มนี้จะเหมาะมากๆเพราะจะช่วยให้เราเข้าใจในเรื่องการรักษาผลลัพธ์ทางการเงิน ไม่เสียเวลาไปกับการหลบหนีภาษีที่ไม่เป็นประโยชน์ จะได้เอาเวลาและพลังงานไปโฟกัสกับเรื่องการจัดการเหล่านี้แทน (เบี้ยปรับบอกเลยว่าโดนครั้งหนึ่ง...มันไม่คุ้ม) ผลงานการเขียนโดยถนอม เกตุเอม (เจ้าของเพจ Taxbugnoms) และยลวรรณ จิรวัชรเดช (เพจ Zero to Profit) ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.บัญชีเป็นการรวบรวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของธุรกิจแยกตามหมวดหมู่ จากนั้นสรุปออกมาในรูปแบบของรายงาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ การทำบัญชี ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไร ก็ยิ่งทำให้มีข้อมูลในการวิเคราะห์เพื่อการบริหารจัดการเงินได้เร็วมากยิ่งขึ้น 2.หมวดหมู่บัญชีที่สำคัญมีทั้งหมด 5 หมวด คือ รายได้ ค่าใช้จ่าย สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ นอกจากจะรู้ว่า 5 หมวดนี้คืออะไร ต้องเข้าใจความสัมพันธ์ของทั้ง 5 หมวดบัญชีด้วย 3.งบการเงินอย่างง่ายที่เจ้าของกิจการต้องเข้าใจ คืองบกำไรขาดทุน และงบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน บ่งบอกว่ากิจการมีผลประกอบการดีหรือแย่แค่ไหนในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ จากสมการ รายได้ - ค่าใช้จ่าย = กำไรหรือขาดทุน งบแสดงฐานะการเงิน บอกว่า ณ วันนี้กิจการรวยหรือจน จากสมการ สินทรัพย์ - หนี้สิน = ส่วนของเจ้าของ 4.บัญชีเป็นการบันทึกข้อมูลในอดีต แต่การเงินเป็นการวางแผนสำหรับอนาคต แล้วจะวางแผนอนาคตอย่างไรถ้ายังไม่เข้าใจอดีตเลย 5.งบการเงินเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีที่ช่วยให้เรารู้ถึงสุขภาพของกิจการ 2 เรื่อง ก็คือ ทำธุรกิจแล้วกำไรหรือขาดทุน ? (อ่านจากงบกำไรขาดทุน) ทำธุรกิจแล้วรวยขึ้นไหม ? (อ่านจากงบแสดงฐานะการเงิน) 6.ทั้งงบกำไรขาดทุน และ งบแสดงฐานะการเงิน เป็นงบพื้นฐานที่เจ้าของกิจการควรจะอ่านไปพร้อม ๆ กัน และสองงบนี้มีความสัมพันธ์กันตรงที่ กำไรหรือขาดทุนจากงบกำไรขาดทุนในทุก ๆ ปี จะถูกสะสมเข้าไปไว้ในกำไรหรือขาดทุนสะสม ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของส่วนของเจ้าของในงบแสดงฐานะการเงิน 7.ระยะเวลาในการขายสินค้า คำนวณได้จาก =365*สินค้าคงเหลือเฉลี่ย / ต้นทุนขาย 8.ระยะเวลาในการเก็บเงิน คำนวณได้จาก =365*ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย / รายได้ 9.ระยะเวลาจ่ายหนี้ คำนวณได้จาก =365*เจ้าหนี้การค้าเฉลี่ย / ต้นทุนขาย 10.วงจรเงินสด= ระยะเวลาในการขายสินค้า + หาระยะเวลาเก็บเงินได้ - หาระยะเวลาในการจ่ายหนี้ 11.ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) เกิดขึ้นจากการเสื่อมค่าของสินทรัพย์ถาวรที่ซื้อเข้ามา ยกตัวอย่างเช่น - เครื่องจักรที่เราซื้อเข้ามามีจำนวน 5 ล้านบาท คิดว่าจะใช้งานได้ 5 ปี และขายทิ้งในราคาซากเท่ากับ 100,000 บาท - ค่าเสื่อมราคาที่คำนวณได้ในแต่ละปีจะเท่ากับ (ราคาทุน – ราคาซาก)/อายุการใช้งาน = (5,000,000 – 100,000)/5 = 980,000 บาท ต่อปี 12.หากมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิ์ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 20% ของกำไร (ทางภาษี) เป็นอัตราดังนี้ : กำไร 300,000 บาทแรกที่เกิดขึ้น ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล : กำไรส่วนที่เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท จะเสียภาษีในอัตรา 15% : กำไรส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท เสียภาษีในอัตรา 20% 13.รายการค่าลดหย่อน คือ รายการที่กฎหมายกำหนดไว้ให้นำไปหักออกจากเงินได้เพิ่มขึ้นหลังจากที่หักค่าใช้จ่ายแล้วหรือเป็นรายการที่กฎหมายกำหนดให้หักเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าใช้จ่าย ซึ่งใช้ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามวิธีเงินได้สุทธินั่นเองครับ 14.ภาษีเงินได้นิติบุคคล... ถ้าให้อธิบายง่าย ๆ สำหรับคนที่ทำธุรกิจในประเทศไทยโดยจดเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน ภาษีเงินได้นิติบุคคล มีหลักการคำนวณภาษีที่เข้าใจได้ง่ายกว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะคำนวณจาก ... กำไรสุทธิ x อัตราภาษี...เพียงวิธีเดียว ไม่ต้องคำนวณหลายวิธีมาเปรียบเทียบกันให้เสียเวลา สรุปได้ง่าย ๆ ก่อนเลยว่าถ้า หากธุรกิจเรามีกำไร ก็แปลว่าต้องเสียภาษี แต่ถ้าหากธุรกิจเรา ขาดทุน ก็แปลว่าไม่เสียภาษี 15.การถูกหักภาษีไว้ไม่ได้แปลว่าเสียภาษีเรียบร้อยแล้ว มันเป็นการจ่ายล่วงหน้าเฉย ๆ ยกเว้นบางกรณีที่กฎหมายให้สิทธิ์เลือกว่าจะถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้วจบ (Final TAX) ได้ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล (สำหรับบุคคลธรรมดาเท่านั้น) (แต่ถ้าสำหรับคนที่ทำธุรกิจแล้ว การถูกหักภาษีไว้แบบนี้แปลว่า เรามีหน้าที่ต้องเอามายื่นภาษีเงินได้ประจำปีให้ถูกต้อง และเก็บหลักฐานการหักภาษีไว้เป็นหลักฐาน 16.ในมุมของคนที่ทำธุรกิจที่อยากหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ถูกต้อง..อยากแนะนำทำความเข้าใจใน 3 ประเด็นสำคัญต่อไปนี้ ได้แก่ 1. ผู้จ่ายเงินเป็นใคร ระหว่าง “บุคคลธรรมดา” หรือ “นิติบุคคล” 2. เงินที่เราจ่ายไปนั้น คือ เงินได้ประเภทไหนตามหมาย 3. กฎหมายกำหนดให้ต้องหักภาษีหรือไม่ 17.ภาษีครึ่งปี หรือ ภาษีเงินได้ครึ่งปี เป็นภาษีอีกตัวหนึ่งที่เกี่ยวกับการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ทั้งบุคคล(กลุ่มคนทำธุรกิจ) และนิติบุคคล (ทั้งหมด) ต้องมีการจ่ายภาษีล่วงหน้า โดยคำนวณจากรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา จากรูปความสัมพันธ์เดิมที่พูดถึงในภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เราจะเห็นว่ามีภาษีครึ่งปีอยู่ในนั้นด้วย และเป็นตัวที่เราสามารถนำมาหักออกจากภาษีเงินได้ปลายปี (ทั้งปี) ที่เราคิดได้เหมือนกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย 18.วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม =ภาษีที่ต้องชำระ (ขอคืน) - ภาษีขาย - ภาษีซื้อ โดย ฐานภาษี คือ มูลค่าที่ได้รับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ x อัตราภาษี (7%) 19.ภาษีซื้อ คือ ภาษีที่ผู้ประกอบการได้จ่ายให้กับผู้ขายสินค้า หรือผู้ให้บริการที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน 20.ภาษีขาย คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้า เมื่อขายสินค้า หรือให้บริการ ซึ่งทางผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT มีหน้าที่รวบรวมภาษีขายที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน มาหักออกด้วยภาษีซื้อที่จ่ายไปในแต่ละเดือน แล้วนำส่งยอดให้กับกรมสรรพากรภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ด้วยแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) และในกรณีที่เป็นการยื่นผ่าอินเทอร์เน็ตจะได้ขยายระยะเวลาไปอีก 8 วัน ต้องบอกก่อนว่าคนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการอ่านแล้วอาจจะไม่อินกับเนื้อหา เพราะมีแต่ประเด็นทางเอกสารที่ต้องจัดการ แต่ก็ได้ความรู้ในแง่ของ Mindset ว่าคนเป็นเจ้าของกิจการต้องเข้าใจภาพรวมของบัญชีและภาษีเอาไว้บ้าง จะได้หาทางออกกับปัญหาของตัวเองได้เร็วและง่ายกว่าที่เคย เนื้อหาอาจจะยากในส่วนของภาษี ก็ไม่ต้องตกใจไป นำความรู้ส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจการของเราไปใช้ เราทำธุรกิจแบบไหน บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ก็ให้สนใจสิ่งที่อยู่ในขอบข่ายของเราก็พอครับ เครดิตภาพ ภาพปก โดย jcomp จาก freepik.com ภาพที่ 1 และ 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 โดย jcomp จาก freepik.com ภาพที่ 4 โดย jcomp จาก freepik.com บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ ปิดประตูเจ๊ง ให้ธุรกิจเฮงเฮง รีวิวหนังสือ ภาษีธุรกิจ 101 รีวิวหนังสือ Business Model Generation คู่มือสร้างโมเดลธุรกิจ รีวิวหนังสือ WINK มั่งคั่งมากกว่าที่ตาเห็น รีวิวหนังสือ The Visual MBA เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !